หน้าแรก บทความ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ความยินยอม’และการ‘ละเมิด’

25.08.26 | 12:41 น.

เคยสงสัยกันไหมว่าในกรณีที่เป็นข่าวให้ได้ยินกันบางครั้งในการแข่งขันชกมวยที่ดุเดือด อาจจะมีนักมวยบางคน ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายที่แพ้นั้นอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสระดับพิการติดตัวหรือเสียชีวิต เช่นนี้แล้วอีกฝ่ายหนึ่งจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร?


ในแง่มุมของกฎหมายอาญานั้นถือว่าไม่เป็นความผิดไม่มีเจตนาทำร้าย แม้จะมีความมุ่งหมายจะต่อยหรือเตะให้อีกฝ่ายเจ็บตัว หากพิสูจน์ได้ว่าการต่อสู้นั้นยังอยู่ภายใต้กติกาการแข่งขันประเภทนั้นๆ ก็ถือว่าเป็นการประสงค์ต่อผลทางการกีฬาไม่ใช่มุ่งทำร้ายร่างกาย แต่ถ้าเป็นมวยสากลแต่ดันไปเตะก้านคอหรือกัดหูเข้า นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนในทางแพ่งนั้น จะเข้าหลักเกณฑ์ทางกฎหมายเก่าแก่เรื่องหนึ่งที่เรียกว่า หลัก “ความยินยอมไม่เกิดความเสียหาย” (Volenti non fit injuria) หรือ “ความยินยอมไม่เป็นละเมิด” ซึ่งจะเป็นหัวข้อหลักของเราในวันนี้

นิยามตามกฎหมายของการละเมิดนั้นหมายถึงการที่บุคคลหนึ่งจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง และยังมีส่วนที่อยู่นอกเหนือจากนิยามหรือไม่ได้อยู่ในตัวบทด้วย คือ การละเมิดนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ถูกละเมิดไม่ได้คาดหมาย หรือไม่ควรจะได้พบประสบชะตากรรมเช่นนั้น เขาจึงควรได้รับการเยียวยาทดแทน

Advertisement

ดังนั้น หากฝ่ายที่ถูกกระทำนั้นยินยอมพร้อมใจให้บุคคลอื่นกระทำการที่ทำให้ตัวเองต้องได้รับความเสียหาย หรือเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายนั้นแล้ว ก็ย่อมถือว่าเป็นไปโดย “ใจสมัคร” หรือ Free Will ของปัจเจกบุคคลที่กฎหมายให้ความเคารพในฐานะของเสรีภาพอย่างหนึ่ง เพราะในมุมมองของกฎหมาย หากบุคคลใดบรรลุนิติภาวะ มีวุฒิภาวะและสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ได้ตัดสินใจอย่างอิสระที่จะกระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือยินยอมซึ่งรวมถึงไม่ยินยอมให้ผู้อื่นกระทำการอย่างไรกับตนเอง ทรัพย์สิน หรือสิทธิต่างๆ ของตนเองแล้ว บุคคลนั้นย่อมต้องยอมรับต่อผลที่เกิดขึ้น

หากการให้ความยินยอมต่อเรื่องที่มีความเสี่ยง เท่ากับคุณได้เล็งเห็นและชั่งน้ำหนักผลดีร้ายของการนั้นแล้วอนุญาตให้ความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้น ย่อมควรถือว่าได้สละสิทธิที่จะกล่าวอ้างว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการละเมิดหรือได้รับความเสียหายภายในขอบเขตของกติกาที่รู้ล่วงหน้าแล้ว

หลักการของกฎหมายนี้ปรากฏอยู่เบื้องหลังกิจกรรมธรรมดาหลายอย่าง นอกเหนือจากกีฬาที่มีการปะทะ ยังรวมถึงการเล่นกิจกรรมผาดโผน การเซ็นยินยอมรับความเสี่ยงก่อนเข้ารับการผ่าตัด หรือแม้แต่การตกลงทำสัญญาธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อบุคคลตัดสินใจยอมรับความเสี่ยงโดยสมัครใจ ภายใต้ภาวะที่ปราศจากการบังคับขู่เข็ญ เขาจึงไม่อาจย้อนกลับมาเรียกร้องในภายหลังได้ว่าตนเองถูกกระทำ

นี่คือพื้นฐานของหลัก “ความยินยอมไม่ก่อความเสียหาย” หรือหลัก “ความยินยอมไม่เป็นละเมิด”

แต่สังคมโลกของเรา จิตใจหรือความเข้าใจของมนุษย์ก็ไม่ได้ทำงานกันง่ายดายตรงไปตรงมาขนาดนั้น เพราะปัญหาสำคัญที่ท้าทายทั้งวงการกฎหมายและจริยธรรมของสังคมมาทุกยุคทุกสมัยก็คือปัญหาเกี่ยวกับเงื่อนไขและขอบเขตแห่งความยินยอม

ในความเป็นจริง “ความยินยอม” บางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตจำนงหรือใจสมัครอย่างแท้จริง แต่อาจมาจากการถูกโน้มนำแกมบังคับ โดยเหตุแห่งสถานะหรืออำนาจที่เหนือกว่า หรือ Power Dynamics ซึ่งในทางกฎหมายและสามัญสำนึก

ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าหัวหน้างานหรือผู้บังคับบัญชาสายตรงของคุณมาขอยืมรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ยี่ห้ออเมริกันของคุณไปขับเพื่อทดลองว่าต่างกับรถไฟฟ้ายี่ห้อจีนของพี่แกอย่างไร ด้วยความ “เกรง” ที่ถูกบีบอัดด้วยความหวาดหวั่นต่อความก้าวหน้าหรือผลประเมินหน้าที่การงาน คุณจึงจำใจให้ความยินยอม หากต่อมาหัวหน้าเอารถยนต์ที่ว่าไปประสบอุบัติเหตุพังยับเยินโดยไม่ใช่ความผิดของเขา เช่นเหตุสุดวิสัยหรือผู้อื่นชนเข้าให้ ซึ่งตามประมวลแพ่ง มาตรา 643 แล้ว ผู้ยืมไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว

เช่นนี้บาปเคราะห์ก็ตกกับเจ้าของรถ ปัญหาคือ “ความยินยอม” ให้หัวหน้ายืมรถไปลองขับนี้ เป็นเหตุให้เขาควรรับบาปเคราะห์นี้ไว้เองหรือไม่ การอ้างหลักความยินยอมในบริบทนี้อาจโต้แย้งได้ง่าย เพราะมันเป็นความยินยอมที่ถูกบิดเบือนและเคลือบไว้ด้วยโครงสร้างเชิงอำนาจตามความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรม การกล่าวอ้างว่าความยินยอมนั้น “ไม่สมบูรณ์” หรือมิได้เป็นไปโดยสมัครใจย่อมเป็นเรื่องที่ฟังขึ้นและมีน้ำหนัก

แต่หากเราเปลี่ยนตัวละครในเรื่องนี้จากหัวหน้างานที่มีอำนาจให้คุณให้โทษโดยตรง กลายเป็นเพียง “พนักงานรุ่นพี่” ในแผนกหรือนอกแผนกที่ในทางความเป็นจริงของวัฒนธรรมองค์กร เราอาจจะพอเข้าใจได้อยู่บ้างว่า ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องก็มีอำนาจโน้มนำพอที่จะกดดันและสร้างความอึดอัดใจให้ต้องยินยอมได้ แต่หากมองประเมินด้วยมาตรฐานวิญญูชน หรือคนทั่วไปในสังคม ก็อาจจะตัดสินไปในทางว่า ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายในหน้าที่การงาน เจ้าของรถก็น่าจะมีความสามารถหรืออำนาจพอที่จะเอ่ยปาก “ปฏิเสธ” ได้มิใช่หรือ ดังนั้น การให้ยืมรถไปจนเกิดความเสียหายนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เจ้าตัวต้องรับผิดชอบ “สิ่งที่ต้องเกรงใจ” ในเรื่องนี้แตกต่างจากกรณีแรกเพราะมันอธิบายเป็นรูปธรรมได้ยาก

หากความจริงที่ต้องยอมรับคือมนุษย์แต่ละคนมีความเข้มแข็งทางจิตใจ ทักษะในการเผชิญหน้า หรือความกล้าที่จะปฏิเสธได้ไม่เท่ากัน การใช้เกณฑ์ของคนทั่วไปหรือวิญญูชนมาเป็นมาตรวัดความสามารถในการต้านทานแรงกดดันและฟันธง เท่ากับการที่เราไม่ให้ค่ากับความแตกต่างทางสภาพจิตใจและประสบการณ์ที่หล่อหลอมความเปราะบางของปัจเจกบุคคลเลยอย่างนั้นหรือ

นี่เองคือขอบเขตอันพร่าเลือนของความยินยอมที่ทำให้การตัดสินว่าใคร “ให้ความยินยอม” และสละสิทธิอ้างความเสียหายต่อตนเองนั้นไม่อาจทำได้ง่ายดายนัก

นอกจากประเด็นเรื่องขอบเขตอำนาจและสภาวะจิตใจแล้ว ปัญหาอีกประการที่เป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาความสมบูรณ์ของการให้ความยินยอมก็คือ “ความสมบูรณ์ของข้อเท็จจริง” ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การที่เราถือว่า “ความยินยอมไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย” นั้น ก็ด้วยถือว่าบุคคลให้ความยินยอมโดยย่อมตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าผู้นั้นได้ “ชั่งน้ำหนัก” ถึงผลดีและผลร้ายของความเสี่ยงนั้นอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงได้ตัดสินใจก้าวเข้าไปยอมรับความเสี่ยงนั้นด้วยตนเอง ดังนั้น จึงต้องรับผลจากการตัดสินใจแล้วของตัวเองนั้นไม่ว่าดีหรือร้าย

แต่การที่คนเราจะสามารถชั่งน้ำหนักผลดีร้ายของความเสี่ยงใดๆ ได้อย่างรอบด้าน ผู้นั้นย่อมจะต้องได้รับรู้ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อย่างครบถ้วนเสียก่อนจึงจะสามารถรวบรวมประมวลผลและตัดสินใจจนเกิดเป็นความยินยอมต่อผลที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง สำหรับกรณีที่ได้รับข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือถูกหลอกลวงให้หลงเชื่อตั้งแต่ต้น ย่อมมีความชัดแจ้งอยู่ในตัวว่าไม่อาจอ้างว่าเขาผู้นั้นให้ความยินยอมได้ นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีปัญหาในการทำความเข้าใจ

ปัญหาที่มักก่อให้เกิดข้อถกเถียงและมีความกำกวมกว่ามาก คือกรณีที่เขาได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือมีการบอกความจริงไม่หมด ซึ่งนำไปสู่คำถามว่า ระดับของการละเว้นไม่เอ่ยถึงข้อมูลบางอย่างนั้น จะต้องอยู่ในระดับใดจึงจะถือว่าเป็น “สาระสำคัญ” มากพอที่จะทำให้ความยินยอมนั้นบกพร่องหรือเสียไป? อะไรคือการ “ปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ” ที่หากไม่บอกให้แจ้งแล้วจะถือว่าการให้ความยินยอมนั้นไม่สมบูรณ์

สมมุติว่ามีคนชวนคุณไปร่วมทริปกางเต็นท์แคมป์ปิ้งในพื้นที่ป่าสวยงามแห่งหนึ่ง คำถามคือผู้ชวนหรือผู้จัดทริปควรจะต้องบอกคุณหรือไม่ว่า พื้นที่ป่าแห่งนี้สถานะทางกฎหมายเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเป็นพื้นที่ของเอกชน ในฐานะผู้ไปร่วมเข้าแคมป์ เรามีความจำเป็นต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจหรือไม่ และถ้าที่ดินผืนนั้นมีเจ้าของ คุณต้องทราบลงลึกไปถึงขั้นที่ว่าเจ้าของที่ดินผืนนั้นเป็นใครหรือไม่

หากมองแบบผิวเผิน บางคนอาจมองว่าจุดประสงค์คือการไปตั้งแคมป์ แค่สถานที่สวยงามปลอดภัยก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่หากมองในแง่ร้ายที่ต้องป้องกันทุกความเป็นไปได้ การที่คุณไม่รู้ว่าที่ดินนั้นไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่าหรือที่อุทยาน แต่มี “เจ้าของ” หวงแหนกรรมสิทธิ์อยู่ และผู้จัดไม่ได้รับอนุญาตให้จัดแคมป์หรือการท่องเที่ยวเช่นนั้น ก็อาจทำให้คุณตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็นจำเลยร่วมในคดีบุกรุกได้โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งหากคุณได้รับรู้ “ข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ” นี้ตั้งแต่แรก คุณก็อาจจะไม่ยินยอมก้าวเท้าเข้าไปร่วมแคมป์ปิ้งนั้นอย่างแน่นอน

ประเด็นสุดท้ายที่ทำให้เรื่องความยินยอมนี้ไม่ง่ายต่อการพิจารณา คือ “ความยินยอมที่อยู่ภายใต้บริบทแห่งช่วงเวลา” โดยความยินยอมที่เคยให้ไว้หรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ย่อมเป็นความยินยอมที่ถูกหล่อหลอมและให้ไว้ภายใต้กรอบความคิด ค่านิยม และบรรยากาศของสังคมในยุคสมัยนั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน ค่านิยมและบรรทัดฐานทางสังคมก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย คำถามคือ ความยินยอม หรือแม้แต่พฤติกรรมที่สืบเนื่องจากความยินยอมนั้น สมควรที่จะถูกขุดขึ้นมา
“ทบทวน” ด้วยแว่นตาหรือโลกทัศน์ของบริบทแห่งปัจจุบันขณะหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งตัวผู้ที่ให้ความยินยอมในอดีต และผู้ที่เคยได้รับความยินยอมนั้น

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ในยุคสมัยที่ค่านิยมของสังคมยังไม่ได้ตระหนักเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด การที่ผู้ใช้งานทั่วไปหาซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ละเมิดลิขสิทธิ์มาติดตั้งถือเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกันอย่างเป็นเรื่องธรรมดา

สมมุติว่าในครั้งนั้น นาย A เห็น น.ส.B ที่เป็นคนรักเพิ่งซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องใหม่มา ด้วยความหวังดี นาย A จึงนำแผ่น Windows และชุด Office 2004 แผ่นละ 100 จากห้างแถวประตูน้ำมาจัดการติดตั้งให้ น.ส.B ซึ่งในตอนนั้นเธอก็ยินดีและใช้งานมาโดยตลอด

ต่อมาจนเวลาล่วงเลยถึงปี 2026 เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไป ความตระหนักรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเข้มข้นขึ้น การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์กลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมอีกต่อไป พร้อมกับที่ น.ส.B เกิดหมดรักและมีเรื่องบาดหมางกับนาย A พอดี เธอจึงตัดสินใจนำเรื่องราวในอดีตมาแฉต่อสาธารณะ ประณามนาย A ว่าเคยลงซอฟต์แวร์เถื่อนให้คอมพิวเตอร์ของเธอ โดยให้เหตุผลว่า สมัยนั้นเธอยังเด็ก ไม่รู้เท่าทันว่าสิ่งนี้คือการละเมิดลิขสิทธิ์ เห็นแค่ว่าใครๆ ก็ทำกัน แต่นาย A ซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่า ทำไมถึงทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ ช่างไม่เคารพทรัพย์สินทางปัญญาเอาเสียเลย

คำถามท้าทายปิดท้ายคอลัมน์ตอนนี้คือ น.ส.B จะสามารถยกอ้างได้เต็มปากหรือไม่ ว่าความยินยอมใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนของเธอในวันเวลานั้น “ไม่สมบูรณ์” และที่สำคัญไปกว่านั้น นาย A สมควรที่จะถูกรุมประณามและพิพากษาอย่างรุนแรงจากสังคมในยุค 2026 ด้วยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจร่วมกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ภายใต้มาตรฐาน บริบท และค่านิยมทางสังคมในยุคนั้น ด้วยสายตาและโลกทัศน์ปัจจุบันขนาดนั้นจริงหรือ

ในวันที่สังคมมีระดับการตระหนักรู้สูงขึ้น การทำความเข้าใจขอบเขตของ “ความยินยอม” จึงต้องอาศัยทั้งตรรกะ ประกอบด้วยความเป็นธรรมและวิจารณญาณในการมองทะลุผ่านมิติของเวลา กับความอ่อนไหวของบริบทความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน

กล้า สมุทวณิช