bg-single

‘ระบอบ’ หมายถึงอะไร? | ปราปต์ บุนปาน

05.06.2026

ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน

ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ศัพท์ทางการเมืองคำหนึ่งที่กลายเป็นข้อถกเถียงในพื้นที่สาธารณะอย่างแพร่หลาย ก็คือคำว่า “ระบอบ”

ในเมืองไทย ดูเหมือนหลายคนจะใช้คำว่า “ระบอบ” เปะปะสับสนกับคำว่า “ระบบ” อยู่ไม่น้อย หรือไม่ก็แยกกันไม่ค่อยออกว่าสองคำนี้มีความหมายสอดคล้องหรือผิดแผกกันอย่างไร

แล้วจริงๆ “ระบอบ” นั้นหมายถึงอะไรกันแน่?

แน่นอน คำไทยว่า “ระบอบ” นี้มีที่มาจาก “regime” ในภาษาอังกฤษ

กระนั้นก็ดี แม้แต่คำว่า “regime” เอง ก็มีนิยามความหมายที่หลากหลายไม่ตายตัว แต่ผันแปรไปตามบริบทและพัฒนาการทางสังคมการเมือง

มีนักวิชาการต่างชาติกลุ่มหนึ่งเคยสรุปประมวลเอาไว้ว่า ความหมายหลักๆ ของคำว่า “regime” หรือ “ระบอบ” นั้นมีอยู่ 3 แบบ

“ระบอบ” ในความหมายแรก คือ “กฎกติกา” ของการแข่งขันทางการเมือง

ตามนิยามนี้ “ระบอบทางการเมือง” หมายถึงชุดของกติกาทั้งที่ “เป็นทางการ” และ “ไม่เป็นทางการ” ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์ว่าเราจะเข้าถึงและใช้อำนาจทางการเมือง (เพื่อบริหารควบคุมสถาบันการเมืองต่างๆ ในระดับชาติ) ได้อย่างไร

สำหรับสังคมโลกยุคปัจจุบัน ชุดของกฎกติกาหลักๆ ที่จะทำให้เราเข้าถึงและใช้อำนาจรัฐดังกล่าวได้นั้น ก็คือ “กระบวนการเลือกตั้ง” นั่นเอง

ในนิยามที่สอง “ระบอบทางการเมือง” จะหมายถึง “ผู้มีอำนาจ” “ชนชั้นนำ” หรือ “ชนชั้นปกครอง” อย่างเฉพาะเจาะจง

ตามความหมายนี้ “ระบอบ” จึงเป็นการดำรงอยู่ของพันธมิตรเครือข่ายชนชั้นปกครองผู้ถือครองอำนาจ หรือเป็นกระบวนการจัดสรรแบ่งปันอำนาจระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ในสังคม

อย่างไรก็ตาม ความสามารถหรือความสำเร็จของ “ระบอบ” ระบอบหนึ่ง ในฐานะเครือข่ายชนชั้นปกครอง นั้นไม่ได้วัดกันที่การได้อำนาจเข้าไปบริหารควบคุมรัฐบาลเท่านั้น

แต่ยังหมายถึงการต้องมีผู้นำเครือข่าย ที่อยู่เหนือกลุ่มก้อนทางการเมืองอื่นๆ กลุ่มผลประโยชน์ภาคเอกชนต่างๆ ตลอดจนกลไกอำนาจรัฐทุกภาคส่วน เพื่อควบคุมกระบวนการไหลเวียนจัดสรรทรัพยากรทางการเมืองและเศรษฐกิจทุกองคาพยพอย่างเป็นระบบ

“ระบอบ” ในความหมายที่สาม คือ “สายสัมพันธ์” ระหว่าง “ชนชั้นปกครอง” กับบรรดา “ผู้อยู่ใต้ปกครอง”

ตามนิยามนี้ “ระบอบทางการเมือง” นั้นเป็นมากกว่าการบริหารจัดการเครือข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างชนชั้นนำ-ชนชั้นปกครองกลุ่มต่างๆ ในความหมายที่สอง

ทว่า การดำรงอยู่ เสถียรภาพ และความเปราะบางของ “ระบอบ” หนึ่งๆ จะยึดโยงอยู่กับสายสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้มีอำนาจข้างบน” กับ “คนใต้ปกครองข้างล่าง”

แม้นิยามของ “ระบอบ” ในความหมายหลังสุดนี้ มักจะใช้ในการอธิบายการเมืองของประเทศ “เผด็จการ” หรือประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านรูปแบบการปกครองจาก “เผด็จการ” มาสู่ “ประชาธิปไตย”

แต่นิยามดังกล่าวก็สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ศึกษา “สังคมประชาธิปไตย” ได้เช่นกันว่า ประชาชนพลเมืองของประเทศนั้นๆ ให้การสนับสนุน มอบความชอบธรรม และมีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อผู้นำทางการเมืองและระบอบการปกครองของพวกตน มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

น่าสนใจว่า ถ้าบ้านเรามี “ระบอบสีน้ำเงิน” ดำรงอยู่จริงๆ ระบอบดังกล่าวจะมีความหมายสอดคล้องต้องตรงกับนิยามข้อไหนมากกว่ากัน?

หรือในอีกแง่มุมหนึ่ง เราจำเป็นจะต้องนำนิยามความหมายของคำว่า “ระบอบ” ทั้งสามประเภท มาประกอบสร้างเป็น “เครื่องมือร่วม” เพื่อใช้วิเคราะห์หาจุดแข็ง-จุดเปราะบางของ “ระบอบสีน้ำเงิน” กันอย่างลึกซึ้งละเอียดลออมากกว่านี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”
ศ.สุชาติ ชี้ควรปฏิรูป​สตง.​จาก“องค์กรตรวจจับความผิด สู่องค์กรพิทักษ์เงินของประชาชน”
พระคเณศ เทวดามหาชน—มีงานที่ปราจีนบุรี
ไพร่สมใหม่ : จากโกงสอบสู่การยึดกุมราชการ
ขุดพบ Proposal คู่แฝด คดีลอกงานวิจัย “เมืองฮอด”