สหพันธ์ขนส่ง ชี้ ลดภาษี E20-B20 ไม่ตรงจุด-เตรียมเคลื่อนไหว ต้น พ.ย.จี้รัฐแก้พลังงานแพง
วันที่ 29 ตุลาคม นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “มติชน” ถึง มติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน E20 และ B20 มีผลเบื้องต้น 3 เดือน ว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ตรงจุดและไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคโลจิสติกส์ เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมัน B20 ในปัจจุบันยังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับน้ำมัน B7 โดยมีการใช้ B7 วันละประมาณ 40-50 ล้านลิตร ขณะที่ B20 มีการใช้เฉลี่ยวันละไม่เกิน 5-6 ล้านลิตร
นายทองอยู่ กล่าวว่า การลดภาษีเพื่อจูงใจให้ใช้น้ำมัน B20 จึงอาจไม่ได้ช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการขนส่งได้อย่างตรงจุด อีกทั้งการใช้น้ำมัน B20 กับรถบางประเภทอาจมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงขึ้น ขณะที่บริษัทรถยนต์ยังไม่ได้รับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าการใช้น้ำมันดังกล่าวจะส่งผลต่อเครื่องยนต์อย่างไร ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กำลังเครื่องยนต์ และอายุการใช้งาน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ออกหนังสือรับรองอย่างชัดเจนว่า หากใช้น้ำมัน B20 แล้ว เครื่องยนต์ยังคงมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้ตามระยะทางที่กำหนด แต่ปัจจุบันยังไม่มีการรับรองที่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
นายทองอยู่ กล่าวว่า ตนมองว่า มติ ครม.ที่ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 เป็นเพียงมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้น ซึ่งมีระยะเวลาเบื้องต้น 3 เดือน และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคาพลังงานแพงได้ตรงจุด ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง ทั้งการขาดดุลงบประมาณและภาระการกู้เงิน ส่วนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีภาระหนี้สะสมจำนวนมาก การนำภาษีสรรพสามิตมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเพิ่มเติมจึงต้องพิจารณาผลกระทบต่อฐานะการคลังและภาระของประเทศในระยะยาวด้วย
“จากมติ ครม. ผมว่าหนึ่ง เป็นเหตุบรรเทาระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน สอง แก้ไขไม่ตรงจุด รัฐบาลเองก็ไม่มีตังค์ ต้องคิดว่ารัฐบาลก็ขาดสภาพคล่อง งบประมาณก็ขาดดุล กู้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคุณจะเอาภาษีของประเทศไปซับซิดีให้โรงกลั่นอีก ผมคิดว่ามันไม่ได้แล้ว กองทุนน้ำมันก็ติดเป็นแสนล้านแล้ว ตอนนี้คุณเริ่มเอาภาษีสรรพสามิตไปให้โรงกลั่นอีก ผมว่ายิ่งหนักเข้าไปใหญ่” นายทองอยู่กล่าว
นายทองอยู่ กล่าวว่า สำหรับ สถานการณ์ของสมาชิกสหพันธ์ฯ ว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการบางส่วน โดยเฉพาะสมาชิกในสมาคมขนส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนงานขนส่ง ไม่สามารถปรับราคาค่าขนส่งได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับผ่อนชำระรถ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจยากลำบากมากขึ้น
นายทองอยู่ กล่าวว่า มาตรการลดภาษีสรรพสามิตที่ ครม.เพิ่งมีมติออกมา ยังเกาไม่ถูกที่คัน ยังไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขวิกฤตพลังงานและปัญหาราคาน้ำมันแพงได้อย่างแท้จริง จึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่ตรงกับปัญหาของผู้ประกอบการมากกว่าการใช้มาตรการที่อาจไม่ได้ช่วยลดภาระต้นทุนของภาคขนส่งโดยตรง
นายทองอยู่ กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ควรพิจารณามาตรการที่ช่วยลดภาระต้นทุนได้โดยตรง โดยมีแนวทางสำคัญ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ผู้ประกอบการ และ 2.การลดภาระต้นทุนในภาพรวมทั้งระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวน
นายทองอยู่ กล่าวว่า การกำหนดมาตรการด้านพลังงานต้องพิจารณาความเชื่อมโยงกับราคาสินค้าเกษตรด้วย เนื่องจากพืชบางชนิด เช่น ปาล์มน้ำมัน เป็นทั้งพืชพลังงานและพืชเศรษฐกิจ หากราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิตพลังงานตามไปด้วย จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ราคาพลังงานลดลงได้โดยไม่พิจารณาปัจจัยด้านต้นทุนที่เกี่ยวข้อง
จ่อเคลื่อนไหว พ.ย. จี้รัฐแก้ปมพลังงาน
นายทองอยู่ กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย มีมติเตรียมจัดแถลงข่าวและยื่นหนังสือต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเสนอข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยคาดว่าจะดำเนินการในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ สหพันธ์ฯ อาจพิจารณาเป็นการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเพิ่มเติม เช่นการเคลื่อนตัวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่กระทรวงพลังงาน โดยจะหารือรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบและแนวทางดำเนินการอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมีมติแน่นอนว่าจะมีการเคลื่อนไหวในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้



