‘ระบอบ’ หมายถึงอะไร? | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ศัพท์ทางการเมืองคำหนึ่งที่กลายเป็นข้อถกเถียงในพื้นที่สาธารณะอย่างแพร่หลาย ก็คือคำว่า “ระบอบ”
ในเมืองไทย ดูเหมือนหลายคนจะใช้คำว่า “ระบอบ” เปะปะสับสนกับคำว่า “ระบบ” อยู่ไม่น้อย หรือไม่ก็แยกกันไม่ค่อยออกว่าสองคำนี้มีความหมายสอดคล้องหรือผิดแผกกันอย่างไร
แล้วจริงๆ “ระบอบ” นั้นหมายถึงอะไรกันแน่?
แน่นอน คำไทยว่า “ระบอบ” นี้มีที่มาจาก “regime” ในภาษาอังกฤษ
กระนั้นก็ดี แม้แต่คำว่า “regime” เอง ก็มีนิยามความหมายที่หลากหลายไม่ตายตัว แต่ผันแปรไปตามบริบทและพัฒนาการทางสังคมการเมือง
มีนักวิชาการต่างชาติกลุ่มหนึ่งเคยสรุปประมวลเอาไว้ว่า ความหมายหลักๆ ของคำว่า “regime” หรือ “ระบอบ” นั้นมีอยู่ 3 แบบ
“ระบอบ” ในความหมายแรก คือ “กฎกติกา” ของการแข่งขันทางการเมือง
ตามนิยามนี้ “ระบอบทางการเมือง” หมายถึงชุดของกติกาทั้งที่ “เป็นทางการ” และ “ไม่เป็นทางการ” ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์ว่าเราจะเข้าถึงและใช้อำนาจทางการเมือง (เพื่อบริหารควบคุมสถาบันการเมืองต่างๆ ในระดับชาติ) ได้อย่างไร
สำหรับสังคมโลกยุคปัจจุบัน ชุดของกฎกติกาหลักๆ ที่จะทำให้เราเข้าถึงและใช้อำนาจรัฐดังกล่าวได้นั้น ก็คือ “กระบวนการเลือกตั้ง” นั่นเอง
ในนิยามที่สอง “ระบอบทางการเมือง” จะหมายถึง “ผู้มีอำนาจ” “ชนชั้นนำ” หรือ “ชนชั้นปกครอง” อย่างเฉพาะเจาะจง
ตามความหมายนี้ “ระบอบ” จึงเป็นการดำรงอยู่ของพันธมิตรเครือข่ายชนชั้นปกครองผู้ถือครองอำนาจ หรือเป็นกระบวนการจัดสรรแบ่งปันอำนาจระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ในสังคม
อย่างไรก็ตาม ความสามารถหรือความสำเร็จของ “ระบอบ” ระบอบหนึ่ง ในฐานะเครือข่ายชนชั้นปกครอง นั้นไม่ได้วัดกันที่การได้อำนาจเข้าไปบริหารควบคุมรัฐบาลเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงการต้องมีผู้นำเครือข่าย ที่อยู่เหนือกลุ่มก้อนทางการเมืองอื่นๆ กลุ่มผลประโยชน์ภาคเอกชนต่างๆ ตลอดจนกลไกอำนาจรัฐทุกภาคส่วน เพื่อควบคุมกระบวนการไหลเวียนจัดสรรทรัพยากรทางการเมืองและเศรษฐกิจทุกองคาพยพอย่างเป็นระบบ
“ระบอบ” ในความหมายที่สาม คือ “สายสัมพันธ์” ระหว่าง “ชนชั้นปกครอง” กับบรรดา “ผู้อยู่ใต้ปกครอง”
ตามนิยามนี้ “ระบอบทางการเมือง” นั้นเป็นมากกว่าการบริหารจัดการเครือข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างชนชั้นนำ-ชนชั้นปกครองกลุ่มต่างๆ ในความหมายที่สอง
ทว่า การดำรงอยู่ เสถียรภาพ และความเปราะบางของ “ระบอบ” หนึ่งๆ จะยึดโยงอยู่กับสายสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้มีอำนาจข้างบน” กับ “คนใต้ปกครองข้างล่าง”
แม้นิยามของ “ระบอบ” ในความหมายหลังสุดนี้ มักจะใช้ในการอธิบายการเมืองของประเทศ “เผด็จการ” หรือประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านรูปแบบการปกครองจาก “เผด็จการ” มาสู่ “ประชาธิปไตย”
แต่นิยามดังกล่าวก็สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ศึกษา “สังคมประชาธิปไตย” ได้เช่นกันว่า ประชาชนพลเมืองของประเทศนั้นๆ ให้การสนับสนุน มอบความชอบธรรม และมีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อผู้นำทางการเมืองและระบอบการปกครองของพวกตน มากน้อยแค่ไหน อย่างไร
น่าสนใจว่า ถ้าบ้านเรามี “ระบอบสีน้ำเงิน” ดำรงอยู่จริงๆ ระบอบดังกล่าวจะมีความหมายสอดคล้องต้องตรงกับนิยามข้อไหนมากกว่ากัน?
หรือในอีกแง่มุมหนึ่ง เราจำเป็นจะต้องนำนิยามความหมายของคำว่า “ระบอบ” ทั้งสามประเภท มาประกอบสร้างเป็น “เครื่องมือร่วม” เพื่อใช้วิเคราะห์หาจุดแข็ง-จุดเปราะบางของ “ระบอบสีน้ำเงิน” กันอย่างลึกซึ้งละเอียดลออมากกว่านี้
