เทศมองไทย
ผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-เมียนมา
ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นต่อไป
แจเนล หลิง กับแทริน อึ้ง สองผู้สื่อข่าวของเซาธ์ไชนา มอร์นิง โพสต์ เขียนรายงานน่าสนใจชิ้นหนึ่ง เผยแพร่ออกมาเมื่อ 13 สิงหาคม ว่าด้วยผลกระทบที่บรรดาผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยต่างๆ ตามแนวชายแดนไทยเมียนมาได้รับ เมื่อสหรัฐอเมริกาตัดงบประมาณการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในต่างประเทศ มูลค่าเกือบ 9,000 ล้านดอลลาร์ลง
ค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 9 แห่ง ที่ใหญ่ที่สุดคือ ค่ายแม่ลา จุดที่ผู้เขียนรายงานลงพื้นที่และได้สัมผัสถึงความรู้สึกของผู้คนที่ยังชีพอยู่ด้วยเงินช่วยเหลือเดือนละ 400 บาท อันเปรียบเสมือนเส้นใยต่อชีวิตเส้นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ และยังไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา หากสายใยชีวิตบอบบางเส้นนี้ถูกตัดขาดลงโดยสิ้นเชิง
ตามรายงานบอกว่า ที่แม่ลา ทุกๆ วันที่หนึ่งของทุกเดือน บรรดาผู้ลี้ภัยจะเข้าคิวกัน เพื่อเติมเงินช่วยเหลือรายเดือนลงในบัตรพลาสติก เป็นเครดิตสำหรับใช้ซื้อหาอาหารยังชีพจำพวกข้าวสาร น้ำมัน ปลากระป๋อง จากร้านค้าในค่ายเพื่อใช้ไปตลอดทั้งเดือน
แต่เมื่อ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ทุกอย่างสงบเงียบ ไม่มีทั้งคน ไม่มีทั้งเงิน เลยไม่มีคิวยาวที่หน้าร้านของชำอีกต่อไปแล้ว
นอวา เนปอ เจ้าของร้านเป็นกังวลเช่นเดียวกันกับคนพลัดถิ่นที่ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวหลงเหลือในบัตรอาหาร เพราะหากไม่มีคนซื้อ สุดท้ายร้านก็คงไม่หลงเหลืออยู่เช่นเดียวกัน
การตัดงบฯ ช่วยเหลือของโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้โครงการให้ความช่วยเหลือภายใต้การดำเนินการของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ยูเสด ขาดเงินทุนสำหรับให้บริการความช่วยเหลือในรูปของอาหารและบริการสาธารณสุขทั้งโลกไปโดยฉับพลัน
เมอร์ซีย์ คริสตี แบเรนด์ส ส.ส.อินโดนีเซีย ที่เป็นประธานรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน เรียกขานการตัดงบประมาณครั้งนี้ว่าเป็น “การล่มสลายของมนุษยธรรม” เพราะ “เรากำลังทอดทิ้งบรรดาคนที่ถูกโลกทอดทิ้งมาซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายต่อหลายครั้ง”
การตัดงบประมาณของยูเสดส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก หนึ่งในจำนวนองค์กรที่ได้รับผลกระทบก็คือ “เดอะ บอร์เดอร์ คอนซอร์เตียม” หรือ “ทีบีซี” ที่จำเป็นต้องยุติให้ความช่วยเหลือในรูปของเครดิตเพื่ออาหารสำหรับผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาไปเมื่อ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เคยทำมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เรื่อยมา
ตามมาตรการฉุกเฉิน บรรดาผู้ลี้ภัยในค่ายผู้ลี้ภัยทั้ง 9 จะถูกจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็นเสียใหม่ สุดท้ายแล้วจะหลงเหลือเพียงแค่ 7,000 คนเท่านั้นที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ 400 บาทต่อไปจนถึงเดือนธันวาคม
ที่เหลืออีก 101,000 คน ต้องดิ้นรนต่อไปเอาเอง เมื่อไม่มีเครดิตในบัตรอาหาร พวกเขาก็ต้องใช้เงินสดซื้อเท่านั้น
คำถามก็คือ เงินสดที่ว่าจะหามาจากไหนกัน?
บางคน อย่างเช่น นอ ไบล ปอ วัย 62 ปี ที่มีสมาชิกในครอบครัวถึง 8 คน มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการทำงานในร้านเสื้อผ้าในค่าย แต่ก็ไม่ได้มากมายจนถึงกับเพียงพอต่อการเลี้ยงดูทั้งครอบครัว ถึงตอนนี้ยังมีข้าวหลงเหลืออยู่บ้าง พออยู่ได้ถึงสิ้นเดือนนี้
หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป เธอได้แต่ยักไหล่
ที่ อุ้มเปี้ยมใหม่ ค่ายที่มีผู้ลี้ภัย 14,000 คน โรงพยาบาลของค่ายกลายเป็นอาคารร้าง วอร์ดคนไข้ว่างเปล่า ไม่มีหมอ ไม่มีพยาบาล ไม่มีคนไข้ หลังจากอินเตอร์เนชันแนล เรสคิว คอมมิตตี (ไออาร์ซี) ยุติการปฏิบัติงานลงทั้งที่แม่ลาและอุ้มเปี้ยม เมื่อ 31 กรกฎาคม หลังจากเคยทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 1975
ตอนนี้ ยกเว้นผู้ป่วยวิกฤตแล้ว ผู้ป่วยที่เหลือจะถูกส่งกลับไปรักษาตัวกันเองทั้งหมด อาหารที่เคยจัดให้วันละ 2 มื้อ ผู้ป่วยหนักต้องซื้อหากินกันเองแทน
ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ หยูกยานับวันยิ่งลดน้อยถอยลงทุกที
การปรับลดงบฯ ช่วยเหลือด้านอาหาร ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก
ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า เด็กที่อดอยากหิวโหย จะไปเรียนรู้อะไรได้ อย่างดีที่สุดคือต้องอยู่กับบ้าน
แต่ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ลูกๆ ของผู้ลี้ภัยจะถูกส่งออกนอกค่ายเช่นเดียวกับพ่อและแม่ ออกไปลอบทำงานแบบผิดกฎหมาย เพื่อเอาชีวิตรอด
ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน บรรดาผู้ลี้ภัยจำเป็นต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดต่อไปจนถึงที่สุด
และกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ให้ทางการไทยได้ขบคิดใคร่ครวญรับมือกันต่อไปในอนาคตอันใกล้นั่นเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
