bg-single

เจ้าอาวาสกับอำนาจเหนือพื้นที่วัด : โครงสร้างที่ต้องสังคายนาใหม่ (จบ)

31.07.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

เจ้าอาวาสกับอำนาจเหนือพื้นที่วัด

: โครงสร้างที่ต้องสังคายนาใหม่ (จบ)

โครงสร้างการบริหารจัดการพื้นที่วัดแบบ “สามเส้า” ที่เพิ่ม “ประชาชน” เข้ามาเป็นหนึ่งในอำนาจถ่วงดุล “เจ้าอาวาส” และ “รัฐ” อาจทำขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ แต่ในทัศนะส่วนตัว ขอเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการในชื่อเบื้องต้นว่า “คณะกรรมการชุมชนรอบวัด” และ “คณะกรรมการธรรมาภิบาลวัด” ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการตัดสินใจในส่วนที่เป็น “กิจกรรมทางโลก” ใดๆ ก็ตามของวัด

คณะกรรมการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีทุกวัด อาจจัดตั้งขึ้นสำหรับวัดที่มีรายได้เข้าวัดมากเกินกว่า 5 ล้านบาทต่อปี (ตัวเลขอาจมากหรือน้อยกว่านี้แล้วแต่ความเหมาะสม)

ที่สำคัญคือ ต้องเป็นคณะกรรมการที่มีตัวตนและอำนาจจริงผ่านตัวบทกฎหมายบางอย่าง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ช่องทางของสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวกลางในการผลักดันให้เกิดขึ้น

“คณะกรรมการชุมชนรอบวัด” ควรประกอบด้วยตัวแทนฆราวาสในพื้นที่รอบวัดที่มีส่วนได้ส่วนเสียและรับบริการทางพิธีกรรมของวัด รวมถึงผู้อุปถัมภ์วัด และพุทธศาสนิกชนที่อาจไม่จำเป็นต้องอยู่รอบวัดนั้นๆ เสมอไป แต่มีความศรัทธาในวัดนั้นๆ และสมาทานตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัด

โดยคณะกรรมการชุดนี้ควรมี “อำนาจ” และ “หน้าที่” เป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติแผนงบประมาณตลอดจนการใช้เงินของวัด รวมถึงตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรการใช้งานพื้นที่วัด โดยเฉพาะพื้นที่ “เขตพุทธาวาส” และ “ธรณีสงฆ์” ที่ใช้หารายได้ของวัด

ส่วน “เขตสังฆาวาส” ในฐานะที่เป็นเสมือนบ้านของพระสงฆ์ อาจยอมให้เจ้าอาวาสและพระลูกวัดมีอิสระในการตัดสินใจได้เอง

ที่ดินวัดควรนำไปทำอะไรดีจึงจะเหมาะสมและเป็นประโยชน์มากที่สุดทั้งต่อวัดและชุมชน เขตพุทธาวาสของวัดควรรื้อตึกเก่าบางหลังลงเพื่อสร้างเป็นท้าวเวสสุวรรณใหญ่ที่สุดในโลกดีหรือไม่ หรือที่ธรณีสงฆ์ควรรื้อเมรุที่ทำหน้าที่บริการชุมชนมาอย่างยาวนานเพื่อนำที่ดินมาสร้างเป็นลานจอดรถรับนักท่องเที่ยวหรือไม่

ทั้งหมดนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นกิจของเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียวอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการชุดนี้ก็ต้องไม่มีอำนาจมากจนเกินขอบเขตเช่นกัน เช่น ไม่สามารถตัดสินใจนำที่ธรณีสงฆ์ไปขายขาดให้นายทุนทำธุรกิจได้ เพราะอย่างไรก็ตาม ที่ดินวัดโดยอุดมคติแล้วคือพื้นที่ที่มิได้มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ แต่เป็นที่ดินที่อุทิศไว้เพื่อพระพุทธศาสนา ในด้านหนึ่งก็ย่อมหมายถึงเป็นที่สาธารณะของสังคม ดังนั้น รัฐในฐานะตัวแทนของสังคมก็สามารถเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการพื้นที่วัดได้ด้วยเช่นกัน

ในส่วนที่เป็นเรื่องทางพระวินัยสงฆ์ วัตรปฏิบัติ การจัดการศึกษาสงฆ์ การปกครองภายในหมู่สงฆ์ และการตรวจสอบอาบัติ ตั้งแต่อาบัติเบาไปจนถึงอาบัติปาราชิก ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ “กิจกรรมทางธรรม” ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ไม่ควรมีอำนาจเข้าไปก้าวก่าย ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคมเหมือนเช่นเดิม โดยอาจเข้าไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนข้อมูลต่างๆ ประกอบเท่านั้น หากมหาเถรสมาคมร้องขอ

ผมไม่ทราบหรอกว่าคณะกรรมการชุดนี้ควรมีจำนวนเท่าไร และควรมีสัดส่วนระหว่างฆราวาสกับพระสงฆ์อย่างไร ตลอดจนรัฐควรจะเข้ามามีอำนาจถ่วงดุลมากน้อยแค่ไหนถึงจะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

แต่อย่างน้อยที่ผมแน่ใจคือ บุคคลที่จะมาเป็นกรรมการไม่ควรมีที่มาจากการเลือกของเจ้าอาวาสทั้งหมด แต่หลายส่วนควรเกิดขึ้นจากการยึดโยงกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับวัดนั้นๆ อย่างแท้จริง

ในส่วน “คณะกรรมการธรรมาภิบาลวัด” ควรเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการบริหารจัดการเงินภายในวัดโดยเฉพาะ เช่น รายรับจากการบริจาค ค่าเช่าที่ดินวัด การลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ โดยอาจประกอบขึ้นจากนักกฎหมาย นักบัญชี นักวิชาการพุทธศาสนา และตัวแทนพระสงฆ์ ฯลฯ

วัดที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการทำรายงานประจำปี พร้อมทั้งมีการตรวจสอบบัญชีจากภายนอกเช่นเดียวกับมูลนิธิหรือองค์กรศาสนาอื่นๆ โดยคณะกรรมการชุดนี้ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งขึ้นประจำทุกวัด แต่อาจมีประจำในระดับอำเภอหรือจังหวัด

และที่สำคัญคือกรรมการชุดนี้ไม่ควรขึ้นตรงต่อวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือแม้แต่มหาเถรสมาคม แต่ควรมีลักษณะคล้ายองค์กรอิสระที่มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเสมือนฝ่ายเลขาธิการ

นอกจากการตั้งกรรมการดังกล่าวแล้ว โครงสร้างที่เป็นอยู่บางอย่างควรถูกสังคายนาใหม่ ที่สำคัญคือ “ระบบสมณศักดิ์” แม้ส่วนตัวจะเห็นว่าควรยกเลิกสมณศักดิ์ออกไปเลย แต่ก็เข้าใจดีว่าสิ่งนี้มีความซับซ้อนและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดมีอยู่ 2 ประการ

หนึ่ง ควรแยกสมณศักดิ์ออกจากอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ ในระบบปัจจุบัน พระที่ได้สมณศักดิ์สูงมีความเชื่อมโยงโดยตรง (แม้ไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียวนักก็ตาม) กับการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ในลำดับที่สูงตามไปด้วย แต่หากเราพิจารณาให้ดีก็จะรู้ว่า การเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนได้สมณศักดิ์สูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับความสามารถในด้านการปกครองคณะสงฆ์

ขอให้ลองเทียบเคียงดู ในระบบราชการมีสิ่งที่เรียกว่า “เครื่องราชอิสริยาภรณ์” ที่ไม่ต่างจากสมณศักดิ์พระเท่าไรนัก แต่บุคคลที่ได้เครื่องราชชั้นสูงสุดไม่จำเป็นที่จะต้องกลายมาเป็นผู้บริหารสูงสุด เช่น ในมหาวิทยาลัย อธิการบดีมิใช่คนที่ได้เครื่องราชชั้นสูงที่สุด

ทำไมคนได้เครื่องราชชั้นสูงสุดถึงไม่ได้เป็นอธิการบดีโดยอัตโนมัติ? เพราะเราต่างทราบดีว่า งานสองอย่างนี้ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงและเรียกร้องคุณสมบัติที่ต่างกัน ฉันใดก็ฉันนั้น พระสมณศักดิ์สูงก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกลายมาเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ชั้นสูงเสมอไปเช่นกัน

ข้อสอง ควรยกเลิกเกณฑ์พิจารณาสมณศักดิ์ที่ยึดโยงเข้ากับการพัฒนาวัดในเชิงกายภาพ ซึ่งโดยในทางปฏิบัติ ณ ปัจจุบัน คุณสมบัติข้อนี้ถูกเชื่อมโยง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เข้ากับการหาเงินเข้าวัดและการสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในวัด

ดังนั้น หากปฏิรูปเกณฑ์การพิจารณาสมณศักดิ์ให้เน้นเฉพาะแต่เรื่องความเข้าใจในหลักธรรมหรือกิจกรรมทางโลกุตรธรรมเป็นหลัก ก็จะทำให้ระบบสมณศักดิ์ไม่เปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นกิเลสยั่วยวนทางโลกของพระ ในแบบที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน และหากสมณศักดิ์แยกขาดออกจากอำนาจบริหาร (ตามที่เสนอไว้ในข้อแรกได้จริง) ก็จะยิ่งเป็นการช่วยสังคายนาโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ให้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดที่เสนอมา เป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้นที่คิดขึ้นภายใต้เวลาและความรู้ที่จำกัด

ยังมีรายละเอียดที่ต้องคิดในเชิงความเป็นไปได้จริงอีกพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่ต้องการสังคายนาอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่วัดให้เป็น “สามเส้า” พระ รัฐ และฆราวาส ผมมั่นใจว่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนของพุทธศาสนาไทยในอนาคต

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “อุบาสก” และ “อุบาสิกา” คือองค์ประกอบสำคัญ 2 ใน 4 อย่างของพุทธบริษัท 4 ที่จะช่วยดูแลและทำให้สัจธรรมคำสอนของพระองค์ดำรงอยู่ได้นานหรือไม่นาน

ดังนั้น การดึงฆราวาสเข้ามามีบทบาทในพื้นที่วัดในบริบทปัจจุบัน ย่อมอาจมองได้ว่าเป็นการดึงอุบาสก และอุบาสิกา ให้เข้ามาช่วยพยุงรักษาพระศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไปอย่างมั่นคง

สุดท้ายนี้ อยากชวนให้ตั้งสติ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องไม่ดีงามในคณะสงฆ์ รัฐมักใช้โอกาสนี้เข้ามาสถาปนาอำนาจแทน กรณีล่าสุดก็เช่นกัน เราเห็นทันทีว่ามีการเสนอบทลงโทษทางอาญาให้หนักขึ้นแก่พระที่ทำผิดพระวินัย และแอบสอดแทรกความพยายามเพิ่มบทลงโทษในการตีความพุทธศาสนา (ทั้งของพระและฆราวาส) ไม่ให้ออกนอกแถวการนิยามของรัฐ ภายใต้ข้อกล่าวหาว่า “บ่อนทำลาย”

การฉวยโอกาสนี้อาจนำไปสู่การลิดรอนเสรีภาพของประชาชน และลดทอนอำนาจในการตรวจสอบคณะสงฆ์จากประชาชน

หากสังคมหลงไปกับความสะใจเฉพาะหน้าจนปล่อยให้รัฐเข้ามามีอำนาจมากเกินไปในพื้นที่ทางศาสนา สิ่งนี้ต่างหากคือการทำลายพระศาสนาที่แท้จริง เป็นการหนีเสือปะจระเข้ ที่ผลสุดท้ายจะเสียหายรุนแรงยิ่งกว่าพระแอบมีเมียหลายร้อยเท่า

ทางออกที่ถูกต้องของวิกฤตครั้งนี้คือ การนำแสงสว่างส่องเข้าไปในพื้นที่วัดที่เคยเป็นพื้นที่ปิดและสลัวมืดภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จไร้การตรวจสอบของเจ้าอาวาส และแสงสว่างที่จะไล่ความมืดออกจากวัดได้อย่างแท้จริงก็มิใช่รัฐ ที่มีแต่จะนำความมืดอีกแบบมาปกคลุมวัด

แต่คือการมอบอำนาจในการตรวจสอบควบคุมมาอยู่ในมือประชาชน ให้วัดกลายมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด