หน้าแรก บทความ ดุลยภาพระหว่า...

ดุลยภาพระหว่าง ‘เสรีภาพ’ ในการแสดงความคิดเห็น กับ ‘สิทธิ’ ในการคุ้มครองชื่อเสียง

17.07.26 | 19:37 น.

ดุลยภาพระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับสิทธิในการคุ้มครองชื่อเสียง

ทุกวันนี้ ข่าวหนึ่งข่าว ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด หรือคลิปวิดีโอความยาวไม่กี่วินาทีบนสื่อสังคมออนไลน์ อาจถูกส่งต่อไปยังผู้คนนับแสนหรือหลายล้านคนภายในเวลาอันสั้น ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน สังคมก็มักเริ่มตัดสินว่าใครถูกหรือผิดไปเสียแล้ว ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ “คำพิพากษาของสังคม” เกิดขึ้นเร็วกว่าคำพิพากษาของศาลอยู่เสมอ

เมื่อบริบทของการสื่อสารเปลี่ยนและหลากหลายขึ้น กฎหมายก็จำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย เพราะสังคมมิได้เผชิญเพียงความเสี่ยงจากการเผยแพร่ข้อมูลอันอาจกระทบต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของบุคคลเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่กระบวนการยุติธรรมอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเช่นกัน ความท้าทายของกฎหมายในปัจจุบันจึงมิใช่การเลือกว่าจะคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือคุ้มครองสิทธิในชื่อเสียง หากแต่เป็นการสร้าง ดุลยภาพ ระหว่างสิทธิทั้งสองให้ดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม

ท่ามกลางบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ การที่ประธานศาลฎีกาได้ออก “คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569” ซึ่งได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ “การฟ้องปิดปาก” (Strategic Lawsuit Against Public Participation : SLAPP) หลายฝ่ายมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ขณะที่อีกหลายฝ่ายกังวลว่า หากตีความแนวคิดดังกล่าวอย่างกว้างขวางเกินไป อาจกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองชื่อเสียงของตน

คำแนะนำฉบับนี้เป็น “เครื่องมือปรับสมดุล” ของกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การใช้สิทธิของทุกฝ่ายดำเนินไปภายใต้หลักนิติธรรม ความสุจริต และความเป็นธรรม หัวใจสำคัญของคำแนะนำมิได้อยู่ที่การขยายสิทธิของผู้ถูกฟ้องหรือการจำกัดสิทธิของผู้ฟ้อง หากแต่อยู่ที่การย้ำหลักการพื้นฐานว่า ศาลมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม และไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง กดดัน หรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งให้อำนาจศาลตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องร้องที่อาจขาดความสุจริตหรือมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิในทางมิชอบ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยตามแนวทางดังกล่าว มิได้หมายความว่าศาลจะลดทอนสิทธิของผู้เสียหายหรือโจทก์ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการหมิ่นประมาท ใส่ความ หรือกระทำการอันละเมิดต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือสิทธิของบุคคลโดยแท้ ผู้เสียหายก็ยังคงมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดิม คำแนะนำฉบับนี้ เป็นการวางหลักเพื่อให้ศาลสามารถแยกแยะระหว่าง การใช้สิทธิโดยสุจริต กับ การใช้สิทธิในทางที่มิชอบ

ในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองทั้งตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แต่เสรีภาพดังกล่าว มิใช่สิทธิที่ไม่มีขอบเขต (Non-Absolute Right) การใช้เสรีภาพดังกล่าวต้องไม่ละเมิดสิทธิหของบุคคลอื่นเช่นกัน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ให้การรับรองว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองในเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และชื่อเสียงของตน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับสิทธิในการคุ้มครองชื่อเสียง มิใช่สิทธิที่ขัดแย้งกัน หากแต่เป็นสิทธิที่ต้องดำรงอยู่ร่วมกันภายใต้ ดุลยภาพของสังคม เพราะสังคมไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยเสรีภาพเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับที่ไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยการคุ้มครองชื่อเสียงเพียงด้านเดียว

คำแนะนำของประธานศาลฎีกามิได้ระบุว่าคดีประเภทใด ข้อหาหรือฐานความผิดใด เป็น “การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP หากแต่เสนอ พฤติการณ์ที่อาจเป็นเหตุอันควรสงสัย เพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี

การกล่าวอ้างว่าเป็น “เหยื่อ” ของการฟ้องปิดปาก ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีการถูกฟ้อง เช่นเดียวกับที่ผู้ฟ้องก็ไม่อาจอ้างตนเป็นเหยื่อของการใส่ร้ายได้โดยปราศจากการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทั้งสองประเด็นล้วนเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการวินิจฉัยตามพยานหลักฐานและหลักกฎหมาย มิใช่จากกระแสสังคมหรือความคิดเห็นของผู้คนบนโลกออนไลน์

“หน้าที่ของศาลมิใช่การเลือกว่าจะคุ้มครองฝ่ายใด หากแต่เป็นการรักษาดุลยภาพของสิทธิ เพื่อให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการคุ้มครองชื่อเสียงดำรงอยู่ร่วมกันภายใต้หลักนิติธรรม” คำแนะนำของประธานศาลฎีกาดังกล่าว มิใช่การเลือกว่าจะคุ้มครองผู้ฟ้องหรือผู้ถูกฟ้อง หากแต่เป็นการย้ำว่า การใช้สิทธิทุกประเภทเป็นการรักษาดุลยภาพของสิทธิ ต้องตั้งอยู่บนหลัก “ความสุจริต” ไม่ว่าจะเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือการใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาล เพราะสิทธิทั้งสองต่างได้รับการรับรองจากกฎหมายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นรากฐานของสังคมที่เปิดกว้าง แต่เสรีภาพที่ปราศจาก ความรับผิดชอบ อาจกลายเป็นการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้อื่น ในทำนองเดียวกัน สิทธิในการฟ้องร้องเป็นหลักประกันในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แต่การใช้สิทธิโดยปราศจาก ความสุจริต ก็อาจทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันหรือกลั่นแกล้งได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น หน้าที่ของศาลจึงมิใช่การเลือกว่าจะคุ้มครองฝ่ายใด หากแต่เป็นการรักษา ดุลยภาพของสิทธิ เพื่อให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการคุ้มครองชื่อเสียงสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ ภายใต้หลักนิติธรรมและความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม

ในท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมต้องการคือ กระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์ และให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เพราะนั่นคือรากฐานของดุลยภาพในสังคม และเป็นเครื่องยืนยันว่า กฎหมายคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ใช้สิทธิ โดยสุจริต เท่านั้น ผู้ที่ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นหรือการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

โดย ทัศไนย ไชยแขวง