เครือข่ายประชาชนปราจีนบุรี บุกกระทรวงมหาดไทย ยื่นหนังสือถึง รมว.มหาดไทย ร้องตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของผู้ว่าฯปราจีนบุรี หลังตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ‘กำนันตำบลบ่อทอง’ เหตุเข้าร่วมเวทีคัดค้านขยายพื้นที่ EEC ตามบัตรสนเท่ห์ ยันเป็นการแสดงออกตามสิทธิ เพื่อปกป้องชุมชน เรียกร้องสั่งยุติหรือชะลอการสอบวินัย
เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่กระทรวงมหาดไทย ตัวแทนเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงและเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง นำโดย นายสุนทร คมคาย และนางพิสมัย พันชาติ ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กรณีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนายประภาชน์ รักศรี กำนันตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี หลังถูกร้องเรียนว่าเข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมี น.ส.นิชานันท์ ทรัพย์สมบูรณ์ หัวหน้ากลุ่มงานร้องทุกข์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รับมอบหนังสือ
สืบเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง (บัตรสนเท่ห์) กล่าวหา นายประภาชน์ รักศรี ว่ามีพฤติกรรมบกพร่องต่อหน้าที่และประพฤติตนไม่เหมาะสม จากการเข้าร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 โดยผู้ร้องอ้างว่าการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 รวมทั้งมีการกล่าวพาดพิงและให้ร้ายผู้ว่าราชการจังหวัด

ด้านตัวแทนเครือข่ายฯระบุในหนังสือว่า การนำเรื่องร้องเรียนจากบัตรสนเท่ห์มาเป็นเหตุในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ควรต้องมีพยานหลักฐานเบื้องต้นที่น่าเชื่อถือประกอบ เพื่อป้องกันมิให้กระบวนการร้องเรียนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือดำเนินการโดยไม่สุจริต จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่าการใช้ดุลพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และมาตรฐานเดียวกับกรณีอื่นหรือไม่
พร้อมกันนี้ เครือข่ายยืนยันว่า นายประภาชน์เข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ มิได้อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และตำแหน่งกำนันไม่ได้ทำให้บุคคลสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและการมีส่วนร่วมคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการชุมนุมดังกล่าวได้มีการแจ้งขออนุญาตตามกฎหมาย เป็นไปโดยสงบ เปิดเผย และมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมรับฟังปัญหา โดยไม่ปรากฏเหตุรุนแรงใดๆ ซึ่งนายประภาชน์เดินทางมาร่วมงานเพียงลำพัง มิได้เป็นผู้จัด ชักชวน หรือระดมมวลชนมาแต่อย่างใด
ส่วนกรณีข้อกล่าวหาว่ามีการกล่าวพาดพิงผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น เครือข่ายชี้แจงว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นถึงบทบาทของผู้นำท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร ไม่ได้มุ่งใส่ร้ายเป็นการส่วนตัว ซึ่งมีคลิปบันทึกภาพและเสียงฉบับเต็ม สามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้
นอกจากนี้ นายประภาชน์ดำรงตำแหน่งกำนันมาตั้งแต่ปี 2551 มีประวัติรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยถูกร้องเรียนทางวินัย การรับฟังและนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปประสานงานกับส่วนราชการจึงถือเป็นภารกิจตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ไม่ควรถูกตีความเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่

ทั้งนี้ เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงและเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ได้ยื่นข้อเรียกร้องสำคัญ 2 ประการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่
1.ขอให้สั่งการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากบัตรสนเท่ห์ ว่าถูกต้องตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลหรือไม่
2.ขอให้สั่งการยุติหรือชะลอการสอบสวนข้อเท็จจริงและการดำเนินการทางวินัย ต่อนายประภาชน์ รักศรี เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยสุจริตและเป็นการทำหน้าที่ดูแลประชาชน
นอกจากนี้ เครือข่ายยังขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งทบทวนแนวทางการดำเนินการทางปกครองที่อาจส่งผลให้ความขัดแย้งในพื้นที่ขยายตัว และกำชับให้มีการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่และใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้อย่างเป็นธรรมและรอบด้านต่อไป



