หน้าแรก ภูมิภาค ภาคปชช.สงขลา ...

ภาคปชช.สงขลา จี้ดำนินคดี คหบดีใหญ่ สร้างบ้าน-ประติมากรรมวัวชน รุกโบราณสถาน

1.04.26 | 12:51 น.
รุกโบราณสถาน

ภาคประชาชน จี้ดำนินคดี คหบดีใหญ่ สร้างบ้าน-ประติมากรรมวัวชน รุกโบราณสถาน

เมื่อวันที่ 1 เมษายน นายเกรียงไกร คมขำ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ได้เร่งติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับคหบดีใหญ่ทำการปรับพื้นที่ ที่ดินเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดินของตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า บริเวณป้อมหมายเลข 9 ในอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ติดตั้งประติมากรรมวัวชน บ้านทรงไทย และศาลาที่พัก โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร

นายเกรียงไกร กล่าวว่า โดยดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคมจนเกือบแล้วเสร็จ กรณีนี้นั้น แม้จะเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดิน แต่เมื่อตั้งอยู่ในเขตโบราณสถานทำให้ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากรก่อนที่จะดำเนินการปรับพื้นที่ จึงถือเป็นความผิดตามมาตรา 10 พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2535

อ่านข่าว 

นายเกรียงไกรกล่าวว่า จากการประสานติดตามเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติมขณะนี้ได้มีการประสานงานไปยังสถานีตำรวจภูธรสิงหนคร โดยได้พูดคุยกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี เบื้องต้นได้รับรายงานว่าผู้อำนวยการสำนักงานศิลปากรที่ 11 สงขลา ได้จัดส่งข้อมูลหลักฐานครบถ้วนร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วอย่างไรก็ตาม ในส่วนของพนักงานสอบสวนขณะนี้อยู่ระหว่าง “การรอผลการประชุมคณะทำงานระดับจังหวัด”ตามคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 3634/2568ซึ่งมีกำหนดประชุมในวันที่ 21 เมษายน 2569 ทั้งนี้ คณะทำงานดังกล่าวมีหน้าที่ติดตามข้อเท็จจริงและความคืบหน้าคดีกรณีการบุกรุกพื้นที่โบราณสถานและเขตเมืองเก่าในจังหวัดสงขลา

“คำถามสำคัญจากภาคประชาชนการดำเนินคดีอาญา เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของพนักงานสอบสวนจึงมีคำถามที่สังคมต้องการคำตอบอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ “ครบถ้วนแล้วหรือไม่” เหตุใดจึงต้องรอผลการประชุมของคณะทำงานฝ่ายปกครอง ก่อนดำเนินการในคดีอาญา กระบวนการดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมาย หรือเป็นเพียงแนวปฏิบัติที่ทำให้เกิดความล่าช้า การรอคณะทำงานจังหวัด อาจเข้าข่ายเป็น “การแทรกแซงกระบวนการสอบสวน” หรือไม่” นายเกรียงไกร กล่าว

Advertisement

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาคประชาชนขอเรียกร้องให้พนักงานสอบสวน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัดโดยไม่ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมต้องขึ้นอยู่กับกลไกทางปกครองเพื่อให้สามารถรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมจังหวัดได้อย่างโปร่งใสและที่สำคัญ เพื่อให้ “กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างแท้จริง”คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของโบราณสถานแต่คือ “บททดสอบของการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทย“ประชาชนกำลังจับตาว่าหน่วยงานของรัฐจะยืนอยู่ข้าง “กฎหมาย”หรือปล่อยให้ “ความล่าช้า” กลายเป็นบรรทัดฐาน