AOT ครบรอบ 47 ปี เร่งยกระดับสนามบินไทยสู่ World-Class Aviation Hub

30.06.26 | 14:20 น.

ครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ประกาศเดินหน้ายกระดับศักยภาพท่าอากาศยานของประเทศสู่การเป็น World-Class Aviation Hub ผ่านการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล มาตรฐานความปลอดภัย และการบริการ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวในระยะยาว พร้อมตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารกว่า 160 ล้านคนต่อปีภายใน
ปี 2577

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 AOT ครบรอบ 47 ปี ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการ
เป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน” โดยวางยุทธศาสตร์การดำเนินงานถึงปี 2580 เพื่อพัฒนาท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบิน ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ

แม้เศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอน แต่ภาพรวมการเดินทางทางอากาศ
ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568-พฤษภาคม 2569)
ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT มีเที่ยวบินรวม 552,119 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.38% และมีผู้โดยสารรวม
90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศ

เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว AOT เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินหลักทั่วประเทศ
โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion)
เปิดให้บริการในปี 2574 ควบคู่กับโครงการพัฒนาด้านทิศใต้ ซึ่งระยะแรกคาดว่าจะเปิดใช้งานในปี 2576 ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมืองจะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 พร้อมปรับปรุงอาคารเดิมและระบบคมนาคม
ให้เชื่อมต่อระบบราง ส่วนท่าอากาศยานเชียงใหม่และภูเก็ตจะขยายอาคารผู้โดยสารและลานจอดอากาศยาน รองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทเพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต

Advertisement

ควบคู่กับการลงทุนด้านกายภาพ AOT ยังเร่งยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
โดยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (ABC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศกว่า 200 ชุด ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต พร้อมช่องบริการพิเศษสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อช่วยลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง

ด้านความปลอดภัย AOT ให้ความสำคัญทั้งในมิติของ Aviation Security และ Aviation Safety
โดยเตรียมนำเทคโนโลยีบริหารจัดการความเสี่ยงจากสัตว์และนกรอบสนามบินมาใช้งาน รวมถึงติดตั้งเครื่องเอกซเรย์สัมภาระแบบ 3 มิติ (CT Scanner) และระบบตรวจจับวัตถุต้องห้ามด้วย AI เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

ขณะเดียวกัน AOT ยังเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น อินเดีย จีน และยุโรป ผ่านมาตรการจูงใจสายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่มายังประเทศไทย พร้อมเข้าร่วมเวทีเจรจาพัฒนาเส้นทางบินระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีแผนนำพื้นที่ว่างรอบสนามบินมาพัฒนาเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ อาทิ โรงแรมสนามบิน ศูนย์โลจิสติกส์ อุทยานการบิน และศูนย์บริการต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ กระจายการจ้างงาน และยกระดับระบบนิเวศด้านการบินของประเทศ

ในด้านความยั่งยืน AOT มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) การผลักดันให้ยานพาหนะในสนามบินเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาอาคารใหม่
ให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานหรืออาคารสีเขียว

นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT จะเดินหน้าพัฒนาท่าอากาศยานไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสนามบิน
ชั้นนำของโลก ด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการบริการ ควบคู่กับ
การดำเนินงานบนหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสนับสนุนประเทศไทย
สู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกในอนาคต