พรมแดนระหว่างประเทศส่วนใหญ่นั้น มักเป็นปมขัดแย้งสำคัญจนเกิดสงครามขึ้นบ่อยๆ แต่พรมแดนระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออีกับรัฐสุลต่านโอมานนั้นผิดกับพรมแดนธรรมดาทั่วไป เพราะส่วนหนึ่งของพรมแดนนี้ทอดตัวอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของโลกทั้งใบ
เพราะช่องแคบฮอร์มุซเชื่อมอ่าวเปอร์เซียเข้ากับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวจากซาอุดีอาระเบีย, อิรัก, คูเวต, กาตาร์, ยูเออี และประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ออกไปสู่ตลาดโลก ใน พ.ศ.2567 และไตรมาสแรกของ พ.ศ.2568 ปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และเทียบได้กับประมาณหนึ่งในห้าของการใช้น้ำมันทั้งโลก ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวที่ผ่านช่องแคบนี้ก็มีสัดส่วนประมาณหนึ่งในห้าของการค้าทั่วโลกเช่นกัน ที่สำคัญคือพลังงานส่วนใหญ่เดินทางไปยังประเทศในเอเชีย ดังนั้นคนไทยซึ่งดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลออกไปนั้น ที่จริงแล้วก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับความสงบของบริเวณนี้โดยตรง เพราะหากช่องแคบฮอร์มุซเกิดปัญหาขึ้น ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของเราย่อมไม่อยู่เฉยเป็นแน่
ฝั่งเหนือของช่องแคบฮอร์มุซคือประเทศอิหร่าน ส่วนฝั่งใต้เป็นแหลมสูงชันของคาบสมุทรมูซันดัม ซึ่งเป็นดินแดนของโอมาน ครั้นเมื่อดูแผนที่ให้ละเอียดก็จะพบเรื่องประหลาดขึ้นมาทันทีว่า มูซันดัมมิได้ติดต่อกับแผ่นดินใหญ่ของโอมานเลย หากถูกดินแดนของยูเออีคั่นกลางเอาไว้ กล่าวคือคนโอมานจากกรุงมัสกัตจะเดินทางทางบกไปยังมูซันดัม ก็ต้องผ่านหรืออ้อมดินแดนยูเออีเสียก่อน กระทรวงการต่างประเทศโอมานระบุว่ามูซันดัมมีเนื้อที่ประมาณ 1,800 ตารางกิโลเมตร และตั้งอยู่ตรงช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดในโลก
ดินแดนประเภทนี้ในทางภูมิศาสตร์การเมืองเรียกว่า “ดินแดนส่วนแยก” หรือ exclave คือดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศหนึ่ง แต่ถูกดินแดนของประเทศอื่นกั้นออกจากแผ่นดินใหญ่ของตน มูซันดัมจึงเป็นดินแดนส่วนแยกของโอมาน แต่เนื่องจากมูซันดัมมีทางออกสู่ทะเล จึงมิได้ถูกล้อมทุกด้านแบบไข่แดงอยู่กลางไข่ขาว แต่ความสำคัญของมูซันดัมต่อโลกนั้นก็คือมูซันดัมตั้งตระหง่านอยู่ตรงปากทางเข้าออกของอ่าวเปอร์เซียพอดี เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซจึงต้องผ่านบริเวณใกล้ดินแดนโอมานแห่งนี้ ขณะเดียวกัน ทางด้านยูเออีก็มีนครฟูไจราห์ตั้งอยู่ริมอ่าวโอมานด้านนอกช่องแคบ และได้สร้างท่อส่งน้ำมันจากแหล่งน้ำมันภายในประเทศมายังท่าเรือฟูไจราห์ เพื่อให้น้ำมันส่วนหนึ่งสามารถส่งออกได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยเหตุนี้ความสงบเรียบร้อยตามพรมแดนระหว่างยูเออีกับโอมานจึงเกี่ยวพันทั้งกับเส้นทางเดินเรือและเส้นทางพลังงานสำรองของโลก

แต่ความพิสดารของพรมแดนสองประเทศนี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะถัดจากมูซันดัมลงมาทางใต้ ระหว่างรัฐชาร์จาห์ ฟูไจราห์ และราสอัลไคมาห์ของยูเออี มีดินแดนเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า “มัดฮา” หรือ Madha ซึ่งเป็นของโอมาน แต่ถูกดินแดนยูเออีล้อมรอบทุกด้าน มัดฮาจึงเป็นทั้งดินแดนส่วนแยกของโอมานและเป็น “ดินแดนวงล้อม” หรือ enclave อย่างสมบูรณ์
ครั้นเข้าไปในมัดฮาแล้ว เรื่องก็ยิ่งสนุกขึ้นไปอีก เพราะภายในดินแดนโอมานซึ่งถูกยูเออีล้อมรอบนั้น มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า “นาห์วา” หรือ Nahwa ซึ่งกลับเป็นดินแดนของรัฐชาร์จาห์แห่งยูเออีอีกชั้นหนึ่ง พูดง่ายๆ ก็คือ นาห์วาเป็นดินแดนยูเออีที่อยู่ภายในดินแดนโอมาน ซึ่งดินแดนโอมานแห่งนั้นก็ตั้งอยู่ภายในยูเออีอีกทีหนึ่ง จึงกลายเป็น “ยูเออีอยู่ในโอมาน และโอมานอยู่ในยูเออี” คล้ายตุ๊กตารัสเซียที่เปิดตัวหนึ่งออกมาก็พบอีกตัวหนึ่งซ่อนอยู่ภายใน หรือจะเปรียบเป็นไข่แดงอยู่กลางไข่ขาว แล้วไข่ขาวทั้งฟองกลับวางอยู่ในกระทะของอีกประเทศหนึ่งก็คงพอจะเห็นภาพ

ในโลกปัจจุบัน ดินแดนซ้อนกันเช่นนี้มีเหลืออยู่ไม่มากนัก นักภูมิศาสตร์เรียกนาห์วาว่า “ดินแดนวงล้อมชั้นที่สอง” หรือ counter-enclave กล่าวคือเป็นดินแดนของประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ในดินแดนวงล้อมของอีกประเทศหนึ่ง นาห์วากับมัดฮาจึงนับเป็นของแปลกทางภูมิศาสตร์ที่นักเรียนวิชารัฐศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองเห็นแล้วมักจะต้องขยี้ตาดูแผนที่กันอีกครั้งว่า คนทำแผนที่เผลอระบายสีผิดหรืออย่างไร? แต่ความจริงพรมแดนดังกล่าวเกิดขึ้นในยุคที่บริเวณคาบสมุทรอาหรับยังมิได้แบ่งออกเป็นรัฐชาติที่มีหลักเขต ป้อมตรวจคนเข้าเมือง และเส้นพรมแดนลากเป็นสีแดงอยู่ในแผนที่เหมือนทุกวันนี้ ผู้คนในบริเวณภูเขาและทะเลทรายแบ่งตัวกันตามเผ่า ตระกูล หมู่บ้าน และความภักดีต่อเจ้าผู้ครองนครมากกว่าจะแบ่งตามเส้นละติจูดหรือลองจิจูด
ในทะเลทราย แหล่งน้ำ บ่อน้ำ ต้นอินทผลัม และเส้นทางเลี้ยงสัตว์มีความสำคัญยิ่งกว่าพื้นที่ว่างเปล่าหลายร้อยตารางกิโลเมตร หมู่บ้านแต่ละแห่งจึงเลือกสวามิภักดิ์ต่อผู้ปกครองที่ตนเชื่อว่าจะปกป้องแหล่งน้ำ รักษาความปลอดภัย และให้ความช่วยเหลือได้ดีที่สุด เรื่องเล่าท้องถิ่นระบุว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1930 ชาวมัดฮาเลือกขึ้นกับสุลต่านแห่งโอมาน ขณะที่ชาวนาห์วามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์อัลกอวาซิม ผู้ปกครองชาร์จาห์ จึงเลือกขึ้นกับชาร์จาห์ต่อไป ในเวลานั้นน้ำยังมีค่ามากกว่าน้ำมัน เพราะน้ำมันใต้ทะเลทรายยังมิได้เปลี่ยนบรรดาหมู่บ้านและนครรัฐเล็กๆ ให้กลายเป็นประเทศมหาเศรษฐีดังเช่นทุกวันนี้
น่าสังเกตว่าคนในยุคนั้นมิได้คิดว่าตนกำลังสร้างปัญหาทางภูมิศาสตร์ให้แก่นักเรียนในอนาคต พวกเขาเพียงแต่เลือกผู้ปกครองตามความผูกพัน ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของหมู่บ้านเท่านั้น ครั้นต่อมาอังกฤษพยายามสำรวจและกำหนดเขตแดนระหว่างบรรดารัฐชายฝั่งที่อยู่ในอารักขาของตนกับโอมาน ความภักดีของหมู่บ้านเหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ.2514 เส้นแบ่งเขตของนครรัฐและหมู่บ้านจึงกลายสภาพเป็นพรมแดนระหว่างประเทศโดยปริยาย
นี่คือข้อแตกต่างสำคัญระหว่างพรมแดนในตำราเรียนกับพรมแดนในโลกแห่งความเป็นจริง ในตำราเรียนนั้นเรามักเข้าใจว่ารัฐเกิดขึ้นก่อน แล้วรัฐบาลจึงส่งช่างสำรวจออกไปลากเส้นแบ่งดินแดน แต่ในกรณีของโอมานกับยูเออี ชุมชน เผ่า บ่อน้ำ และความภักดีเกิดขึ้นก่อนรัฐชาติสมัยใหม่หลายร้อยปี ครั้นรัฐสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นจึงต้องรับมรดกทางภูมิศาสตร์อันยุ่งเหยิงเหล่านี้ไว้ จะใช้ไม้บรรทัดลากเส้นเสียใหม่โดยไม่สนใจประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ก็คงไม่ได้
บางท่านอาจถามว่า ในเมื่อพรมแดนยุ่งยากถึงเพียงนี้ เหตุใดยูเออีกับโอมานจึงไม่แลกเปลี่ยนดินแดนกันเสียให้เรียบร้อย คำตอบก็คือดินแดนมิใช่ที่ดินจัดสรรซึ่งจะวัดเนื้อที่แล้วเอามาแลกกันง่ายๆ ภายในดินแดนเหล่านั้นมีประชาชน มีประวัติศาสตร์ มีความผูกพันกับผู้ปกครอง และมีศักดิ์ศรีแห่งอธิปไตย ที่สำคัญคือเมื่อสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดี ความแปลกประหลาดของเส้นพรมแดนก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความขัดแย้งเสมอไป
ชาวมัดฮาสามารถเป็นพลเมืองโอมานแม้อยู่ท่ามกลางยูเออี ส่วนชาวนาห์วาก็เป็นพลเมืองยูเออีแม้บ้านเมืองของตนจะถูกดินแดนโอมานล้อมไว้อีกชั้นหนึ่ง รัฐบาลแต่ละฝ่ายจัดบริการ ถนน โรงเรียน สาธารณูปโภค และการปกครองแก่ประชาชนของตน ขณะที่ความร่วมมือระหว่างสองประเทศช่วยให้เส้นพรมแดนเหล่านี้ดำรงอยู่ได้โดยไม่กลายเป็นกำแพงแห่งความเกลียดชัง ความสัมพันธ์ระหว่างยูเออีกับโอมานในปัจจุบันยังมีทั้งความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และคณะกรรมการระดับสูงร่วมกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2534 อีกด้วย ความแปลกประหลาดของพรมแดนระหว่างยูเออีกับโอมานจึงให้บทเรียนอยู่สองประการ ประการแรก แผนที่มิใช่ผลงานของนักเรขาคณิต แต่เป็นบันทึกของประวัติศาสตร์ ทุกส่วนเว้าส่วนแหว่งของพรมแดนย่อมมีเรื่องของสงคราม การต่อรอง ความภักดี แหล่งน้ำ หรือวิถีชีวิตของผู้คนซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ
มูซันดัม มัดฮา และนาห์วาจึงมิใช่เพียงของแปลกสำหรับนักสะสมแผนที่เท่านั้น หากยังเป็นหลักฐานว่าโลกของมนุษย์มีความซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ไม้บรรทัดเพียงอันเดียวจัดการได้ และที่น่าคิดก็คือ ในบริเวณที่มีพรมแดนซับซ้อนประหนึ่งเขาวงกตนี้เอง กลับตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเศรษฐกิจโลกต้องฝากชะตากรรมไว้ทุกวัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชาวโลกมิได้พึ่งแต่น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น แต่ยังพึ่งสติปัญญาและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของยูเออีกับโอมานด้วย เพราะน้ำมันจะไหลผ่านพรมแดนประหลาดเพียงใดไม่สำคัญเท่ากับการที่ผู้คนสองฝั่งพรมแดนไม่คิดจะยิงกันเพราะความประหลาดนั้นละครับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์



