วัฒนพงษ์ เปิดทิศทาง PDP 2026 มองครบทุกด้าน พลิกระบบไฟไทย ดันพลังงานสะอาด-แบตเตอรี่-สมาร์ทกริด
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1 – 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) กองบรรณาธิการมติชน จัดสัมมนาพิเศษในหัวข้อ ‘NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย’
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผย ในช่วง Special Talk ‘ส่องแผนพลังงานไทย : สู่เป้าหมาย Net Zero’ ว่า การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 ใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทั้งรัฐบาล สภาพเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ จนกระทั่งตกผลึก
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า การจัดทำแผน PDP ปัจจุบัน ถือว่าเป็นแผนที่มีส่วนร่วมจากบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาดูเรื่องการจัดทำแผนของภาคหลักว่า จริง ๆ แล้วกระบวนการจัดทำแผนมีขั้นตอนอย่างไร ทั้งในเชิงเทคนิค และในเชิงนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการประชุมของอนุกรรมการ PDP ประมาณ 22 ครั้ง ซึ่งขณะนี้ก็ตกผลึกมาเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เรื่องของแผน PDP 2026 จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 8 กันยายน 2569 นี้

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าแผน PDP เป็นแผนจัดหาไฟฟ้าของภาครัฐ แต่วันนี้ระบบไฟฟ้าในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากผู้ใช้ไฟสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองจากโซลาร์ และซื้อไฟฟ้าจากระบบเฉพาะส่วนที่จำเป็น ขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทในการจัดหาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดังนั้นเรื่องระบบไฟฟ้าแบบเดิม วันนี้ได้รับผลกระทบหรือมีเงื่อนไขหลายเรื่อง
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนแรกคือ มาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) เนื่องจากประเทศไทยยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก ดังนั้นสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จะต้องใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่ต้องนำมาพิจารณาในแผน PDP ขณะที่ ส่วนที่ 2 ภาครัฐมีความเข้มข้นด้านการลดคาร์บอนมากขึ้น โดยมี แผน NDC 3.0 ซึ่งจะกระทบภาคธุรกิจทุกแห่ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวและให้ความสำคัญกับการวัดคาร์บอน หากไม่ปรับตัวจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

“การจัดหาภาครัฐแบบเดิม เราเน้นเรื่องความมั่นคงกับราคา แล้วก็ใช้ฟอสซิลเป็นหลัก” นายวัฒนพงษ์กล่าว
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า โจทย์ใหม่ที่เข้ามา Green Demand หรือความต้องการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว ซึ่ง PDP 2026 จะรองรับทั้งกลุ่มที่ยังซื้อไฟจากภาครัฐ และกลุ่มภาคเอกชนที่ต้องการเข้ามาทำหน้าที่จัดหาไฟฟ้า

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ส่วน New Demand โดยเฉพาะ Data Center และ AI Technology เป็นอีกเงื่อนไขสำคัญ โดยมีการประเมินกรณี High Case ว่า Data Center อาจเข้ามามีความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 8,800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจ โดย Data Center บางส่วนอาจทำ Direct PPA เพื่อจัดหาพลังงานสะอาดเอง ขณะที่อีกส่วนยังต้องซื้อไฟจากระบบเพื่อความมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมี Prosumer หรือผู้ผลิตและใช้ไฟฟ้าเอง ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ ใช้เอง ติดตั้งแบตเตอรี่แบบ Behind the Meter และลดการซื้อไฟจากระบบ โดยเรื่องดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาใน PDP 2026 เช่นเดียวกับ EV ที่จะเป็นอีกปัจจัยทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้น
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า หากมองระบบไฟฟ้าแบบเดิม จะเน้นความมั่นคงและ Reserve Margin มีโครงข่ายไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และผู้ใช้ไฟฟ้าเป็น Passive Consumer หรือซื้อไฟเพียงอย่างเดียว ไม่มีส่วนร่วมกับระบบ แต่ภายใต้ PDP 2026 จะมองครบทุกด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนสูงขึ้น โดยยังมี Low Carbon Technology ที่เป็น Firm เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งยังเป็นฟอสซิลและเป็น Transition Fuel ที่มีความจำเป็นในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกัน เมื่อพลังงานหมุนเวียน หรือ RE และพลังงานสีเขียวเข้ามามากขึ้น จะต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ เพื่อให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน และต้องพิจารณาความเสถียรของระบบไฟฟ้าควบคู่กัน ส่วน Smart Grid จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีและระบบดิจิทัลจะทำให้เกิดการสื่อสาร 2 ทาง เปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยงานภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบมากขึ้น รวมถึงรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาดและการติดตั้งแบตเตอรี่

“แผน PDP ฉบับใหม่ 2026 เรามองครบทุกด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น มีเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่เป็นพลังงานหลัก (Firm) อย่างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ เพื่อให้จ่ายไฟได้แบบ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน รวมถึงต้องพิจารณาเรื่องความเสถียรของระบบไฟฟ้า และ Smart Grid” นายวัฒนพงษ์ กล่าว
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สุดท้ายคือภาคเอกชน จาก Passive Consumer ก็จะเป็น Active Consumer ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าของประเทศ ฉะนั้น ในแผน PDP หลักการไม่เหมือนเดิม การวางแผนต้องยืดหยุ่น แต่ยังคงมีความมั่นคงตลอดเวลา ไฟดับไม่ได้ และสำหรับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เกณฑ์การพิจารณาจะเปลี่ยนไป โดยนอกจาก Reserve Margin แล้ว จะนำค่า Loss of Load Expectation (LOLE) มาใช้เป็นตัววัดความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าด้วย

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ SMR ไฮโดรเจน และ CCS โดย SMR มีการวางเป้าหมายไว้ที่ 9,000 เมกะวัตต์ในช่วงปลายแผน และจะเริ่มต้นที่ 300 เมกะวัตต์เพื่อทดลองเทคโนโลยี ขณะที่ไฮโดรเจนคาดว่าจะเข้ามาในระบบไฟฟ้าหลังปี 2040 ส่วน CCS (เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน) มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่ Net Zero และถูกระบุไว้ในแผนระยะยาวด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย
“การที่ประเทศจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero นั้นเทคโนโลยี CCS (เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน) มีความสำคัญ และถูกระบุไว้ในแผนระยะยาวในการลดเรื่องของก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย”นายวัฒนพงษ์ กล่าว

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการมุ่งสู่ Net Zero PDP 2026 จะกำหนดให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นโรงไฟฟ้าฐานประมาณ 11% และอีก 24% เป็นส่วนที่เปิดให้เลือกแนวทางการเปลี่ยนผ่าน โดยมี 3 ทางเลือก ได้แก่ ทางเลือกที่ 1 ใช้ CCS ในสัดส่วนสูง เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอน, ทางเลือกที่ 2 เน้น พลังงานหมุนเวียน (RE) โดยไม่มี CCS ซึ่งอาจทำให้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นถึง 90% แต่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง พื้นที่ ระบบสายส่ง และการลงทุน และ ทางเลือกที่ 3 แบบ Hybrid ผสมผสาน CCS กับ พลังงานหมุนเวียน
ทั้ง 3 ทางเลือกจะมีแนวทางเหมือนกันจนถึงปี 2580 แต่หลังจากปี 2580 ถึงปี 2593 หรือปี 2050 จะต้องมีการตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสม โดยต้องพิจารณาทั้งด้านเทคนิค ความเสี่ยง และภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจะต้องรับ

นอกจากนี้ PDP 2026 ยังมองถึงการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว โดยมี Virtual Power Plant (VPP), Demand Response (DR), Distributed Energy Resources (DER) รวมถึงโซลาร์และแบตเตอรี่แบบ Behind the Meter เข้ามาช่วยบริหารระบบ ขณะที่ EV ในอนาคตสามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบได้ด้วย
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า หลังจากจัดทำแผนแล้ว จะมีการติดตามและมอนิเตอร์เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาระบบไฟฟ้าเดินไปตามเป้าหมาย โดย PDP 2026 จะเปลี่ยนจาก PDP 2018 Revision 1 และจัดทำภาพระยะยาวตั้งแต่ปี 2580 หรือ 2037 ไปจนถึงปี 2050 เพื่อให้เห็นทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ แม้ตัวเลขดีมานด์ ของประเทศจะไม่ได้เติบโตเยอะ แต่กำลังการผลิตไฟฟ้าตามแผนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากแผนเดิมประมาณ 77,000 เมกะวัตต์ เป็นราว 200,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากต้องรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบางช่วงอาจเกิดภาวะ Energy Not Served จากข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น แดดและลม ทำให้มีกำลังการผลิตแต่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่
“การลดคาร์บอนเข้มข้นมาก ถามว่ายากไหม ยากมาก แต่เมื่อประเทศมอบโจทย์มาแล้ว เราก็ต้องทำให้ได้ ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็คงจะต้องมีการลงทุนอีกเยอะพอสมควร”นายวัฒนพงษ์ กล่าว

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยหลังปี 2580 หรือ 2037 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 49% ขณะที่จาก 3 ทางเลือกในการเปลี่ยนผ่าน สัดส่วนพลังงานสะอาดจะเพิ่มเป็นอย่างน้อย 65% และอาจสูงสุดประมาณ 90% ในระยะยาว โดยระบบยังคงมีเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงพลังงานหมุนเวียนจากโซลาร์และลม และอาจมีพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore) รวมถึงแบตเตอรี่, SMR และ CCS ตลอดจน Virtual Power Plant (VPP) ซึ่งหลังจากแผน PDP ประกาศใช้ จะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายประเทศต่อไป





