บทความในประเทศ
กาสาวพิวัฒน์
พิชิต ‘อลัชชี’
สัปดาห์ที่ผ่านมา วงการสงฆ์สั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศยกเลิกพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ รวมทั้งหมด 81 รูป
อันเนื่องมาจากข่าวฉาวพระภิกษุ พระราชาคณะประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป กระทำผิดพระธรรมวินัย สร้างความเสื่อมเสียศรัทธาพุทธศาสนา มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
พระที่เกี่ยวข้อง เป็นระดับพระชั้นผู้ใหญ่ สมณศักดิ์สูง จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก
สื่อใหญ่อย่าง CNN ของสหรัฐ หรือ BBC ของอังกฤษ ต่างรายงานข่าวเรื่องนี้แบบเจาะลึกลงรายละเอียด
เป็นช่วงเวลาที่คนไทยโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชน ต่างตั้งคำถามตรงกันว่า “เกิดอะไรขึ้นกับพุทธศาสนา หนึ่งในสถาบันหลักของชาติ?”
เรื่องฉาววงการสงฆ์ครั้งนี้เริ่มต้นจากข่าว อดีตพระเทพวชิรปาโมกข์ หรืออดีตเจ้าคุณอาชว์ อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ วัดสำคัญย่านพระนคร แอบไปลาสิกขาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2568 ที่จ.หนองคาย ก่อนเดินทางข้ามไปยังประเทศลาว จนกลายเป็นที่สงสัย
ต่อมามีการตั้งข้อสังเกตเหตุผลเบื้องหลังการลาสิกขา ที่อาจเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของวัดตรีทศเทพ
ตำรวจจึงเข้ามาคลี่คลายเรื่องนี้ทันที
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. บุกไปสอบปากคำ “สีกากอล์ฟ” หญิงคนหนึ่งซึ่งมีข่าวเกี่ยวข้องกับอดีตเจ้าคุณอาชว์ เพื่อสืบหาข้อมูลเรื่องการทุจริต แต่กลับพบเรื่องราวความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง เลยเถิดกระทั่งการแอบนัดมีความสัมพันธ์กันในหลายสถานที่
กลายเป็นข่าวฉาวในวันต่อมา แต่ดราม่ายังไม่หยุดแค่นั้น
เมื่อตำรวจตั้งเป้าสอบเส้นทางการเงิน ก็จำเป็นต้องยึดโทรศัพท์ของ “สีกากอล์ฟ” มาตรวจสอบ กลับพบเรื่องสุดตะลึง
นอกจากพบหลักฐานเส้นทางการเงินต่างๆ ยังเจอไฟล์ภาพ และคลิปวิดีโอรวมกว่า 8 หมื่นไฟล์ โชว์ความสัมพันธ์สีกากอล์ฟกับพระชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากกว่า 10 รูป เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว
แค่จำนวนเงินที่ถูกโอนจากพระชั้นผู้ใหญ่มายังสีกากอล์ฟ หมุนเวียนในบัญชีแค่ 3 ปี ก็มีกว่า 385 ล้านบาท
จากนั้น ภาพความสัมพันธ์ระหว่างสีกากอล์ฟกับพระชั้นผู้ใหญ่ก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นจากหลักฐานสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นภาพ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธฉาย นอนกก-นวดเท้าให้สีกากอล์ฟ, ไม่ว่าจะเป็นภาพแชตลับ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ส่งข้อความคิดถึงสีกากอล์ฟ,ไม่ว่าจะเป็นภาพการแชตระหว่าง พระชั้นผู้ใหญ่ใน จ.พิษณุโลก ปรึกษาเรื่องสีกากอล์ฟท้อง
มีทั้งรัก ทั้งชัง บ้างก็แสดงคารมณ์หวานเจี๊ยบ ง้องอน บางคลิปก็เอาไฟฉายตีหัวตัวเอง เป็นที่น่าสมเพศแก่ผู้ได้รับชม โดยต้องย้ำว่าทั้งหมดคือระดับ “พระชั้นผู้ใหญ่” ระดับเปรียญธรรมขั้นสูง
หลักฐานจากสีกากอล์ฟถูกแพร่ออกสู่สาธารณะไม่หยุด โยงไปถึงพระชั้นผู้ใหญ่ถึง 13 รูป หลายรูปค่อยๆ ทยอยลาสิกขา
ยังไม่ทันจบเรื่องสีกากอล์ฟ เรื่องฉาววงการสงฆ์ไทยเรื่องใหม่โผล่มาต่อเนื่อง หลังมีการร้องเรื่องเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์พัวพันหญิงคนหนึ่ง เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคสร้างพุทธอุทยานหลักร้อยล้านบาท
เป็นความสัมพันธ์ที่แอบคบอยู่กินกันมานานถึง 15 ปี ใช้เงินวัดปรนเปรอจนเป็น ‘เศรษฐินี’
ที่แทงใจดำชาวพุทธคือภาพหลักฐาน เจ้าคณะดังกล่าวแอบถอดจีวรไปใส่เสื้อชาวบ้าน สวมวิกผมปลอม ยืนกอดสีกาเซลฟี่รูปคู่ จนต้องแอบไปลาสิกขาอีกราย
น่าสนใจว่าเรื่องนี้แดงขึ้นมาได้เป็นเพราะ “ความหึงหวง” เศรษฐินีคนดังกล่าวไปจับได้ว่าอดีตเจ้าคณะไปติดพันสีการายใหม่ เกิดโลก 2-3 ใบ ทำให้เศรษฐินีรายนี้ไม่พอใจ คนรอบข้างรับรู้ ชาวบ้านรับรู้ กระทั่งนำมาสู่การร้องเรียนขอให้ทางตำรวจ บก.ปปป. และศูนย์ทะนุบำรุงพุทธศาสนา บชก.เข้ามาตรวจสอบ
แค่ระยะเวลาหลักเดือนเศษ กลับเกิดกรณีสะเทือนใจชาวพุทธหลายครั้ง
นับตั้งแต่กรณีสีกากับเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ต่อเนื่องมาจนถึงกรณีสีกากอล์ฟกับพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูป กระทั่งกรณีอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์
สปอตไลต์จึงส่องไปที่ มหาเถรสมาคม หรือ มส.ว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร
หลังการประชุมวาระพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหากรณีพระผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับสีกา จึงมีข้อเสนอออกมาเบื้องต้น เช่น สั่งพักงานและปลดพระที่ทำผิดวินัยร้ายแรง หรือการเตรียมแก้กฎหมายมหาเถรสมาคม ‘พระเสพเมถุน’ ต้อง ปาราชิก ภายใน 10 วัน
ขณะที่สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสให้สังคายนากฎหมายสงฆ์ ทรงเห็นว่ากฎหมายที่ใช้อยู่ บังคับใช้มานานกว่า 50 ปีแล้ว อาจจะล้าสมัย ไม่ทันกับปัญหาสังคมในปัจจุบัน
ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการเริ่มคิดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองพระสงฆ์ในพุทธศาสนา เป็นการสังคายนาครั้งใหญ่ แต่ก็มีคำถามว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การปล่อยให้ “ฝ่ายสงฆ์” คิดและทำ ดำเนินการในทางกฎหมายเพื่อปฏิรูปสงฆ์ไทยฝ่ายเดียว จะเพียงพอหรือ?
หรือจะปล่อยให้ฝั่งผู้มีอำนาจรัฐ เป็นตัวหลักในการดำเนินการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงพุทธศาสนาแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือ? ประเด็นใดคือเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง
ถ้าว่ากันตามหลักการ การปล่อยให้ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐเป็นผู้นำการแก้ปัญหาสงฆ์ทั้งหมด ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูก ฝ่ายรัฐไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างของศาสนามาก หากรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวจนเกินควรก็จะกลายเป็นการครอบงำ ศาสนาก็อาจจะเป็นศาสนาภายใต้การนำของรัฐ
เมื่อศาสนาเป็นเครื่องมือของรัฐ ไม่มีอิสระ ความเชื่อถือศรัทธาก็พลอยลดลง ศาสนาไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างแท้จริง
แต่ในความเป็นจริง ต้องยอมรับว่าวันนี้สังคมไทยและสังคมโลกเปลี่ยนไปมาก ขณะที่รัฐไทยก็เข้าไปยุ่งเกี่ยว แทรกซึมในศาสนา สร้างระบบการปกครองในพุทธศาสนานานแล้ว
ยกตัวอย่างตรงไปตรงมาให้เห็นภาพก็คือ ระบบยศถาบรรดาศักดิ์ ระบบเงินเดือนพระ (นิตยภัต) ตามสมณศักดิ์ในคณะสงฆ์ไทยนั่นแหละ
นับวัน วัดในปัจจุบันจึงเต็มไปด้วย การยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง “ทางโลก” มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ละวันเต็มไปด้วยข่าว “การหาส่วนเกินจากศรัทธาประชาชน” สวนทางกับเรื่องทางธรรม หรือบทบาทการเป็น “สถาบันที่หาคำตอบทางธรรม” ให้ประชาชน ที่นับวันยิ่งลดน้อยลง
ยังไม่นับประเด็นทางเศรษฐกิจ ความเป็นทุนนิยมของวัดไทย มีการบริหารงานโดยใช้หลักการตลาด ราวองค์กรธุรกิจ จนแพลตฟอร์มอย่างเน็ตฟลิกซ์สามารถเอาปัญหานี้ไปสร้างซีรีส์เรื่อง “สาธุ” จนโด่งดังเมื่อปีก่อน
ขณะที่คนรุ่นใหม่ กลายเป็นผู้มีวิธีคิดแบบพลเมืองโลกมากขึ้น นับวันยิ่งถอนตัวออกจากการนับถือพุทธศาสนา เพราะเขามองไม่ออกว่าวัดไทยในสังคมปัจจุบัน มีฟังก์ชั่นกับสังคมในแง่มุมไหน?
ดังนั้น กรณีเรื่องฉาวต่อเนื่อง ตั้งแต่วัดไร่ขิง มาจนถึงสีกากอล์ฟ และกรณีเจ้าคณะจังหวัดใส่วิกจึงเป็นอาการ “หนองแตก” จากแผลติดเชื้อที่เจ็บป่วยมายาวนานแล้วไม่เคยได้รับการรักษา
การอธิบายต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหมดว่าเกิดจากการหลอกลวงของฝ่ายหญิง เกิดจากขบวนการมิจฉาชีพของสีกากอล์ฟ จึงไม่ช่วยแก้ปัญหาสงฆ์ไทยแต่อย่างใด ซ้ำยังทำให้แผลที่บาดเจ็บติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
1. ฝ่ายอำนาจรัฐต้องรักษาดุลอำนาจให้ดี ไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการศาสนาโดยเฉพาะการปฏิรูปสงฆ์ไทย มากจนเกินไป ยกเว้นกรณีผิดกฎหมายอาญา
2. ฝ่ายสงฆ์ก็ต้องหามาตรการทางการปกครอง และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อควบคุมหรือ “ลดความเป็นทางโลก” ของวัด
ต้องเอาระบบการบริหารแบบใหม่เข้าไปจัดการบางเรื่อง เช่น กรณี “เงินวัด” ก็อาจจะต้องกล้าปฏิรูปให้เข้าสู่ระบบภาษีมีการตรวจสอบจากสรรพากรอย่างถูกต้อง ส่วนเกินที่เหลือจากการทำนุบำรุงวัดนำมาจุนเจือสังคมได้หรือไม่?
3. มส.ต้องมีบทบาทนำ ปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้พระสงฆ์ดำรงตนอยู่ในพระวินัย โดยจำเป็นต้องเปิดรับฟังข้อเสนอจากภาคส่วนอื่นๆ ด้วย
4. ต้องเริ่มเปิดโอกาสให้พุทธบริษัทส่วนอื่นๆ เข้าไปเกี่ยวข้องในมิติ “อำนาจ” การตัดสินใจเรื่องต่างๆ บ้าง เพื่อเพิ่มกลไกการตรวจสอบ ถ่วงดุล เพื่อให้ส่วนรวมมีความรู้สึกเป็นเจ้าของศาสนา ไม่ใช่ส่วนกลางกำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว
พุทธศาสนาวันนี้เดินทางมาถึงทาง 2 แพร่งแล้ว กำลังเผชิญกับการถูกตั้งคำถามสำคัญจากสังคม การ “โกรธแค้น” เอาผิดทางกฎหมายสีกากอล์ฟ อย่างเดียวไม่พอ
หากไม่ปฏิรูปศาสนา ไม่แตะต้องโครงสร้างทางปกครอง ไม่แตะต้องกฎหมาย ไม่สังคายนาพระสงฆ์ใหม่ ก็จะมีซีรีส์ “นารีพิฆาตสงฆ์” สีกากอล์ฟ คนที่ 2 และ 3 และต่อๆ ไป
ในวิกฤตมีโอกาส
อย่างน้อยก็หวังให้กรณี “สีกากอล์ฟ” เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการเริ่มหวังเพื่อการอภิวัฒน์พุทธศาสนา
สังคมจะได้เห็นกาสาวพิวัฒน์หรือไม่ ต้องติดตาม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
