โดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
- ฆราวาสปฏิบัติธรรม
- เส้นบางๆ ระหว่างการใช้เอไอที่ดีกับไม่ดี
- ‘จริยธรรมกับธุรกิจ’
- เราไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเอไอ
- อ่าน บทความทั้งหมดของ โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
คนไทยสนใจเรื่องแตกตื่นกันมานานแล้ว
เรามีนิทานหลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ นิทานเรื่อง “กระต่ายตื่นตูม” เป็นตัวอย่างที่ดี กระต่ายตัวหนึ่งนอนอยู่ ได้ยินเสียงผลไม้ตกลงมาถึงพื้นเกิดเสียงดัง กระต่ายนึกว่าแผ่นดินจะถล่ม เลยวิ่งออกมาร้องว่า “แผ่นดินจะถล่มแล้ว” ทำให้สัตว์ต่างๆ เชื่อตาม แล้วก็ออกวิ่งตามกระต่ายตัวแรกกันหมดป่า จนกระทั่งสิงโตเจ้าป่าทำการสอบสวน แล้วก็ไปเห็นผลไม้ที่ตกอยู่ใกล้ๆ ที่กระต่ายตัวแรกนอนอยู่ ก็เลยบอกว่า ไม่มีแผ่นดินถล่ม
มีแต่กระต่ายตื่นตูมเท่านั้น
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ “เด็กเลี้ยงแกะ” เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็ตะโกนออกมาว่า “หมาป่า” ชาวบ้านได้ยินเข้าก็ตกใจ คิดว่ามีหมาป่าจะมากินแกะกับกินสัตว์เลี้ยง พากันออกมาจะจัดการหมาป่า แต่พอเห็นว่าไม่มีหมาป่า ก็กลับไป ต่อมาเด็กเลี้ยงแกะคนนี้ก็ตะโกนออกมาอีก ชาวบ้านก็ออกมาอีก แต่ก็ไม่มีหมาป่าอีก ชาวบ้านก็กลับบ้านไปเช่นเดิม แต่พอหมาป่ามาจริงๆ เด็กเลี้ยงแกะตะโกนร้องว่า “หมาป่าๆๆ” ชาวบ้านก็คิดว่า ก็เหมือนเดิมอีกแหละ ไม่มีหมาป่า เลยไม่ออกมาไล่หมาป่า
ผลก็คือคราวนี้หมาป่ามากินแกะ กินสัตว์เลี้ยงต่างๆ ของชาวบ้านได้สบายๆ
นอกจากนี้ ในพระพุทธศาสนาก็มีคำสอนเรื่อง “อุบาสกธรรม 5” ประกอบด้วย มีศรัทธา มีศีล ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่แสวงหาบุญนอกพระพุทธศาสนา และสนับสนุนบำรุงพระพุทธศาสนา ที่เราสนใจกันในเวลานี้คือ “ไม่ถือมงคลตื่นข่าว” ซึ่งก็หมายความว่า ไม่แตกตื่น ไม่สนใจอะไรที่เป็นข่าวลือ ไม่สนใจคำพูดที่ส่งต่อๆ กันมาเกี่ยวกับว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของดี ต้องหามาเป็นเจ้าของ เช่น เห็นคนพูดกันมากๆ ว่า พระเครื่ององค์นี้ดี แคล้วคลาด โน่นนี่ ก็ตื่นข่าว อยากจะได้พระรุ่นนี้มาเป็นของตนเองบ้าง พอได้มาแล้วก็ตื่นข่าวอื่นไปเรื่อยๆ
ข้อเสียของการตื่นข่าวแบบนี้ก็คือว่า คนที่ทำแบบนี้ขาดความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง แต่เป็นคนที่เชื่อทุกอย่างง่ายไปหมด ใครบอกอะไรก็เชื่อ ฟังๆ ดูก็ไม่ต่างอะไรกับกระต่ายตื่นตูม ที่พอได้ยินเสียงดังๆ ก็เหมือนกับคนตื่นข่าว ไม่ตรวจสอบว่าอะไรเป็นอะไร เชื่อไปหมด แล้วถ้าเรื่องที่ได้ยินมาเป็นเรื่องที่ตัวเองเชื่อว่าร้ายแรงก็จะมีอาการตื่นกลัว ซึ่งข้อเสียมากๆ ก็คือว่า ถ้าหากคนอื่นๆ รอบตัวเป็นแบบเดียวกัน คือเชื่อง่าย ตื่นง่ายแบบเดียวกัน ก็จะเกิดอาการ “แพนิก” (ตื่นกลัว) ในระดับชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย เพราะคนทำอะไรตามๆ กันหมด ถ้าเป็นความกลัวเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็จะแห่กันไปถอนเงินออกจากธนาคารกันหมด หรือถ้ากลัวเกี่ยวกับจะขาดแคลน ก็จะแห่กันไปซื้อน้ำกับอาหารมากักตุน
ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะเกิดความเสียหายในวงกว้าง
ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ กรุงเทพฯ เพิ่งจะฟื้นตัวจากน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเกิดจากฝนตกหนักไม่หยุดเป็นเวลาหลายวันติดกัน และก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ในเวลาที่เขียนนี้ที่ยังท่วมอยู่ ท่านที่ติดตามข้อมูลทางเฟซบุ๊กจะรู้ว่ามีการเถียงกันระหว่างเพจลมฟ้าอากาศเอกชนเพจหนึ่ง กับเพจของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยเพจเอกชนบอกว่า ในเวลาอีกไม่นานจะมี “มหาอุทกภัย” ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพมหานคร และต่อมาก็มีข่าวจากกรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่าประชาชนอย่าแตกตื่น น้ำจะไม่ท่วมเป็น “มหาอุทกภัย” แบบที่เพจนี้บอก
กว่าที่บทความนี้จะตีพิมพ์ เราคงเห็นภาพกันหมดแล้วว่า กทม.เกิด “มหาอุทกภัย” หรือไม่ คำว่า “มหา” แปลว่า “ใหญ่” และ “อุทกภัย” ก็แปลว่า “ภัยจากน้ำ” หรือ “น้ำท่วม” ดังนั้น “มหาอุทกภัย” ก็คือ “น้ำท่วมใหญ่”
ผมจะไม่เน้นประเด็นว่า ระหว่างเพจเอกชนที่ว่า กับเพจของกรมอุตุนิยมฯ ใครถูกใครผิด และจะไม่อภิปรายด้วยว่าเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในวันที่ 24-28 กันยายน (วันที่ผมเขียนบทความนี้) ถือว่าเป็น “มหาอุทกภัย” หรือไม่ แต่อยากจะพูดเรื่องผู้คนแตกตื่น กับการเชื่อหรือไม่เชื่อข่าวต่างๆ
ข้อกล่าวหาที่เพจเอกชนเพจนี้โดนก็คือ “ทำให้ผู้คนแตกตื่น” และก็มีบางคนพยายามจะฟ้องคดีแก่เพจนี้ ข้อหาทำให้ผู้คนแตกตื่นอีกด้วย เรื่องนี้เลยทำให้ผมคิดถึงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการตื่นข่าว ที่ได้พูดไปในตอนต้นของบทความนี้ ดูเหมือนว่าคนไทยจะให้ความสนใจแก่การตื่นข่าวเป็นอย่างมาก
ที่น่าสังเกตก็คือว่า ถ้าเป็นข่าวจากภาครัฐจะไม่มีการพูดกันว่า ภาครัฐทำให้ผู้คนแตกตื่นเลย แต่ถ้าคนพูดไม่ใช่ข้าราชการก็มักจะถูกกล่าวหาว่าทำให้ผู้คนแตกตื่นอยู่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่ข้อมูลจากภาครัฐก็ไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันว่าจะต้องเป็นความจริงเสมอไป เพียงแต่ว่าไม่มีใครเอามาขยาย หรือมาตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ คนหลายคนเริ่มไม่มั่นใจในคำพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมฯ ก็ด้วยเหตุผลนี้
รัฐไทยมักจะพูดให้ประชาชนฟังว่า ต้องรับฟังข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น อย่าไปฟังข่าวสารจากช่องทางอื่น ในยุคสมัยของสื่อสังคมออนไลน์ คำพูดนี้เริ่มไม่น่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้คนรู้แล้วว่า บางทีรัฐก็มีเหตุผลของตนเอง ในการเสนอข่าวสารที่ไม่ได้ให้ความจริงทั้งหมด เหตุผลเหล่านั้นก็เป็นเรื่องที่ทำให้รัฐบาลดูดีขึ้น หรือเพื่อปกป้องอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมทั้งหมดก็ได้ ดังนั้น การมีแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ และที่ไม่ได้มาจากรัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก
ผมจำได้ว่า เมื่อเกือบห้าสิบกว่าปีก่อน หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ “เจ้าพระยา” มาแข่งกับหนังสือพิมพ์ของเอกชน และเสนอข้อมูลจากฝ่ายของรัฐบาล แต่หนังสือพิมพ์ขาดทุนต่อเนื่อง คนเห็นแล้วก็ขำๆ ผมยังจำได้ดี หลังจากนั้นไม่นานหนังสือพิมพ์นี้ก็ปิดตัวลง
แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับเรื่องแตกตื่น?
รัฐบาลชอบบอกประชาชนว่า อย่าแตกตื่น ความหมายจริงๆ ก็คือว่า ให้ฟังเรื่องที่รัฐบาลพูดเท่านั้น ถ้าไปฟังคนอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลก็จะแตกตื่น ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดี เป็นความผิด ดังนั้น เรื่องแตกตื่นจึงเป็นวิธีของรัฐบาลในการทำให้ประชาชนอยู่ในร่องในรอยที่รัฐบาลกำหนดให้ ซึ่งเป็นสิ่งแปลกประหลาด เพราะในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลมาจากประชาชน หรือพูดอีกอย่างก็คือ รัฐบาลก็คือประชาชนที่ปกครองตนเอง ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ร่องรอยที่ประชาชนจะอยู่ข้างในนั้น ก็ควรจะเป็นอะไรที่ประชาชนกำหนดกันเอง ไม่ใช่รัฐบาล หรือข้าราชการกำหนดให้
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรมีวิธีต่อกรกับสถานการณ์แตกตื่น หรือแพนิกในวงกว้าง เพราะเราเห็นกันมาแล้วว่า หากเกิดแพนิกในวงกว้างจริงๆ จะเกิดความเสียหายมาก แต่การจัดการกับภาวะแตกตื่น ไม่ใช่การออกกฎหมายมาบังคับ ห้ามไม่ให้แตกตื่น เพราะคนจะยิ่งแตกตื่นมากขึ้น แต่ต้องเป็นการให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน ไม่มีเก็บข้อมูลอะไรเอาไว้ไม่ยอมบอกประชาชน
ในกรณีของคนที่แจ้งข่าวที่มองกันว่าทำให้ผู้คนแตกตื่น ก็จะต้องตรวจสอบเนื้อหาของข่าวนั้นด้วยใจเป็นกลาง ไม่ใช่ด้วยการแข่งขันกันว่าใครจะชนะ การใช้กฎหมายไปลงโทษคนแจ้งข่าวที่ไม่ได้สังกัดรัฐ จึงเหมือนกับว่ารัฐกำลังปิดปากคนอื่นๆ ทั้งหมด เหลือแต่รัฐเองที่ออกข่าวได้
ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถดำรงอยู่ได้ภายในสถานการณ์แบบนี้
ดังนั้น เวลามีใครบอกว่าจะเกิดมหาอุทกภัย หรือบอกอะไรที่หนักกว่านั้น เช่น ระดับน้ำทะเลจะสูงมากขึ้นท่วมกรุงเทพฯ ทั้งหมด ชายฝั่งทะเลจะเลื่อนขึ้นไปถึงจังหวัดนนทบุรี อะไรพวกนี้ เราก็ฟังไว้เฉยๆ ไม่แตกตื่น ไม่ตื่นตูม แต่ตรวจสอบความถูกต้องด้วยใจเป็นกลาง จากแหล่งข้อมูลหลายๆ แหล่ง แล้วเราจะไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม หรือเป็นคนที่เชื่อง่ายจนเข้าทางรัฐบาลที่จ้องจะผูกขาดข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา
