bg-single

ระบบปฏิบัติการล้าหลัง กับความหวังในอนาคต ของตำรวจไทย | เหยี่ยวถลาลม

21.11.2025

พฤศจิกายน’68 นับเป็นเดือนแห่งความโกลาหลของตำรวจ

หลายคนดูลนลานเหมือนเจ๊กตื่นไฟจากการแฉของ“โจ๊ก”หรือพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รองผบ.ตร.ผู้ซึ่งเคย “ข้าม” และเคย “ถูกข้าม” เคย “ปาดหน้า”และเคย“ถูกปาดหน้า”จนกระทั่งเหวอ

“โจ๊ก”เคยเรียนลัดโตเร็วจนไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีวัน“หลุดโค้ง”จากวงโคจรตำรวจ

การเข้าให้ข้อมูลกับกมธ.ความมั่นคงฯของ“โจ๊ก”นั้นถ้าจะว่าตามเนื้อความแล้ว สามารถแบ่งได้เป็น 2 หัวข้อ

ข้อที่หนึ่ง

คือ พฤติกรรมของตำรวจ “รายบุคคล” (ตำรวจกว่า 200 นาย)

แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว “ตัวการ”แท้จริงของปัญหาพฤติกรรมตำรวจคือ ตำรวจชั้นสัญญาบัตร ไล่ไปตั้งแต่นายร้อยตำรวจตรียันนายพลตำรวจเอก

ไม่ว่ายุคใดสมัยใด“นายนอกรีต”ไม่เคยหมดไป แม้จะมีถูกไล่ออกไปบ้างจะกี่ร้อยนายก็ตาม แต่ส่วนที่ “รอด”ก็ยังคงมีจำนวนมากกว่า ซึ่งในทุกครั้งพอมีเรื่องอื้อฉาวขึ้นก็มักจะมีผู้บังคับบัญชาตำรวจบางคนชอบโผล่หน้ามาชี้แจงกับสังคมว่า ข้าราชการตำรวจมีตั้ง 2 แสนนาย ชั่วดีย่อมต้องมีบ้าง

เหมือนการถ่มน้ำลายรดฟ้า น้ำลายก็เปรอะหน้าตัวเอง

พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จึงได้ย้อนถามด้วยการทิ่มตรงๆว่า ทำไมต้องบอกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคนอยู่ 2แสนคน ทำไมต้องเอาคน 2 แสนคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาปกป้อง 200 คน(ตำรวจที่ถูกแฉว่าพัวพันกับเว็บพนัน)

“แค่คุณจัดการกับ 200 คนซะก็จบปัญหา”

แต่เอาเข้าจริง -ไม่จบหรอก !

แค่การเอาออกจากราชการและดำเนินคดีกับตำรวจที่รับผลประโยชน์จากธุรกิจทั้งผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย ไม่สามารถทำให้ปัญหาหมักหมมในองค์กรตำรวจจบลงได้

หากพิจารณาให้ถ้วนถี่จะพบว่า พฤติการณ์ “นายนอกรีต”ในวงการตำรวจนั้นเฟื่องฟูมากในช่วง “ยี่สิบปี”ที่ผ่านมา

และ “เลวร้ายหนักสุด”ในช่วง 10ปีมานี้

นั่นคือยุคที่“คสช.”เรืองโรจน์ และ “3ป.”อหังการ !

สภาพแวดล้อมของการเมืองเลวเกื้อกูลให้นายตำรวจสัญญาบัตรยศใหญ่บางคนมีพฤติกรรมฮึกเหิมกล้าที่จะหักหาญข้ามหัวใครต่อใครอย่างไม่ไว้หน้า

สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ยุคนั้นวงการตำรวจเต็มไปด้วยปัญหาการโยกย้ายแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ซื้อขายเก้าอี้และเรียกรับผลประโยชน์หลากหลายรูปแบบ

ข้อที่สอง

คือความล้าหลังของโครงสร้างและระบบบริหารจัดการองค์กรตำรวจ

เมื่อไม่มีการวิจัยพัฒนา ไม่คิดปรับปรุงแก้ไข โครงสร้างตำรวจ และการจัดวางตำแหน่งหน้าที่ภารกิจระบบปฏิบัติการทั้งหลาย แนวความคิดและวิธีการทำงานก็ไม่ตอบสนองต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ยกตัวอย่าง เช่น ภารกิจในด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนั้น เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากยุคสมัยโจรตัดช่องย่องเบา ล้วงกระเป๋า ฉกชิงวิ่งราว เปลี่ยนไป -เป็นการฉกทรัพย์ที่สลับซับซ้อน มีเครือข่ายกว้างขวาง ยากในการทำลายล้าง สร้างความสูญเสียทางเศรษฐฏิจแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างมหาศาล

แม้กระทั่งบ่อนการพนันก็เปลี่ยน

จากกำถั่ว จับยี่กีในตลาด บ่อนผ้าถุง บ่อนวิ่ง หรือบ่อนที่อาศัยอาคารบ้านเรือนประชาชนห้อมล้อมเป็นผนังทองแดงกำแพงธนบัตรนั้นปัจจุบันกลายสภาพเป็นบ่อนล่องลอยอยู่ในอากาศ บ่อนออนไลน์ที่ทำรายได้ล่ำสันเป็นกอบเป็นกำยิ่งกว่ายุคเก่าหลายร้อยเท่า

ถ้าองค์กรตำรวจไม่แข็งจริง บุคลากรไม่แน่จริง จะตั้งมั่นอยู่ในภารกิจพิทักษ์สันติราษฎร์ได้หรือ

“ส่วย” หรือการประพฤติทุจริตต่อหน้าที่ของ “ตำรวจนอกรีต” นั้นกล่าวได้ว่า “สาเหตุหลัก”มาจาก “นาย”หรือตัวผู้บังคับบัญชาที่ไม่กลัวการเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่กลัวถูกออกจากราชการ ไม่กลัวตาย

“นาย”มือเติบระดับพระกาฬผุดเป็นดอกเห็ดในช่วง 10 ปีย้อนหลังมานี้เอง

จากเรื่องที่“โจ๊ก”แฉ จึงสรุปได้ว่ามี 2 สาระสำคัญคือ 1.ตัวบุคคล (ต้นเหตุคือ นายนอกรีต) กับ 2.โครงสร้างและการบริหารจัดการองค์กร

ถ้าถามว่า จะจบลงอย่างไร

น่าจะมีแค่ 2 ทางคือ 1.ลงมือปฏิรูปองค์กรอย่างแท้จริง กับ 2.เลือนหายไปในสายลมเหมือนที่ผ่านๆมา ปล่อยให้เป็นเรื่องกรรมใครกรรมมันเล่นงานพอน่วมๆ

หากถามอีกว่า ตำรวจทั่วไปรู้สึกกันอย่างไร

อายแน่นอน !

ตำรวจก็มนุษย์เหมือนเราทุกคน มีพ่อมีแม่มีพี่น้องมีลูกเมียมีครอบครัวเครือญาติ

คลิปที่ปรากฏคลิปเมื่อวันก่อนนั้นก็สืบเนื่องจากส่วนลึกที่ “อาย”

ที่ สถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุง มีตำรวจเข้าแถวกันแล้วเปล่งเสียงพร้อมเพรียงว่า

“พวกเราเป็นตำรวจของประชาชน

พวกเราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม”

ทันใดนั้นมีคนด่า นานาความเห็นว่า อย่ามัวแต่พ่น ลงมือปรับปรุงดีกว่า ตำรวจเสื่อม รับผลประโยชน์จากธุรกิจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจนไม่มีใครเชื่อถือ ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความสุจริตยุติธรรม

แต่ก็ต้องชื่นชมว่า ในสถานการณ์นี้ ตำรวจนครบาล สน.ฉลองกรุง ยังกล้าหาญลุกขึ้นมาตั้งแถวพร้อมเพรียงกัน แล้วเปล่งประกาศผ่านคลิปว่า

“พวกเราเป็นตำรวจของประชาชน – พวกเราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม”

อาจหาญและท้าทายก้นบึ้งหัวใจตัวเอง

ในแง่ปัจเจกบุคคล

ถ้าตำรวจเพียง 1 นาย มุ่งมั่นตั้งใจฝ่าข้ามออกไปจาก“เงามืด”

สามารถสำเร็จได้ในทันทีที่ลงมือทำ !

ปัญหาตำรวจทุจริตเก็บส่วย ล้างไม่ได้ในเดือนเดียวปีเดียว และการปฏิรูปองค์กรก็ทำไม่เสร็จในชั่วรัฐบาลเดียว

แต่ “เวลา”ก็ไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาแท้จริงคือ “ไม่ทำ”

ในแง่ “ตัวบุคคล” ถ้าไม่มีตำรวจที่กล้าปฏิเสธรายรับนอกระบบหรือที่เรียกว่า “ส่วย”

ในเชิง “ระบบ” ถ้าไม่มีการรื้อผ่าโครงสร้างองค์กร ไม่กระจายอำนาจออกไป

ระบบปฏิบัติการเดิมๆก็ยังคงเปิดทางให้“หัวส่าย หางกระดิก” ต่อไป !?!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน