คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
คุณวีระ ธีรภัทร กับผมเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หลังเหตุการณ์นักศึกษาประชาชนโค่นเผด็จการทหารเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และก่อนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์โดยเจ้าหน้าที่รัฐกับอันธพาล การเมืองและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 เหมือนกัน ชั่วแต่ว่าคุณวีระเข้าปี 2517 ส่วนผมเข้าปี 2518
สรุปภาพรวมบรรยากาศช่วงสามปีนั้นในธรรมศาสตร์และสังคมการเมืองไทยทั่วไปเป็นอย่างไร? ผมขอยืมถ้อยคำของคุณวีระ ในคนไร้รากซึ่งสอดรับโดยสารัตถะกับที่ผมจำได้ว่ารู้สึกเช่นนั้น (ใน “บันทึกรู้สึกแห่งยุคสมัย”, สรรนิพนธ์ 6 ตุลาฯ ของเกษียร เตชะพีระ, 2567, น.24-36) มาบรรยายแทน
“มันเหมือนทำนบทางความคิดที่เคยจัดตั้งวางระบบกันเป็นอย่างดีมาไม่น้อยกว่า 20 ปีพังทลายลงไปตรงหน้า ทุกอย่างไหลบ่าท่วมทะลักเหมือนน้ำหลากจากเขื่อนแตก ไร้ระเบียบ ไร้ทิศทาง ไร้จุดหมายโดยสิ้นเชิง” (น.233-234)
“ห้วงเวลานั้นเป็นห้วงเวลาที่คนไทยตื่นตัวรับรู้เรื่องต่างๆ แบบหัวใจเปิดกว้างและได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนมากมาย
“นี่เป็นการเติบโตทางสติปัญญาครั้งใหญ่ของสังคมไทยหลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารมายาวนานกว่า 16 ปีเต็มๆ…
“แต่อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่าคนรุ่นใหม่อายุไม่มากอย่างพวกผมและเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มีอายุบวกลบขึ้นลงจากผมประมาณ 3-5 ปีในเวลานั้น ต่างรู้สึกว่าเราอยากทำอะไรให้สังคมส่วนรวมเป็นอันมาก
“เราคิดกับคนจนและคนรวยไม่เหมือนกับคนทั่วไปในปัจจุบัน
“เพลงยอดฮิตในขณะนั้นที่ผมคิดว่ามีความหมายดีมากก็คือเพลง “เพื่อมวลชน” (ของจิ้น กรรมาชน https://www.youtube.com/watch?v=G81z-uTVfqA)
“สำหรับการชุมนุมในเวลานั้นยังมีเพลงยอดนิยมไม่แพ้กันอีกเพลงหนึ่งคือเพลง “สู้ไม่ถอย” (ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล https://www.youtube.com/watch?v=N__sOPNa4Cw&list=RDN__sOPNa4Cw&start_radio=1) ซึ่งแทบจะเป็นเพลงมาร์ชสำหรับการเดินขบวนในเวลานั้น…
“ความรู้สึกอยากเห็นสังคมดีขึ้น อยากเห็นความไม่เป็นธรรมหมดไป ความรู้สึกยินดีเสียสละเพื่อส่วนรวม รวมถึงอารมณ์ร่วม อะไรต่อมิอะไรมากมายในเวลานั้น ทำให้คนรุ่นใหม่คนหนุ่มสาวรุ่นผมต้องค้นคว้าหาความรู้ว่า
“ถ้าอยากให้สังคมเป็นอย่างนั้น เราจะต้องทำยังไงกันดี” (น.208-209)
ผมเห็นว่าข้อความข้างต้นเป็น “โครงสร้างความรู้สึก” (แนวคิด Structure of Feeling ของ Raymond Williams นักวัฒนธรรมศึกษามาร์กซิสต์ชาวเวลส์, 1921-1988, ดู https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_355246) ซึ่งเป็นประสบการณ์ร่วมแห่งชีวิตของหนุ่มสาวในยุคสมัยนั้น
โครงสร้างความรู้สึกเหมือนสารละลายในน้ำที่ยังไม่ทันตกตะกอนนอนก้นเป็นระบบอุดมการณ์หรือปรัชญาชัดเจนตายตัว ยังคงลื่นไหลและไม่ตกผลึก แต่กระนั้นมันก็พอมีแบบแผนตรรกะภายในให้สังเกตยึดกุมเข้าใจได้ มีสัญชาตญาณ กังวานน้ำเสียง จังหวะชีพจรที่ตุบเต้นคล้องจองกัน มันเป็นความคิดอ่านที่เราร่วมรู้สึก และก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกแห่งยุคสมัยที่เราร่วมนึกคิดกัน
ในขณะที่เราอาจอยากสรุปรวบยอดกระบวนการประวัติศาสตร์ทางการเมืองสามปีนั้นแตกต่างกันไป ตามระดับมุมมองและการเลือกเน้นตีความข้อเท็จจริง เช่น ประกอบส่วนอยู่ในสงครามกลางเมืองระหว่าง พคท.กับรัฐบาล (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล https://www.the101.world/rethinking-oct6/) หรือเป็นการปฏิวัติกระฎุมพี 2516 ตามมาด้วยการปฏิปักษ์ปฏิวัติของรัฐราชการ 2519 (เบ็น แอนเดอร์สัน & เกษียร เตชะพีระ https://prachatai.com/journal/2020/10/89812; ดูเพิ่มเติมใน “ทำไม 6 ตุลาฯ จึงจำยาก?”, สรรนิพนธ์ 6 ตุลาฯ ของ เกษียร, น.82-118)
แต่เราก็ควรเปิดพื้นที่รับฟังและเคารพ “โครงสร้างความรู้สึก” จากปากเสียงความรู้สึกความทรงจำของผู้อยู่ร่วม ผู้เสียชีวิต และผู้อยู่รอดจากเหตุการณ์สามปีนั้นด้วยไม่ใช่หรือ?
เมื่อคุณวีระเขียนเล่าคนไร้รากไปถึงช่วงบรรยากาศการเรียนการสอนและการปะทะขัดแย้งทางความคิดในธรรมศาสตร์สมัยนั้น ในฐานะผู้ร่วมประสบการณ์ ผมก็อดนึกถึงบางสถานที่ บางวิชา บางเหตุการณ์ และอาจารย์นักคิดนักเขียนปัญญาชนบางท่านไม่ได้
– วิชาอารยธรรมไทยหรือ “ยำไทย” ซึ่งอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นผู้สอนและประสานงานที่หอประชุมเล็ก (ข้างหอใหญ่ ปัจจุบันเรียกเป็นหอประชุมศรีบูรพา) จุนักศึกษาได้ประมาณ 500 คน และที่นั่งเต็มทุกคาบเรียน โดยเชิญคณาจารย์ผู้รู้เรื่องไทยหลากสาขาวิชาหลายท่านมาผลัดเปลี่ยนกันสอน เป็นการเปิดโลกวิชาความรู้และเปิดกะโหลกกะลานักศึกษาใหม่ปีหนึ่งซึ่งยังความพิศวงมหัศจรรย์เพลิดเพลินเจริญใจแก่เด็กวัยรุ่นที่่เพิ่งนุ่งขาสั้นเรียนมัธยมฯ อยู่เมื่อปีก่อนอย่างเรามาก (คนไร้ราก, น.215-216)
ที่นี่เองที่ผมได้ยินได้ฟังความรู้ความเข้าใจใหม่ต่างๆ เช่น “คนไทยไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต” เป็นครั้งแรกจากคำบรรยาย ประวัติศาสตร์ของ อ.ชาญวิทย์ และผู้สอนท่านอื่นๆ ทำเอาผมจดเลกเชอร์มือเป็นระวิงด้วยความตื่นเต้น โดยลากเส้นดิ่งคั่นหน้าสมุดเลกเชอร์ จับใจความคำบรรยายที่ฟังสดๆ จดลงด้านขวา แต่เอาหมึกแดงโน้ตย่อสิ่งสงสัยใคร่ถามใคร่แย้งใคร่วิจารณ์หรือค้นคว้าต่อไว้ด้านซ้ายเป็นเทือกๆ
บางทีก็จดยากไปไม่เป็นเอาเหมือนกัน เช่น ตอน อ.ทักษ์ เฉลิมเตียรณ มาบรรยายหัวข้อการเมืองไทยแล้วสาธิตเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง (political legitimacy) โดยสวมหมวกบัณฑิตให้นักศึกษาทั้งหอประชุมดู พลางถามเราว่ารู้สึกอย่างไร? จากนั้นท่านก็ถอดมันออกแล้วสวมหมวกมิกกี้เมาส์แทน แล้วถามว่าคราวนี้รู้สึกอย่างไร? เล่นเอาพวกเราฮากันตรึม เป็นต้น
-หรือที่ห้องประชุม AT (อาคารรูปอัฒจันทร์ครึ่งวงกลม ตั้งอยู่ระหว่างทางเดินจากตึกศูนย์ภาษาอังกฤษไปตึกคณะเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้วต่อเติมเป็นส่วนหนึ่งของหอสมุดกลางแทน) ซึ่งผมได้พบเห็นวิวาทะทางอุดมการณ์-วิชาการบ่อยครั้ง ที่ค่อนข้างดุเดือดเลือดพล่านมีอยู่สองรอบ
รอบแรก เป็นการอภิปรายถกเถียงเรื่องญาณวิทยา-วิธีวิทยาการศึกษาแบบประจักษนิยมของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักกับ วิภาษวิธี (ถ้าจำไม่ผิด) มีอาจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลา แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นผู้ร่วมอภิปรายฝ่ายประจักษนิยม พอใกล้เปิดรายการ พี่อนุช อาภาภิรม ปัญญาชนฮีโร่ของนักศึกษาฝ่ายซ้ายยุคนั้น ก็เดินเข้ามาในห้องประชุม นั่งลงตรงแถวผู้ฟังด้านหน้าใกล้เวที แล้วก็ดำเนินการตัดไม้ข่มนาม โดยหยิบหนังสือตั้งใหญ่ออกมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ บนโต๊ะ…
มันคือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุงพากย์ไทย 8 เล่ม ที่พิมพ์จำหน่ายโดยชมรมหนังสือแสงตะวันตอนนั้น (คนไร้ราก, น.236, 241)
รอบหลัง เป็นการอภิปรายกึ่งวิชาการเรื่องการเมืองจีนราวต้นปี 2519 ซึ่งจีนกำล้งเข้าสู่ยุคปลายประธานเหมา และเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายแย่งชิงอำนาจกันใหญ่ระหว่างแก๊งสี่คนกับฝ่ายอื่น ผู้ร่วมอภิปรายบนเวทีเท่าที่จำได้มีอาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน, อาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (คนไร้ราก, น.247-248) และคุณพิรุณ ฉัตรวนิชกุล นักหนังสือพิมพ์ฝ่ายก้าวหน้า
แต่การอภิปรายดำเนินไปได้ไม่นาน ก็เกิดวิวาทะรุนแรงแหลมคมแง่อุดมการณ์ vs. วิชาการขึ้นในคำอภิปราย จนถึงแก่ผู้ร่วมอภิปรายฝ่ายนักวิชาการท่านหนึ่งแสดงความขุ่นเคืองไม่พอใจและลุกเดินลงจากเวทีออกนอกห้องประชุมไปเลยเพื่อประท้วง เป็นอันว่าการอภิปรายก็มีอันล่มกลางคันลงดื้อๆ อย่างนั้นเอง!
เรียกได้ว่าบรรยากาศการปะทะขัดแย้งทางการเมืองและอุดมการณ์มันเดือดพล่านร้อนแดงจนนั่งลงคุยกันยากแล้วละครับช่วงนั้น แม้กระทั่งระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายสังคมนิยมก็ตาม ทั้งนี้ รวมทั้งในมหาวิทยาลัยที่มีเสรีภาพทุกตารางนิ้วของเราด้วย
-คุณวีระเล่าถึงวิชาสัมมนาการเมืองการปกครองไทยที่ลงเรียนกับอาจารย์เสน่ห์ จามริก ตอนปี 4 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านไปไม่นานด้วยความประทับใจในการช่วยปลุกเปิดวิธีคิดรวบยอดอย่างเป็นระบบของอาจารย์ ซึ่งถึงแม้จะเรียนยาก แต่ได้ความรู้ความเข้าใจเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าสามปีก่อนหน้านั้นรวมกันด้วยซ้ำ (คนไร้ราก, น.280-294)
ผมเองมานึกทบทวนดู จำได้ว่ามีประสบการณ์ประทับใจจำได้กับอาจารย์เสน่ห์อยู่สองเรื่องก่อน 6 ตุลาฯ
หนแรก คือการปะทะคารมกับอาจารย์เสน่ห์ในที่ประชุมผู้บริหารกับนักศึกษา เนื่องจากความตึงเครียดรุนแรงของการเมืองช่วงครึ่งหลังของปี 2519 ตอนนั้นจอมพลประภาส จารุเสถียร แอบเดินทางกลับมาไทยโดยอ้างว่าเพื่อเยี่ยมบิดาที่ป่วยเมื่อเดือนสิงหาคม 2519 นักศึกษาประชาชนจึงชุมนุมประท้วงใหญ่ในธรรมศาสตร์ จนผลักดันจอมพลประภาสออกนอกประเทศไปได้ แต่ก็เกิดความรุนแรงจากอันธพาลการเมือง มีผู้ถูกยิงบาดเจ็บล้มตายจำนวนหนึ่งในการชุมนุม
เหล่านี้ส่งผลให้ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตัดสินใจประกาศงดกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง ฝ่ายบริหารโดย อ.เสน่ห์ รองอธิการบดี ได้จัดประชุมชี้แจงเรื่องดังกล่าว ผมตอนนั้นในฐานะฝ่ายวิชาการ สภานักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้กล่าวโต้แย้งเหตุผลของ อ.เสน่ห์ต่อหน้าในที่ประชุม จำได้ว่ามีบันทึกคำต่อคำกรณีดังกล่าวไว้ในจุลสารของมหาวิทยาลัยด้วย
หนหลัง เกิดในห้องเรียนที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อเวลาล่วงเข้าใกล้เดือนตุลาคม วิชาอะไรผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว แต่อาจารย์เสน่ห์เป็นผู้สอน บ่ายวันหนึ่งขณะที่สนามหลวงมีการชุมนุมของนักศึกษาประชาชนครึกโครมอยู่ อาจารย์ก็บรรยายโยงไปถึงจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเป็นวีรชนปฏิวัติผู้เสียสละของนักศึกษายุคนั้น โดยท่านกล่าวเรียบๆ ตรงๆ ว่าในความเห็นของท่าน
“จิตร ภูมิศักดิ์ ไม่ใช่นักปฏิวัติ เพราะไม่ได้นำเสนอยุทธศาสตร์การปฏิวัติอะไรออกมา”
Shocking ครับ! ผมตกใจตาเหลือกและเอาไปร่ำลือต่อๆ กันในหมู่นักกิจกรรมนักศึกษากันเลยทีเดียว
หลายปีให้หลัง เมื่อผมกลับออกมาจากป่า เทอมแรกที่ฟื้นคืนสภาพนักศึกษาก็ลงเรียนวิชาการเมืองการปกครองไทยกับอาจารย์เสน่ห์ นักศึกษาลงเรียนเป็นเรือนร้อย ต้องไปใช้ห้องบรรยายขนาดใหญ่พอรองรับที่คณะนิติศาสตร์เพื่อสอนแทน
ผมเองยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจคำบรรยายของ อ.เสน่ห์ตอนนั้นนัก ความที่สมองยังพลุ่งพล่านไปด้วยกรอบคิดอุดมการณ์ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน-เหมาเจ๋อตุงจากในป่าอยู่ (กว่าจะเข้าใจก็เมื่อไปฟังธงชัย วินิจจะกูล อภิปรายสรุปย่อวิธีคิดวิธีวิเคราะห์เข้าใจการเมืองไทยของ อ.เสน่ห์ และ อ.ลิขิตเป็นต้นสองสามปีให้หลัง ที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) จึงออกจะมึนๆ งงๆ แม้จะเข้าเรียนตั้งใจฟังสม่ำเสมอก็ตาม
ตอนสอบไล่ อาจารย์เสน่ห์บอกข้อสอบล่วงหน้าว่าให้นักศึกษาแต่ละคนไปตั้งคำถามเกี่ยวกับการเมืองไทยของตัวเองมาคนละหนึ่งข้อ แล้วไม่ต้องตอบคำถามดังกล่าว แต่ให้อธิบายว่าคิดยังไง ทำไมถึงถามแบบนั้นมา?
ผมจำไม่ได้แล้วละครับว่าตั้งคำถามไปว่าไง? และอธิบายอย่างไรว่าทำไมถึงถามเช่นนั้น? แต่ที่แน่ใจคือคำตอบยังคงวนอยู่ในกรอบลัทธิมาร์กซ์ ไม่หลุดออกไปไหนแน่ๆ ผลที่ได้รับคือเกรดที่ Shocking ครับ (คงคล้ายๆ กับความแปลกใจของคุณวีระตอนทราบผลเกรดที่ได้จาก อ.เสน่ห์นั่นแหละครับ) (คนไร้ราก, น.294)
สรุปรวมความคือ ตลอดการเรียนปริญญาตรีสามปีครึ่งสองรอบ (เว้นช่วงเข้าป่าตรงกลาง) ของผมที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งนั้น วิชาเดียวที่ผมได้เกรดต่ำสุดที่ระดับ C คือวิชาการเมืองการปกครองไทยของอาจารย์เสน่ห์ตัวนี้นี่แหละ
โดยที่ในวิชาเดียวกันเทอมเดียวกันนั้น คนเดียวที่ได้ A จาก อ.เสน่ห์ คือ ธงชัย วินิจจะกูล ครับ
(ต่อสัปดาห์หน้า)
