หน้าแรก บทความ มหากาพย์พื้นท...

มหากาพย์พื้นที่ปทุมวัน

14.09.26 | 12:19 น.
มหากาพย์พื้นที่ปทุมวัน เรื่องราวของความขัดแย้งของ 2 สถาบัน

เรื่องราวของความขัดแย้งของ 2 สถาบันสายอาชีวะใจกลางเมืองในพื้นที่รถไฟฟ้าที่เชื่อมกับศูนย์การค้าหลายแห่ง จนนำไปสู่ความเสียหายในพื้นที่ และทำให้เกิดคำสั่งให้งดการเรียนไป 3 เดือน โดยให้หาวิธีเรียนแบบอื่น และผูกโยงเรื่องนี้ไปกับการเร่งรัดให้คืนพื้นที่ให้กับมหาวิทยาลัยแห่งใหญ่เจ้าของที่ดินละแวกนั้น หลายคนก็คงรับทราบกันอยู่แล้ว และเรื่องราวครั้งนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องใหม่ในส่วนของการตีกัน


และเหมือนสังคมออนไลน์ (รวมทั้งสื่อหลักๆ) ก็ดูจะมี “คำพิพากษา” ไปแล้วกับเรื่องนี้

เรียกว่าเป็น “คำพิพากษา” จากศาลออนไลน์ สังคมโซเชียล ที่รุนแรงและทรงอำนาจยิ่ง

เป็นคำพิพากษาที่ทำให้เรื่องการแก้ปัญหาเด็กตีกันกลายเป็นเรื่องการไล่รื้อพื้นที่ตามสิทธิในที่ดินที่มีคำตัดสินไปแล้วว่าให้คืนพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยเจ้าของที่ดินตรงนั้น ดังนั้น พวกเขาต้องออกจากพื้นที่

Advertisement

ผมไม่ได้จะมาเขียนเรื่องนี้เพื่อปกป้องสิทธิในการครอบครองที่ดินของใครในงานชิ้นนี้

แต่พยายามจะบอกว่าเรื่องที่ดินของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นก็ว่ากันไปเรื่องหนึ่ง

แต่เรื่องเด็กช่างตีกันนี่ผมไม่ได้รับเรื่องราวจากสื่อเลยว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร

และทำไมเด็กช่างต้องตีกัน โดยเฉพาะในรอบนี้

ในสื่อทุกแห่งเหมือนจะยอมรับตรงกันว่ากรณีเด็กช่างตีกันมันถูกตัดสินว่าผิด และการจัดการล่าสุดก็คืองดเรียน และแยกออกไป

สบช่องคือฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินที่จะอยู่แล้ว

ก็ยิ่งจะเป็นทางออกที่ง่ายขึ้นไปอีก ถ้าแยกจากกันได้ (แต่อีกฝ่ายก็โดนกดดันไปด้วย)

ผมจำได้ว่าสมัยดูหนังโฟร์คิงส์ทั้ง 2 ภาค เด็กช่างในเรื่อง (ซึ่งก็มาจากเรื่องจริงบางส่วน) ไม่ได้อยู่โรงเรียนติดกันเขายังเดินทางมาตีกัน หรือมาตีกันในเทศกาลดนตรี ซึ่งเป็นเหมือนไฮไลต์ประจำปีกันเลยทีเดียว

ผมคิดว่าหลายฝ่ายคงได้ข้อสรุปร่วมกัน รวมทั้งพี่ๆ ศิษย์เก่าของช่างกลกลางเมือง 2 สถาบันนั้นว่าปัจจุบันการตีกันไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ และขืนตีกันแบบเดิมความสุ่มเสี่ยงที่จะโดนมาตรการจากสังคมจนถึงกับโดนหยุดเรียนและย้ายที่เรียนมันก็จะยิ่งใกล้ความจริงขึ้นเรื่อยๆ

ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าอยู่ในโลกของโฟร์คิงส์ เราก็จะได้ความรู้สึกบางอย่างที่ว่า 2 โรงเรียนช่างกลกลางกรุงนี้เป็นสถานศึกษาที่สูงกว่าพวกนั้น เพราะ 2 โรงเรียนช่างกลกลางกรุงนี้สอนระดับสูง ตั้งแต่ ปวส. ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก และมีผลงานที่ได้รับการยอมรับมากมายด้านการศึกษา

จนถึงวันนี้ทำไมเราไม่เข้าใจว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่ในโรงเรียนช่างกล 2 แห่งนี้ (และที่อื่น)

เรื่องนี้สำคัญอีกแง่มุมหนึ่งก็คือในขณะที่ประเทศกำลังขาดกำลังคนด้านวิศวกรรมและช่างในการพัฒนาประเทศ แต่ทำไมระบบการศึกษาอาชีวะและขอเรียก 2 โรงเรียนช่างกลนี้ว่าอาชีวะระดับสูงเทียบเท่ากับปริญญาบัณฑิต ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ทำไมระบบการศึกษาที่จำเป็นต่อสังคมมากขนาดนี้จึงได้ผลลัพธ์ที่เกิดปัญหาได้มากขนาดนี้

ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่มองว่าระบบอุดมศึกษาสายสามัญจะดีกว่า (ปัญหาก็มีให้เห็นมากมาย แค่ไม่ได้ตีกัน) หรือไม่มีตัวอย่างที่ดีในระบบการศึกษาอาชีวะขั้นสูง เพราะก็ยังมีโรงเรียนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงแบบนี้ และไม่ได้มีประเพณีความรักความแค้นกันแบบนี้

แต่ผมไม่ได้คำตอบอะไรเลยกับเรื่องเหล่านี้ ไม่พบเรื่องราวของผู้กระทำผิด ไม่ได้ยินมุมมองของเขา ไม่เห็นรูปการณ์การบริหารสถาบันการศึกษาทั้ง 2 แห่ง ไม่พบการสืบสวนสอบสวนเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

ไม่พบการลงโทษผู้บริหารสถาบัน หรือการสรรหาผู้บริหารสถาบันที่สังคมให้ความสนใจ

ผมงงว่าสื่อปล่อยเรื่องราวเหล่านี้ตกหายระหว่างทางไปได้อย่างไร และดูเหมือนว่าข่าวจะไปสนใจแต่เรื่องความเฉียบขาดของตัวรัฐมนตรี อว.เสียมากกว่าปัญหามากมายที่อยู่ใต้พรมก่อนที่คุณยศชนันจะเข้ามากำกับดูแล

และอีกด้านหนึ่ง เด็กที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตีกันเขาจะเสียประโยชน์จากเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะจากข่าวพวกเขาไม่ได้ออกมาตีกันทั้งโรงเรียนสักหน่อย ในส่วนที่ว่าด้วยมหาวิทยาลัยที่เป็นเจ้าของที่ดินนั้น เอาเข้าจริงก็ไม่ได้รับแรงกดดันจากสังคมใดๆ ว่าในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ดินที่สถานศึกษาแห่งหนึ่งตั้งอยู่ พวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องแค่ไหนในเรื่องนี้ ทำไมในฐานะเจ้าของที่ดินที่อ้างตามกฎหมายและก็ชนะในศาลมาแล้ว การคืนพื้นที่จึงทำได้ล่าช้า และที่ล่าช้าก็ไม่เคยแถลงใดๆ

สิ่งที่ได้รับจากข่าวนี้กลับเป็นแรงสนับสนุนทางสังคมว่า พวกเขาน่าจะได้ที่ดินคืนมาเร็วกว่าเดิม

พร้อมกับเรื่องราวมากมายท่วมโลกโซเชียลจากศิษย์เก่าที่เคยมีประสบการณ์ร่วมในความหวาดหวั่นที่อาจได้รับผลกระทบจากการตีกันของ 2 โรงเรียนช่างแห่งนี้มาก่อน

ส่วนเรื่องคำสั่งที่น่าจะมีสถานะเป็นแค่ความเห็นว่า มหาวิทยาลัยควรจะไม่ใช้พื้นที่ในทางพาณิชย์ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว คำสั่งนี้จะมีความหมายอะไรมากนัก ถ้าผู้บริหารมหาวิทยาลัยคิดว่าเขาเองเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องการพัฒนาที่ดินและมองเห็นคนอื่นๆ ที่มาเกี่ยวข้องด้วยเป็นเพียงผู้เช่าที่มีสถานะในการต่อรองที่ไม่เสมอกันหรือผู้คนที่มหาวิทยาลัยจะ “อนุญาต” ให้มาใช้พื้นที่

มหาวิทยาลัยต้องการรายได้เหมือนกับองค์กรอื่นแหละครับ แต่ความสง่างามของมหาวิทยาลัยในการหารายได้อาจมีได้หลายแบบ แต่พูดกันจริงๆ มหาวิทยาลัยก็มีสถานะเหมือนเจ้าของที่ดินในโลกยุคกลางด้วย

บางคนอาจจะคิดว่ามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ให้บริการการสอนจากการเก็บค่าเทอม แต่ถ้าดูลึกๆ แล้วนอกจากค่าเทอมก็จะมีค่าธรรมเนียมต่างๆ

และส่วนที่สำคัญคือมหาวิทยาลัยที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ก็คือมหาวิทยาลัยที่ปล่อยทรัพย์สินให้เช่าเพื่อเก็บรายได้จากค่าเช่า เพราะทรัพย์สินกายภาพเหล่านั้นถูกมองว่ามหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของ

ในสมัยนี้ยังมีค่าเช่าอีกส่วนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยจัดเก็บ นั่นก็คือค่าเช่าจาก “ทรัพย์สินทางปัญญา” ตั้งแต่สิทธิในการพิมพ์วิทยานิพนธ์ (ที่แค่ขออนุญาต แต่อาจจะยาวนาน) และส่วนแบ่งจากทุนวิจัยที่อาจารย์ต่างๆ ต้องไปหาเพื่อเพิ่มรายได้ของตนเอง แต่มหาวิทยาลัยก็ถือว่าเป็นเจ้าของปัญญาที่ถูกจัดว่าเป็นสินทรัพย์ประเภทนี้

แน่นอนว่ามหาวิทยาลัยมีทุนวิจัย แต่ทุนวิจัยก็ถูกมองด้วยสายตาผู้บริหารว่ามีส่วนสำคัญในการต่อยอดทางทรัพย์สินได้ หรืออย่างน้อยก็มีผลในการแข่งขันอันดับมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้คนที่มีความสามารถมาอยู่ในมหาวิทยาลัยมากขึ้นและมีชื่อเสียงมากขึ้น

เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ผิดอะไร ใครๆ ก็ทำ เว้นแต่ว่าหากเราคิดมากกว่าเดิมอีกนิด

เราจะพบว่าถ้ามหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพย์สินทั้งกายภาพและปัญญา

คำถามต่อมาก็คือ ใครคือเจ้าของมหาวิทยาลัย ใครมีอำนาจในการตัดสินใจในมหาวิทยาลัย และกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยมีความพร้อมรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร ในกรณีที่มหาวิทยาลัยไม่ใช่มหาวิทยาลัยเอกชน (ซึ่งแม้มหาวิทยาลัยเอกชนเขาก็มุ่งมั่นมีพันธกิจต่อสังคมเช่นเดียวกัน ไม่ได้แสวงหาแต่กำไรอย่างเดียว)

ถ้าประชาชนและสังคมมีส่วนในการเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยด้วย ทิศทางในการตัดสินใจในแต่ละเรื่องของมหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างไร

จะเป็นอย่างที่เป็นอยู่ไหม

ผมก็ไม่ค่อยเห็นข่าวเช่นกันว่าแผนการปรับปรุงพื้นที่เมื่อเอาโรงเรียนเขากลับมาแล้วจะกลายเป็นอะไร มหาวิทยาลัยบอกว่ามี แต่ข้อมูลไม่ได้ปรากฏในหน้าสื่ออย่างชัดแจ้ง หรือมีกระบวนการใดๆ ให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดนโยบายในเรื่องนี้

ไม่ใช่พอพูดถึงคำว่ากระบวนการก็หมายถึงขั้นตอนเล็กๆ ในการออกแบบกายภาพ หรืออาคารและพื้นที่

แต่ยังต้องหมายถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง และกำกับตรวจสอบการดำเนินงานด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยด้วย
ท้ายที่สุดนี้ ผมเห็นด้วยและเห็นใจกับคุณยศชนันที่ยอมรับว่าถ้าทำไม่ได้ก็อยู่ยาก

ก็เป็นกำลังใจให้ครับ เพราะเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งจากกรณีนี้คือทั้งสังคมมันจะอยู่ร่วมกันอย่างไร พื้นที่จะถูกใช้ร่วมอย่างไร ความท้าทายที่ลึกกว่าการย้ายโรงเรียนอยู่ที่ไหน และความท้าทายในการออกแบบพื้นที่ใหม่ที่อ้างว่าเพื่อการศึกษาและนวัตกรรม และเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้นั้นคืออะไร

และคงมีภาพกว้างทางยุทธศาสตร์ของประเทศอีกมากมายที่เมื่อเราเห็นกรณีที่พื้นที่กลางเมืองตรงแยกปทุมวันนี้ ก็จะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลย

เพราะความสำเร็จในเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องการย้ายโรงเรียนของเด็กช่าง 2 แห่งที่ตีกันออกไปจากพื้นที่แค่นั้นแน่ๆ ครับ