คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ

ระหว่างอ่านอัตชีวประวัติเรื่องคนไร้รากของคุณวีระ ธีรภัทร ผมมานั่งคิดทบทวนว่าก่อนหน้านี้ในฐานะคนร่วมรุ่นและเรียนร่วมสถาบันศึกษา ตัวเองเคยมีโอกาสพบปะหรืออยู่ใกล้ๆ กับคุณวีระบ้างไหม?

คิดว่ามีเหมือนกันครับ สองครั้ง-เกือบจะสามครั้ง

ครั้งแรก : ปี 2519 เมื่อได้เรียนร่วมคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ด้วยกันที่ท่าพระจันทร์ ชั่วแต่ว่าคนละชั้นปี โดยคุณวีระเป็นรุ่นพี่ปีสาม ส่วนผมอยู่ปีสอง อาจจะเคยเดินเฉียดกันหรือนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดเดียวกันบ้างแหละน่า

ครั้งที่สอง : ปี 2535 หรือใกล้เคียง เมื่อผมเพิ่งเรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล กลับมาสอนหนังสือที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม 2535 ไม่นาน จำได้เลาๆ ว่าผมเคยมีโอกาสร่วมอภิปรายหรือสัมมนาในงานเดียวกับคุณวีระครั้งหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าเป็นงานเรื่องอะไรจัดที่ไหน แต่จำได้ว่าคุณวีระเข้ามาทำความรู้จักทักทายอย่างเป็นมิตร ก่อนจะเดินขึ้นเวทีไปบรรยาย

เกือบจะครั้งที่สาม : ผมจำได้ว่าในกระแสเปิดกว้างริเริ่มสร้างสรรค์หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เกิดมีโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนระหว่างสวนกุหลาบฯ กับเตรียมอุดมฯ ระยะสั้นขึ้นมา เพื่อหาทางปรับเปลี่ยนบรรยากาศแข่งขันชิงดีชิงเด่นในการสอบ ม.ปลายทั่วประเทศของโรงเรียนชั้นนำทั้งสอง ไปเป็นการทำความรู้จักเป็นเพื่อนมิตรกันในหมู่นักเรียนบ้าง โดยแต่ละโรงเรียนส่งนักเรียนที่สมัครใจไปทดลองเรียนในชั้นเรียนและสายวิชาเดียวกันที่อีกโรงเรียนหนึ่งตลอดทั้งวันต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

ผมได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวและมีโอกาสไปนั่งเรียนวิชาต่างๆ ที่ห้อง ม.ศ.5 สายศิลป์ ในตึกยาวของสวนกุหลาบฯ ระยะหนึ่ง จำอะไรไม่ได้มาก จำได้แต่ว่าเพื่อนนักเรียนสวนกุหลาบฯ คนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หน้าชั้นเรียนใส่น้ำหอมหนักมากจนกลิ่นฉุนแรงติดจมูกหายใจแทบไม่ออก

ผมนึกขึ้นมาว่าตอนนั้นคุณวีระจะยังเรียนอยู่ที่นั่นหรือเปล่า? แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ว่ามันเป็น ม.ศ.5 ปี 2517 ซึ่งคุณวีระสอบเข้าธรรมศาสตร์ไปแล้วนี่นา เป็นอันว่าชวดไป

แต่คนวัยรุ่นวัยเรียน Baby Boomer Generation หลังสงครามโลกครั้งที่สองอย่างผมกับคุณวีระก็มีประสบการณ์อะไรต่อมิอะไรคล้องจองกันเยอะและบ่อยอยู่นะครับ เช่น

– ติดนิยายกำลังภายในแปลจากจีนของคุณจำลอง พิศนาคะ, ว. ณ เมืองลุง และ น.นพรัตน์ เหมือนกัน (น.129-130)

ในกรณีผมนั้นยืมนิยายกำลังภายในเท่าที่มีในห้องสมุดโรงเรียนสมัยมัธยมฯ ต้นมาอ่านจนเรียบวุธ แล้วดั้นด้นเดินตามไปหาซื้อถึงแหล่งจำหน่ายที่ร้านสำนักพิมพ์แถวเวิ้งนาครเขษมใกล้วังบูรพาเป็นประจำทุกบ่อยทีเดียว (ดังที่ ผศ.ดร.สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บันทึกวิเคราะห์ประสบการณ์ร่วมของลูกจีนรุ่นนั้นไว้ในหนังสือที่พัฒนาจากวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตเรื่องกบฏจีนจนบนถนนพลับพลาไชย, 2555, บทที่ 5 หัวข้อ “นิยายกำลังภายใน จุดร่วมของการต่อต้าน”)

– เริ่มค้นพบและได้อ่าน “หนังสือต้องห้าม” ของปัญญาชนหัวก้าวหน้าไทยยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งถูกแบนไปตั้งแต่สมัยเผด็จการแอนตี้คอมมิวนิสต์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่แล้วก็ค่อยๆ ทยอยโผล่จากใต้ดินกลับมาเผยแพร่ใหม่ในหมู่นักเรียนนักศึกษาก่อน 14 ตุลาฯ 2516 ไม่นาน (น.134 ; งานวิชาการที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างละเอียดพิสดารได้แก่ ประจักษ์ ก้องกีรติ, และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลา, 2548, บทที่ 5 การรื้อฟื้นวาทกรรมจากอดีต : กษัตริย์ประชาธิปไตยและความคิดสังคมนิยม)

ขณะที่เด็กชายวีระเจอหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทยและกงจักรปีศาจเข้าจากรุ่นพี่สวนกุหลาบฯ ข้างเด็กชายเกษียรนั้น มีช่างตัดผมวัยกลางคนข้างบ้านชื่ออาง้อ แกสังเกตเห็นว่าผมชอบหยิบนิตยสารหนังสือพิมพ์ที่ตั้งกองไว้มาอ่านระหว่างรอตัดผม จู่ๆ วันหนึ่ง แกก็ยื่นหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งให้ คะยั้นคะยอให้ผมอ่านแล้วลองมาเล่าให้แกฟังว่าได้ความอะไรบ้าง

ผมจำไม่ได้หรอกครับว่าอ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วได้เรื่องอะไรบ้าง แต่ที่จำได้แม่นคือ ปกของมันที่เป็นภาพวาดของ เออแฌน เดอลาครัวซ์ จิตรกรโรแมนติกชาวฝรั่งเศส (1798-1863) ชื่อ La Libert? guidant le peuple (เสรีภาพชี้นำประชาชน, 1830) จนมารู้ภายหลังว่ามันคือหนังสือศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน ของ ทีปกร (จิตร ภูมิศักดิ์) นั่นเอง!
นอกจากนี้ก็เป็นประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกร่วมแบบมโนสาเร่ เช่น รู้สึกเท่ และเห่อนิดหน่อยที่ได้ติดเข็มกลัดโลหะรูปตรา/สีโรงเรียน (สวนกุหลาบฯ และ “พระเกี้ยวน้อย” ของเตรียมอุดมฯ) เข้ากับอกเสื้อ (น.136)

ความเป็นเด็กเนิร์ดหนอนหนังสือโดยเฉพาะหนังสือแปลและภาษาอังกฤษ ซึ่งทุ่มเทหมกมุ่นมากกว่าเล่นกีฬาหรือกิจกรรมอื่น (น.12, 97-98, 110, 135)



ขณะที่เล่มประทับใจของคุณวีระ ได้แก่ โรบินสัน ครูโซ ของ แดเนียล เดโฟ และปรัชญาชีวิต ของ คาลิล ยิบราน, เล่มโปรดที่กินใจ ผมคือสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน), สามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบ, สมุดภาพไซอิ๋วของสำนักพิมพ์นานมี, และโจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล ของ ริชาร์ด บาค ไม่ว่าจะเป็นสำนวนแปลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็ตาม

ส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษ หลักๆ ที่จำได้ก็คือหนังสืออ่านสำหรับนักเรียนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวของตัวละครนักเรียนไทยสมมุติชื่อสมศักดิ์สามเล่มชุดเรื่อง Somsak in England, Somsak in Europe และ Somsak in America (ปลาย 1960s -1970s) ที่แต่งโดย Michael Smithies (1932-2019) ชาวอังกฤษ เจ้าหน้าที่การศึกษาของ British Council สมาชิกกิตติมศักดิ์และอดีตบรรณาธิการวารสารของสยามสมาคม ซึ่งจัดพิมพ์โดยศึกษาภัณฑ์พาณิชย์

และอีกเล่มที่ผมบังเอิญพบเข้าและซื้อหามาจากร้านหนังสือแถววังบูรพาเรื่อง Review Text in World History (New York City, 1970) แต่งโดย Irving L. Gordon (ชาวอเมริกัน นักเขียนตำราประวัติศาสตร์หลายเล่ม) ซึ่งอ่านไม่ยากและให้ทั้งความรู้พื้นฐานกับศัพท์แสงทางประวัติศาสตร์และการเมืองดีมาก

วิชาที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของคุณวีระได้แก่ชีววิทยา (น.140, 170) ค่าที่เป็นคราวเคราะห์คุณวีระเผอิญ “ไม่ได้เขียนชื่อ นามสกุล และเลขที่นั่งประจำตัวสอบลงในกระดาษคำตอบชีววิทยา” ตอนสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ทำให้ต้องหันเหจากเรียนแพทยศาสตร์ มาเป็นรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์แทน

ในกรณีผม มันคือวิชาวิทยาศาสตร์สมัย ม.ศ.3 ครับ เหตุเพราะครูผู้สอนซึ่งเป็นครูประจำชั้นด้วยชื่อธรรมนูญนั้นขาดสอนติดต่อกันบ่อยมากอย่างไม่รับผิดชอบ ด้วยคำอธิบายว่ามีธุระเรื่องลูกเต้านู่นนี่นั่นโดยฝากหัวหน้าชั้นมาบอกให้นักเรียนอ่านตำรากันไปเอง ทำเอาผมหมดศรัทธาและกำลังใจที่จะเรียนต่อไปทางนี้ ก็เลยตัดสินใจหันมาเอาดีและเลือกสมัครสอบเข้าเรียนสายศิลป์ที่เตรียมอุดมศึกษาฯ แทนสายวิทย์ ว่ากันดื้อๆ ทื่อๆ อย่างนี้เลย

ผมก็จึงมาลงเอยที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่เดียวกับคุณวีระนี่แหละครับ


ไม่มีส่วนเข้าร่วมเหตุการณ์นักศึกษาประชาชนลุกฮือโค่นเผด็จการทหารสามทรราชเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ตอนนั้นคุณวีระกำลังคร่ำเคร่งเรียน ม.ศ.5 เตรียมสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยปีถัดไป อีกทั้งผู้ใหญ่ทางบ้านก็ห้ามปราม (น.150-151) ส่วนผมก็คร่ำเคร่งเตรียมสอบมิดเทอมอยู่ ม.ศ.4 ยังไม่รับรู้เข้าใจหรือตื่นตัวทางการเมืองอะไร เห็นแต่รถดับเพลิงถูกม็อบยึดร้องเย้วๆ ขับผ่าน หน้าบ้านไปคันหนึ่ง

แต่อาการผมออกจะหนักกว่า คือห่วงการสอบถึงขนาดยกหูโทร.ไปเบอร์กรมประชาสัมพันธ์ (ซึ่งถูกเผา แต่ผมไม่รู้) ว่าตกลงกำหนดสอบที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ ช่วงใกล้กันนั้นจะเลื่อนออกไปหรือไม่? มีเจ้าหน้าที่ชายรับสาย พอฟังคำถามผมเสร็จ แกก็บ่นอุบอะไรออกมาคำสองคำฟังไม่ชัดอย่างหงุดหงิดแล้วก็วางหูไปครับ

สอบติดบอร์ด ม.ปลายทั่วประเทศ คุณวีระเข้าสอบอย่างมั่นใจในปี 2517 และพอประกาศผลสอบก็ติดบอร์ดสายวิทย์อันดับที่ 234 ทั่วประเทศด้วยคะแนน 82.50% (น.164)
ส่วนผมสอบ ม.ปลายปีถัดไป 2518 และติดบอร์ดสายศิลป์อันดับ 6 ทั่วประเทศ จำคะแนนไม่ได้แล้ว แต่เป็นรองอยู่หลังเพื่อนร่วมชั้นห้อง King (38) สายศิลป์ที่เตรียมอุดมฯ อย่างคุณวิษณุ วรัญญู อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด และคุณชรภิญญ์ พงศ์ธรพิพัฒน์ อักษรศาสตรบัณฑิตรุ่น 43 นักเล่นเปียโน นักแต่งเพลง ช่างภาพ และนักการธนาคาร

– Conscious Individualization หรือการกลายเป็นปัจเจกบุคคลพึ่งตัวเองโดยลำพังอย่างรู้สำนึก นี่เป็นจังหวะสำคัญในชีวิตของคนสมัยใหม่ที่หลุดออกจากบ้าน/ชุมชนสังกัดไป และตระหนักว่านับแต่นี้เสมือน (อินดิวิ) ด้วนขาดจากรากแล้ว ต้องพึ่งตัวเองอยู่ให้ได้โดยลำพังแล้ว ไม่ว่าปีกจะกล้าหรือขาจะแข็งพอหรือไม่ก็ต้องหัดยืนขึ้นเอง ไม่มีใครอื่นให้พึ่งแล้ว

คุณวีระบรรยายฉากสำนึกนี้ไว้ที่หน้า 12 เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.4) ที่โรงเรียนจันทวิทยาคมแถวบ้าน แล้วถูกคุณแม่ส่งจากบ้านที่ตะพานหิน จ.พิจิตร ไปอยู่โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ เพื่อเรียนต่อชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ป.5-ป.7) ว่า

“คิดดูสิครับ ส่งเด็กอายุแค่ 9 ขวบไปเรียนโรงเรียนประจำ ไม่ได้เจอหน้าพ่อหน้าแม่ แถมไม่คุ้นเคยกับเพื่อนใหม่สักคน ยกเว้นคนบ้านเดียวกันที่ไปเรียนอยู่ไม่กี่คน ต้องเจอกับความเหงา และต้องพึ่งพาอาศัยตัวเองให้อยู่รอดได้เป็นสำคัญ

“ไม่มีใครช่วยได้นอกจากต้องช่วยเหลือตัวเอง

“นี่อาจจะเป็นเหตุให้ผมมีนิสัยไม่ชอบสุงสิงกับใครเมื่อโตขึ้น ทำให้ไม่มีเพื่อนสนิทร่วมแก๊งร่วมก๊วนเหมือนกันคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน

“…แค่วันแรกที่ผมขึ้นตึกนอนตอนค่ำๆ หลังจากพ่อพามาส่งแล้วบอกว่าจะมาเยี่ยมวันหลัง แต่กำชับไว้เลยว่าไม่ให้กลับบ้าน จนกว่าจะปิดเทอมเท่านั้น

“ผมก็นอนร้องไห้เพราะคิดถึงบ้าน แล้วไม่ใช่ผมคนเดียวครับ มีเพื่อนที่ร่วมชะตากรรมแบบนี้หลายคนบนหอนอนคืนแรกที่โรงเรียนเด็กประจำ

“ผมจำไม่ได้ว่ามีคนร้องไห้คืนนั้นกี่คน แต่คิดว่าหลายคนแน่นอนครับ”


แต่ในทางกลับกัน ประสบการณ์ดังกล่าวก็ทำให้คุณวีระ “เริ่มมีหน่ออ่อนๆ ของการเป็นตัวของตัวเอง คิดอ่านทำอะไรด้วยตัวเอง เน้นลดการพึ่งพาคนอื่น เน้นให้ทุกอย่างจบในตัวเองด้วยตัวเอง” (น.41)

ซึ่งทำให้ผมหวนนึกถึงประสบการณ์คล้ายกันที่เกิดกับตัวเองสมัยไปฝึก รด.ภาคสนามปีสามที่เขาชนไก่ กาญจนบุรี ความลำบากเหนื่อยหนักกันดารไม่คุ้นชินที่ต้องเผชิญแม้เป็นช่วงสั้่นๆ ก็เล่นเอาผมน้ำตาตกคาถาดข้าวตอนเย็นวันแรกของการฝึก พร้อมกับความสำนึกเข้าใจว่าต่อแต่นี้ไม่มีพ่อแม่หรือใครอื่นให้พึ่ง ต้องพึ่งตัวเองช่วยตัวเองแล้ว
เอาวะ สู้มัน!

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569
เมฆบนดิน
อ่านคนไร้ราก (2)
วิกฤตความชอบธรรม : กกต.กับอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนไป
เอเชี่ยนเกมส์ 2026 ทัพไทยลุ้นจริง 10 ทอง
ภูเขาสถิตของผีบรรพชน : ผีด้ำบรรพชนไทอาหม สถิตอยู่ที่ดอยผี คือเนินดินของผีด้ำ (ตอนจบ)
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาสรรพยา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
เลี้ยงลูก (1)
คิดต่อจาก 6 ตุลา (6) : เป็นไปได้หรือที่จะคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา?
รำลึกถึง 50 ปี 6 ตุลา
บริษัทอสังหาฯ เปลี่ยนไป
ส่อง HRC ชุดแต่งเสริมสมรรถนะ ฮอนด้าจัดเต็ม – จากสนามแข่งสู่ถนน