| สุจิตต์ วงษ์เทศ
สมัยอาณานิคมได้มีการเสกสรรปั้นแต่งประวัติศาสตร์อุษาคเนย์บริเวณสุวรรณภูมิ แล้วเผยแพร่เป็นที่เชื่อถือทั่วโลก ตราบจนปัจจุบันเป็น “มรดกอาณานิคม”
มีตอนหนึ่งว่าอาณาจักรเขมรมีอำนาจเหนือดินแดนประเทศไทยบางส่วน ตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึงอ่าวไทย และคาบสมุทรสุวรรณภูมิ
ต่อมานิตยสาร Reader’s Digest ฉบับเดือนธันวาคม 2505 (63 ปีที่แล้ว) มีสารคดีเชิงประวัติศาสตร์โดยอ้างถึงเรื่องราวเขมรมีอำนาจเหนือไทย ทำให้นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น (คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) มีบัญชาให้ค้นคว้าตอบโต้ แล้วผลักดันการชำระประวัติศาสตร์ไทย
เนื้อหาสาระของสารคดีเชิงประวัติศาสตร์เรื่องนั้น มีผู้แปลสรุปย่อไว้ ต่อมา นายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ บรรณาธิการวารสาร แถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณคดี (ปอบ.) เขียนเล่าเรื่องในฉบับที่ 1 ปีที่ 1 (ปฐมฤกษ์) แล้วคัดคำแปลสรุปย่อลงพิมพ์ไว้ด้วย จะคัดมาดังต่อไปนี้
นครวัด-นครโบราณในดงดิบ
ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการที่นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อ อังรี มูโอต์ ได้ไปพบนครวัดเข้าโดยบังเอิญ และได้กล่าวถึงอาณาจักรเขมรในสมัยก่อนว่าได้แผ่คลุมจากทะเลจีนใต้มาถึงอ่าวไทย และได้รวมบริเวณที่เป็นกัมพูชาและประเทศไทยบางส่วนในปัจจุบัน กับประเทศลาว และเวียดนามในขณะนี้ด้วย ผู้เขียนว่าอาณาจักรเขมรได้แผ่อารยธรรมอันรุ่งเรืองที่สุดไว้ในอาเซียอาคเนย์ เป็นเวลาถึง 600 ปี แต่ได้สูญหายไปอย่างฉับพลันและลึกลับใน ค.ศ.1432 คงเหลือไว้แต่โบราณสถานมหึมา คือนครวัดนี้เท่านั้น
ใน ค.ศ.1907 รัฐบาลฝรั่งเศสได้แผ้วถางบริเวณนี้ และได้ให้นักโบราณคดี มีนายแบร์นาร์ด โกรลิเยร์ เป็นหัวหน้ามาทําการซ่อมแซม และได้พบว่าชํารุดทรุดโทรมมาก จนต้องรื้อหินแต่ละก้อนออกและเสริมฐานคอนกรีตให้ใหม่ เพราะเกิดมีเชื้อโรคลึกลับที่กัดหินให้กร่อนทําลาย แต่ก็สามารถจะใช้ยาประเภทปฏิชีวนะเข้ารักษาได้
นายโกรลิเยร์ได้เจรจาให้รัฐบาลฝรั่งเศสและกัมพูชาจัดงบประมาณให้ตนปีละล้านดอลลาร์ และบัดนี้ได้ทําการซ่อมไปได้มากพอใช้
ฝ่ายนักศึกษาประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้าเรื่องกัมพูชาก็ได้ทราบว่าชนชาติเขมรได้มาตั้งเมืองหลวงอยู่แถบนครวัดเมื่อต้นศตวรรษที่ 8 และเริ่มเจริญรุ่งเรืองโดยเร็ว เขมรได้รับศาสนาฮินดูและพุทธเข้ามาใช้ช่วยสร้างเสริมวัฒนธรรมของตนขึ้น และอาณาจักรของพวกนี้ที่ชื่อว่าอาณาจักรกัมพูชานั้น ก็ได้ยั่งยืนมาจนถึงศตวรรษที่ 15 จึงได้สาบสูญไปหมดโดยรวดเร็ว
ผู้เขียนกล่าวต่อไปว่าในสมัยที่อาณาจักรกัมพูชายังดํารงอยู่นั้น กษัตริย์กัมพูชาทรงมีความเก่งกล้าสามารถยิ่ง และได้ทําสงครามอยู่เนืองๆ เพื่อขยายและดํารงเมืองหลวงอันรุ่งเรืองดุจกรุงบาบิโลนของตนไว้ และก็ได้ให้คนทั้งชาติไปขุดหินมาใช้ในการก่อสร้างต่างๆ
ทางแถบลุ่มแม่น้ำโขง พวกนี้ก็ได้ไปถางป่าดงลงปลูกเป็นนาข้าว จัดการสร้างถนนเชื่อมติดต่อกัน และรู้วิชาวิศวกรรมที่ใช้กําลังน้ำ และสามารถจัดระบบส่งน้ำได้อย่างเหลือเชื่อ ยิ่งกว่าโบสถ์วิหารที่สร้างขึ้นนั้นเสียอีก พวกกัมพูชาได้กั้นทํานบ ขุดคลองไว้ทั่วบริเวณทะเลสาบ ทําให้มีที่กักน้ำและคลองเชื่อมโยงกันดุจใยแมงมุม คลองบางแห่งยาวถึง 40 ไมล์ ทําให้เกิดระบบชลประทานอันถาวร และเป็นทางคมนาคมอย่างดี
เพื่อขยายอาณาจักรและปราบปรามเสี้ยนหนาม กษัตริย์กัมพูชาได้ฝึกช้างศึกไว้ถึงสองแสนเชือก ได้สร้างเครื่องกลสําหรับยิงธนู มีกองทัพเรือซึ่งใช้ป้องกันลูกธนูได้ และมีกองทัพบกขนาดมหึมา ถึงกับเวลาเข้าสงครามนั้นคําจารึกแห่งหนึ่งได้พรรณนาไว้ว่า “ผงคลีบดบังแสงแดดเสียจนสิ้น”
แต่แม้จะต้องรบอย่างมากมาย ชาวเขมรก็มีความเป็นอยู่อย่างหรูหราถึงขีดสุด คงมีแต่พวกทาสเท่านั้นที่ลําบาก
ผู้เขียนว่าคงเป็นเพราะความฟุ่มเฟือยเช่นนี้เองที่ทําให้ชาวเขมรต้องสลายตัวลงโดยรวดเร็ว และทําให้ถูกชาติที่แข็งแรงกว่าเข้าทําลาย เช่นใน ค.ศ.1431 ชาวไทยซึ่งเคยเป็นทาสของเขมรมาก่อนก็ได้รุกเข้ามาในนครวัดและเข้าปล้นสะดมนครหลวงแห่งนี้ แม้ว่าเขมรจะรวมกันขับไล่ไทยออกไปได้ในปีต่อมา แต่เขมรก็ได้สาบสูญไปจากมหานครแห่งนี้โดยปุบปับอย่างที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ และก็ไม่ปรากฏว่าได้กลับมาอีกเลย
ผู้เขียนตั้งปัญหาว่า ไม่ทราบว่าทั้งนี้แท้จริงเป็นเพราะเหตุใด ผู้รู้บางคนเชื่อว่า ชนชาติเขมรซึ่งเบื่อระอาสงคราม คงจะแน่ใจว่านครวัดซึ่งอยู่ชิดเขตแดนของคนไทยที่คอยรังควานอยู่นั้น เป็นเมืองที่ไม่อาจจะป้องกันรักษาไว้ได้นั่นเอง แต่บ้างก็ยืนยันว่าโรคระบาดร้ายหรือกาฬโรคหรืออาจจะเป็นมาลาเรีย ซึ่งเรียกกันว่า “โรคมหากาฬ” ของทวีปอาเซียนั้นเองได้คร่าชีวิตพวกนี้ไปจนหมดสิ้น แต่ก็ยังมีบางพวกที่เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะพวกทาสได้ลุกฮือขึ้นฆ่านายของตนและปล้นเอาทรัพย์สินในนครวัดไป แล้วหลบหนีไปอยู่แห่งอื่นโดยไม่ปรารถนาจะกลับมาย่างเหยียบผืนแผ่นดินที่ตนต้องตกเป็นทาสอีกเลยมากกว่า
ผู้เขียนกล่าวเป็นประโยคสุดท้ายว่าให้ผู้อ่านเลือกหาคําตอบเอาเอง และว่าคําตอบที่แท้จริงนั้นอาจไม่มีใครสามารถล่วงรู้เลยก็เป็นได้
[คําแปลสรุปเรื่อง “Angkor-Lost City of the Jungle” โดย Clarence W. Hall จากนิตยสาร Reader’s Digest ว่า “ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของเขมร” ฉบับประจําเดือนธันวาคม พ.ศ.2505]

[จากหนังสือ Voyages dans les royaumes de Siam, de Cambodge, de Laos ของ อ็องรี มูโอต์ (เดินทางถึงนครวัด เมื่อมกราคม พ.ศ.2403 สมัย ร.4)]
ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของเขมร
ต่อมา นายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ได้รับมอบหมายให้เขียนชี้แจงคัดค้านส่งไปลงพิมพ์ใน Reader’s Digest ซึ่งมีข้อความบันทึกดังนี้
“ตามที่นาย Clarence W. Hall ซึ่งเป็น Senior Editors อยู่ในคณะวารสาร Reader’s Digest เขียนเรื่อง Angkor-Lost City of the Jungle ใน Reader’s Digest ประจําเดือน December 1962 มีข้อความบางประการเกี่ยวมาถึงประเทศไทย ว่าไทยเคยเป็นเมืองขึ้นของเขมร ซึ่งเป็นการเขียนโดยความไม่รู้ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และไม่รู้แม้จนกระทั่งประวัติศาสตร์ของประเทศเขมรว่า ชนชาติเขมรตั้งอาณาจักรขึ้นเมื่อใด เพื่อความเข้าใจอันถูกต้องแก่ผู้อ่านวารสาร Reader’s Digest และเพื่อความเป็นธรรมแก่ประเทศไทยซึ่งถูกอ้างไปในทางที่เสื่อมเสีย และผิดพลาดสิ้นเชิง ข้าพเจ้าจึงส่งคําคัดค้านข้อเขียนของนาย Clarence W. Hall มาเพื่อให้ท่านได้ทราบข้อเท็จจริง และประวัติศาสตร์อันถูกต้องของประเทศไทย ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อเขียนของนาย Clarence W. Hall ที่เขียนขึ้นอย่างเทพนิยายทุกประการ—-“
“หวังใจว่า ข้อเขียนเรื่องนี้จะทําให้ท่านเข้าใจประเทศไทยถูกต้องขึ้นกว่าเดิม และท่านควรศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยให้มากกว่าที่รู้อยู่ขึ้นไปอีก ไม่ใช่เขียนอย่างชนิดฝากให้ผู้อ่านเลือกหาคําตอบเอาเอง ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย”
นายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ เขียนบอกตอนท้าย ดังนี้
“คําค้านนี้ นายกนต์ธีร์ ศุภมงคล ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายต่างประเทศ ได้ถอดความเป็นภาษาอังกฤษส่งไปให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Reader’s Digest ที่ New York (นาย Clarence W. Hall ผู้เป็น Senior Editor) เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2506 รวมทั้งฉบับภาษาไทยด้วย
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่บรรณาธิการ Reader’s Digest ตอบมาว่า ‘หนังสือของเขาไม่มีนโยบายพิมพ์บทความหรือจดหมายของผู้ใด’
เรื่องก็ยุติเพียงเท่านี้ เมื่อบรรณาธิการ Reader’s Digest ไม่ตีพิมพ์บทความที่ข้าพเจ้าส่งไปค้าน และแม้เรื่องนี้ไม่มีโอกาสพิมพ์เพื่อให้ผู้อ่าน Reader’s Digest ทราบ แต่อย่างน้อยชาวคณะบรรณาธิการ Reader’s Digest ก็ได้อ่าน ทราบข้อเท็จจริงในเรื่อง ‘ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นเขมร’ ตามความเป็นจริง การที่ไม่ยอมนําลงตีพิมพ์ให้ก็คงไม่ใช่เหตุอื่น คงเป็นทิฐิมานะที่ไม่ยอมรับฟังข้อเท็จจริงเท่านั้น
แต่ผลที่ได้จากเรื่องนี้ก็คือ มติคณะรัฐมนตรีที่อ้างมาข้างต้น มอบให้ปลัดบัญชาการ สํานักนายกรัฐมนตรี จัดตั้งกรรมการชําระประวัติศาสตร์ไทยขึ้นใหม่เมื่อ 17 สิงหาคม 2506 และวันที่ 9 ธันวาคม 2506 ตามลําดับ”
