เปิดทีเด็ด ‘GWM Tank 500 Diesel’ ‘PPV’ ยักษ์ใหญ่-ออปชั่นสุดอลังการ
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
มาพร้อมกับความอลังการงานสร้างกับเจ้ารถยักษ์ใหญ่ “GWM Tank 500 Diesel” PPV หรือปิกอัพดัดแปลง 7 ที่นั่ง
โดยก่อนหน้านี้ส่งรุ่นน้องอย่าง “Tank 300” มาชิมลางเจาะตลาดขุมพลังดีเซล ซึ่งผลตอบรับออกมาน่าพอใจ จึงตีเหล็กตอนร้อนด้วยการแนะนำรุ่นใหญ่ ก่อนเปิดราคาออกมาในภายหลัง
บอกคำเดียวว่าแทบทำตลาดแตก เพราะออกมาในราคาที่น่าสนใจทีเดียว เมื่อเทียบกับคู่แข่งในเซ็กเมนต์ใกล้เคียงกัน
แต่ได้เปรียบตรงที่ขนาดตัวใหญ่กว้างที่สุดในกลุ่มคู่แข่ง
ไม่นับออปชั่นต่างๆ ที่ใส่เข้ามาไม่ยั้ง ตามสไตล์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว

ต่อยอดตามคำเรียกร้องจากคนที่ชื่นชอบรถ PPV ระดับพรีเมียม
เสริมรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาเพื่อให้ลูกค้าจับต้องง่ายขึ้น จากรุ่นก่อนหน้าใช้ขุมพลังไฮบริด ซึ่งราคาไปไกลประมาณหนึ่ง
ภายนอกเน้นทรงกล่อง เหลี่ยมสันชัดเจน ดุดันในสไตล์ PPV หรือปิกอัพดัดแปลง ระดับพรีเมียม
กระจังหน้าและกันชนหน้าขนาดใหญ่
ไฟหน้า Intelligent LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ และไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะ
ไฟ Daytime Running Light และไฟตัดหมอกแบบ LED
ไฟท้ายแนวตั้งแบบ LED เช่นกัน
ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
ไฟตัดหมอกหลัง LED
เสาอากาศแบบ Shark Fin
บานประตูหลังพร้อมตัวดูดไฟฟ้า พร้อมสปอยเลอร์ท้าย
บันไดข้างเพิ่มความเข้มมากขึ้น
ล้ออัลลอยขนาด 18-20 นิ้ว แล้วแต่รุ่นย่อย
ติดตั้งราวหลังคาเพิ่มพื้นที่บรรทุกของ
ยางอะไหล่ย้ายไปติดตั้งใต้ท้องรถ ต่างจากรุ่น HEV ที่ติดไว้บริเวณฝาท้าย
ทำให้เมื่อมองจากด้านหลังรถโล่งตามากขึ้น และยังทำให้ตัวรถสั้นลงอีกนิดด้วย
Tank 500 Diesel ยังมีรุ่นย่อยพิเศษเป็นตัวเลือกกับการตกแต่งชุด Black Warrior ด้วยโทนสีดำด้านทั้งกระจังหน้า ล้อ และอุปกรณ์เสริม ทำให้ดูดุดันมากขึ้นไปอีก
มิติตัวถัง (กว้าง x ยาว x สูง) 1,934 x 4,886 x 1,905 ม.ม.
ระยะฐานล้อ 2,850 ม.ม.

ภายในอลังการงานสร้าง เพราะมิติตัวถังบิ๊กเบิ้มที่สุดในเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะความกว้าง
แน่นอนว่าต้องแลกมากับการขับขี่บนถนนที่ต้องระมัดระวังพอสมควร เพราะลงไปแล้วเกือบเต็มเลน
เน้นโทนดำตัดกับสีเบจ ตกแต่งลายไม้ และ trim สีเงิน/เทา บริเวณคอนโซลกลาง
พวงมาลัย 3 ก้าน พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น และ Paddle Shift
หน้าจอแสดงผลคู่ Dual-Screen หน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และจอมัลติมีเดียขนาด 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
ระบบเสียง Infinity ลำโพง 12 ตำแหน่ง พร้อมแอมพลิฟายเออร์อิสระ และระบบ Surround sound
มีคำสั่งเสียงอัจฉริยะ (Voice Interaction) รองรับภาษาไทยและอังกฤษ ควบคุมระบบแอร์, ซันรูฟ, ระบบนำทาง และความบันเทิง
นาฬิกาอะนาล็อกคลาสสิคติดตั้งอยู่ใต้จอมัลติมีเดีย
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกโซนหน้า/หลัง พร้อมระบบกรองอากาศ PM 2.5 และระบบ Ionizer ช่วยดูดซับฝุ่นและกลิ่นภายนอก
เบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto-hold ระบบ Keyless Entry/Start
หัวเกียร์แบบสั้นจับกระชับมือ
มี Wireless Charger 50W พอร์ต USB/220V สำหรับผู้โดยสารทุกแถว
เบาะนั่งหรูหราตกแต่งด้วยหนัง Nappa
เบาะนั่งคนขับ พร้อมระบบบันทึกความจำ Memory Seat 3 ตำแหน่ง ปรับดันหลังไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชั่น Welcome Seat
เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง
ที่นั่งแถว 2 ที่ปรับพนักพิงแบบ 60 : 40 และเบาะแถว 3 ปรับแบบ 50 : 50 เพิ่มพื้นที่บรรทุก
สามารถควบคุมผ่านแอพพลิเคชัน GWM (Intelligent Application) สั่งงานระยะไกล
เช่น สตาร์ต-ดับเครื่อง ระบบแอร์ ซันรูฟ และตรวจสอบสถานะรถ เช่น แรงดันลมยาง, การล็อก, ระดับน้ำมัน ฯลฯ
ห้องโดยสารเน้นความเงียบและความสะดวกสบาย ด้วยกระจกสองชั้น ระบบ Active Noise Cancellation
ไฟ Ambient Lighting เพิ่มบรรยากาศ

ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ความจุ 2,370 ซีซี ระบบฉีดน้ำมัน Direct Injection พร้อมเทอร์โบแปรผัน (VGT)
ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ
กำลังสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที
เป็นรถที่มีแรงต้นสูงมากกับแรงบิดที่มาในรอบค่อนข้างต่ำ
ระบบขับเคลื่อนทั้งแบบ 2 ล้อหลัง (2WD) และ 4 ล้อ (4WD)
การขับขี่ในรุ่น 2WD ประกอบด้วย Normal, Sport, Eco
ส่วนรุ่น 4WD มีเพิ่มขึ้นมา อาทิ 2H / 4H / 4L / Snow / Sand / Rocky (Terrain) / Gravel / Expert
ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Off-road ทั้งระบบล็อกเฟืองหน้า-หลัง, ควบคุมความเร็วขณะขับลุย, Tank Turn ช่วยหมุนรถในพื้นที่แคบ
ระบบตรวจจับความลึกของน้ำ เมื่อขับขี่ผ่านน้ำลึก
หน้าจอ UI Off-Road แสดงมุมเอียง, ความแรงขับ และสถานะการล็อกดิฟเฟอเรนเชียลแบบเรียลไทม์
ช่วงล่างด้านหน้า Double Cross Arm ด้านหลังแบบ Multilink

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย และระบบช่วยการขับขี่ระดับ L2+
มีทั้งระบบป้องกันเบื้องต้นและเชิงรุก รวมถึงฟีเจอร์ช่วยขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในเมือง นอกเมือง และการขับขี่แบบออฟโรด
เด่นๆ เช่น เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ทั้งในเส้นทางตรงและข้ามทางแยก
ช่วยเบรกฉุกเฉินที่ความเร็วต่ำ, ช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า, ช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ตั้งแต่หยุดนิ่งถึง 150 ก.ม./ชั่วโมง
ช่วยขับในสภาพการจราจรติดขัด, เตือนจุดอับสายตาและรถด้านข้าง/ด้านท้าย
ช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน, ช่วยเตือนมุมอับสายตา, เตือนรถตัดหน้า/ถอยหลัง
ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน, ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน
ระบบจอดรถอัจฉริยะ 3 รูปแบบ ทั้งเข้าซอง จอดขนาด และจอดเฉียง ฯลฯ
“GWM Tank 500 Diesel” มีให้เลือก 3 รุ่นหลัก 5 รุ่นย่อย
PRO 2WD ราคา 1,399,000 บาท
ULTRA 2WD ราคา 1,499,000 บาท
ULTRA 2WD Black Warrior ราคา 1,529,000 บาท
ULTRA 4WD ราคา 1,599,000 บาท
และ ULTRA 4WD Black Warrior ราคา 1,629,000 บาท
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
