ระบบปฏิบัติการล้าหลัง กับความหวังในอนาคต ของตำรวจไทย | เหยี่ยวถลาลม
พฤศจิกายน’68 นับเป็นเดือนแห่งความโกลาหลของตำรวจ
หลายคนดูลนลานเหมือนเจ๊กตื่นไฟจากการแฉของ“โจ๊ก”หรือพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รองผบ.ตร.ผู้ซึ่งเคย “ข้าม” และเคย “ถูกข้าม” เคย “ปาดหน้า”และเคย“ถูกปาดหน้า”จนกระทั่งเหวอ
“โจ๊ก”เคยเรียนลัดโตเร็วจนไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีวัน“หลุดโค้ง”จากวงโคจรตำรวจ
การเข้าให้ข้อมูลกับกมธ.ความมั่นคงฯของ“โจ๊ก”นั้นถ้าจะว่าตามเนื้อความแล้ว สามารถแบ่งได้เป็น 2 หัวข้อ
ข้อที่หนึ่ง
คือ พฤติกรรมของตำรวจ “รายบุคคล” (ตำรวจกว่า 200 นาย)
แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว “ตัวการ”แท้จริงของปัญหาพฤติกรรมตำรวจคือ ตำรวจชั้นสัญญาบัตร ไล่ไปตั้งแต่นายร้อยตำรวจตรียันนายพลตำรวจเอก
ไม่ว่ายุคใดสมัยใด“นายนอกรีต”ไม่เคยหมดไป แม้จะมีถูกไล่ออกไปบ้างจะกี่ร้อยนายก็ตาม แต่ส่วนที่ “รอด”ก็ยังคงมีจำนวนมากกว่า ซึ่งในทุกครั้งพอมีเรื่องอื้อฉาวขึ้นก็มักจะมีผู้บังคับบัญชาตำรวจบางคนชอบโผล่หน้ามาชี้แจงกับสังคมว่า ข้าราชการตำรวจมีตั้ง 2 แสนนาย ชั่วดีย่อมต้องมีบ้าง
เหมือนการถ่มน้ำลายรดฟ้า น้ำลายก็เปรอะหน้าตัวเอง
พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จึงได้ย้อนถามด้วยการทิ่มตรงๆว่า ทำไมต้องบอกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคนอยู่ 2แสนคน ทำไมต้องเอาคน 2 แสนคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาปกป้อง 200 คน(ตำรวจที่ถูกแฉว่าพัวพันกับเว็บพนัน)
“แค่คุณจัดการกับ 200 คนซะก็จบปัญหา”
แต่เอาเข้าจริง -ไม่จบหรอก !
แค่การเอาออกจากราชการและดำเนินคดีกับตำรวจที่รับผลประโยชน์จากธุรกิจทั้งผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย ไม่สามารถทำให้ปัญหาหมักหมมในองค์กรตำรวจจบลงได้
หากพิจารณาให้ถ้วนถี่จะพบว่า พฤติการณ์ “นายนอกรีต”ในวงการตำรวจนั้นเฟื่องฟูมากในช่วง “ยี่สิบปี”ที่ผ่านมา
และ “เลวร้ายหนักสุด”ในช่วง 10ปีมานี้
นั่นคือยุคที่“คสช.”เรืองโรจน์ และ “3ป.”อหังการ !
สภาพแวดล้อมของการเมืองเลวเกื้อกูลให้นายตำรวจสัญญาบัตรยศใหญ่บางคนมีพฤติกรรมฮึกเหิมกล้าที่จะหักหาญข้ามหัวใครต่อใครอย่างไม่ไว้หน้า
สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ยุคนั้นวงการตำรวจเต็มไปด้วยปัญหาการโยกย้ายแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ซื้อขายเก้าอี้และเรียกรับผลประโยชน์หลากหลายรูปแบบ

ข้อที่สอง
คือความล้าหลังของโครงสร้างและระบบบริหารจัดการองค์กรตำรวจ
เมื่อไม่มีการวิจัยพัฒนา ไม่คิดปรับปรุงแก้ไข โครงสร้างตำรวจ และการจัดวางตำแหน่งหน้าที่ภารกิจระบบปฏิบัติการทั้งหลาย แนวความคิดและวิธีการทำงานก็ไม่ตอบสนองต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ยกตัวอย่าง เช่น ภารกิจในด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนั้น เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากยุคสมัยโจรตัดช่องย่องเบา ล้วงกระเป๋า ฉกชิงวิ่งราว เปลี่ยนไป -เป็นการฉกทรัพย์ที่สลับซับซ้อน มีเครือข่ายกว้างขวาง ยากในการทำลายล้าง สร้างความสูญเสียทางเศรษฐฏิจแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างมหาศาล
แม้กระทั่งบ่อนการพนันก็เปลี่ยน
จากกำถั่ว จับยี่กีในตลาด บ่อนผ้าถุง บ่อนวิ่ง หรือบ่อนที่อาศัยอาคารบ้านเรือนประชาชนห้อมล้อมเป็นผนังทองแดงกำแพงธนบัตรนั้นปัจจุบันกลายสภาพเป็นบ่อนล่องลอยอยู่ในอากาศ บ่อนออนไลน์ที่ทำรายได้ล่ำสันเป็นกอบเป็นกำยิ่งกว่ายุคเก่าหลายร้อยเท่า
ถ้าองค์กรตำรวจไม่แข็งจริง บุคลากรไม่แน่จริง จะตั้งมั่นอยู่ในภารกิจพิทักษ์สันติราษฎร์ได้หรือ
“ส่วย” หรือการประพฤติทุจริตต่อหน้าที่ของ “ตำรวจนอกรีต” นั้นกล่าวได้ว่า “สาเหตุหลัก”มาจาก “นาย”หรือตัวผู้บังคับบัญชาที่ไม่กลัวการเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่กลัวถูกออกจากราชการ ไม่กลัวตาย

“นาย”มือเติบระดับพระกาฬผุดเป็นดอกเห็ดในช่วง 10 ปีย้อนหลังมานี้เอง
จากเรื่องที่“โจ๊ก”แฉ จึงสรุปได้ว่ามี 2 สาระสำคัญคือ 1.ตัวบุคคล (ต้นเหตุคือ นายนอกรีต) กับ 2.โครงสร้างและการบริหารจัดการองค์กร
ถ้าถามว่า จะจบลงอย่างไร
น่าจะมีแค่ 2 ทางคือ 1.ลงมือปฏิรูปองค์กรอย่างแท้จริง กับ 2.เลือนหายไปในสายลมเหมือนที่ผ่านๆมา ปล่อยให้เป็นเรื่องกรรมใครกรรมมันเล่นงานพอน่วมๆ
หากถามอีกว่า ตำรวจทั่วไปรู้สึกกันอย่างไร
อายแน่นอน !
ตำรวจก็มนุษย์เหมือนเราทุกคน มีพ่อมีแม่มีพี่น้องมีลูกเมียมีครอบครัวเครือญาติ
คลิปที่ปรากฏคลิปเมื่อวันก่อนนั้นก็สืบเนื่องจากส่วนลึกที่ “อาย”
ที่ สถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุง มีตำรวจเข้าแถวกันแล้วเปล่งเสียงพร้อมเพรียงว่า
“พวกเราเป็นตำรวจของประชาชน
พวกเราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม”
ทันใดนั้นมีคนด่า นานาความเห็นว่า อย่ามัวแต่พ่น ลงมือปรับปรุงดีกว่า ตำรวจเสื่อม รับผลประโยชน์จากธุรกิจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจนไม่มีใครเชื่อถือ ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความสุจริตยุติธรรม
แต่ก็ต้องชื่นชมว่า ในสถานการณ์นี้ ตำรวจนครบาล สน.ฉลองกรุง ยังกล้าหาญลุกขึ้นมาตั้งแถวพร้อมเพรียงกัน แล้วเปล่งประกาศผ่านคลิปว่า
“พวกเราเป็นตำรวจของประชาชน – พวกเราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม”
อาจหาญและท้าทายก้นบึ้งหัวใจตัวเอง
ในแง่ปัจเจกบุคคล
ถ้าตำรวจเพียง 1 นาย มุ่งมั่นตั้งใจฝ่าข้ามออกไปจาก“เงามืด”
สามารถสำเร็จได้ในทันทีที่ลงมือทำ !
ปัญหาตำรวจทุจริตเก็บส่วย ล้างไม่ได้ในเดือนเดียวปีเดียว และการปฏิรูปองค์กรก็ทำไม่เสร็จในชั่วรัฐบาลเดียว
แต่ “เวลา”ก็ไม่ใช่ปัญหา
ปัญหาแท้จริงคือ “ไม่ทำ”
ในแง่ “ตัวบุคคล” ถ้าไม่มีตำรวจที่กล้าปฏิเสธรายรับนอกระบบหรือที่เรียกว่า “ส่วย”
ในเชิง “ระบบ” ถ้าไม่มีการรื้อผ่าโครงสร้างองค์กร ไม่กระจายอำนาจออกไป
ระบบปฏิบัติการเดิมๆก็ยังคงเปิดทางให้“หัวส่าย หางกระดิก” ต่อไป !?!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
