หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : อินทรียักษ์กับวิวัฒนาการของมนุษย์

1.11.26 | 12:24 น.
สะพานแห่งกาลเวลา : อินทรียักษ์กับวิวัฒนาการของมนุษย์
ซากอินทรียุคก่อนประวัติศาสตร์-Natural History Museum of Los Angeles County

นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่า หลังจากเกิดปรากฏการณ์อุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลกจนเป็นต้นเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ สิ่งที่กลายเป็นนักล่า เป็นสัตว์กินเนื้อที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารต่อเนื่องกันยาวนานหลายสิบล้านปี ก็คือ นกยักษ์นกอินทรีขนาดยักษ์ ที่ไม่เพียงล่าเหยื่อกินโดยทั่วไปเท่านั้น ยังล่ามนุษย์เป็นอาหารด้วยอีกต่างหาก

ลองจินตนาการถึงภาพอย่างนี้นะครับว่า เมื่อราว 2.8 ล้านปีมาแล้ว เด็กชายอายุเพิ่ง 3 ขวบ เตร็ดเตร่ออกไปตามทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกาตามลำพัง โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามองเขม็งมาจากบนท้องฟ้า แล้วโดยไม่บอกกล่าวใดๆ อินทรียักษ์โฉบวูบเข้าใส่เหยื่อตัวจ้อย กรงเล็บของมันคว้าหมับเข้าที่ตัวเด็กแล้วจัดการสังหารไปในชั่วพริบตา


นักวิทยาศาสตร์พบร่องรอยกรงเล็บบริเวณใกล้กระบอกตาของเด็กชาย ตรวจสอบแล้วสอดคล้องกับกรงเล็บของอินทรียักษ์ที่ว่านี้ ที่กิจวัตรของมันก็คือ ฆ่าเสร็จก็คาบเหยื่อกลับไปยังรังที่เป็นบ้านของตัวเอง ในยุคนั้น มนุษย์มีชีวิตอยู่เคียงคู่กับสัตว์ยักษ์มากมาย อาทิ แมมมอธ, มาสโตดอน, สลอธยักษ์ และเสือเขี้ยวดาบเป็นเช่นนี้มานานหลายสิบล้านปี จนกระทั่งยุคน้ำแข็งเดินทางมาถึง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าวิถีชีวิตทำนองนี้แหละที่เป็นตัวการหล่อหลอมให้เกิดวิวัฒนาการในการใช้ชีวิตของคนเราขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์ใด แต่เพื่อเอาตัวให้รอดเท่านั้นเอง

เมื่อตอนที่ไดโนเสาร์ถูกกวาดล้างสูญพันธุ์ไปจากโลกนั้น ท้องฟ้าของโลกว่างเปล่า เต็มไปด้วยควันฝุ่นผง พืชพรรณค่อยๆ ตายลง สำหรับสัตว์แล้ว แทบไม่เหลืออะไรไว้ให้กิน เว้นเสียแต่พวกเมล็ดพืชต่างๆ ซึ่งเหมาะสมอย่างมากกับการเลี้ยงดูสัตว์จำพวกนก ยิ่งไม่มีสัตว์ใหญ่โตกินเนื้อเป็นอาหารอย่างไดโนเสาร์แล้ว เจ้าพวกนกที่เดิมตัวเล็กๆ หากินอยู่ตามพื้นดิน ก็เริ่มวิวัฒนาการร่างกายให้ใหญ่โตขึ้นมา บางพวกเป็นนกที่ไม่กินเนื้อ อย่างเช่น โดรมอนิธิเด ที่พบในออสเตรเลีย ซึ่งบางคนเรียกขานว่า “เป็ดปิศาจ” ที่รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเป็ดที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ เพียงแต่ว่าใหญ่กว่าประมาณ 100 เท่าตัว และหนักกว่าวัวหนึ่งตัวเท่านั้นเอง

อีกบางส่วนกลายเป็นสัตว์นักล่ากินเนื้อเป็นอาหารอย่างเช่น Pelagornis sandersi ที่พบในเซาธ์แคโรไลนา ที่มีขนาดปีกจากปลายข้างหนึ่งไปสุดปลายอีกข้างมหึมาถึง 7 เมตรด้วยกัน แน่นอนอีกบางส่วนกลายเป็นนักล่า กินเนื้อ เข้าไปทดแมนช่องว่างที่บรรดา ไทรันโนซอรัส ทิ้งเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ท้องฟ้าในยามนั้นจึงเต็มไปด้วยสัตว์บินได้ที่เป็นนักล่าไว้ให้คอยระวังตัว

Advertisement

สก็อตต์ แม็คกรอว์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ ระบุว่า “ไพรเมท” บรรพบุรุษของมนุษย์ ใช้ชีวิตอยู่เคียงคู่กับไดโนเสาร์อย่าง “แร็พเตอร์” ที่ล่ามนุษย์เป็นอาหารมาตลอดเรื่อยมาและยังคงมีให้เห็นมาจนถึงทุกวันนี้ ที่นกนักล่าสังหารรวมทั้ง อินทรีมงกุฎแห่งแอฟริกา หรือแอฟริกันคราวน์ อีเกิลที่คร่าชีวิต “ไพรเมท” รวมทั้งบรรดา “ลิง” ทั้งหลายในยุคปัจจุบันอย่างน้อยปีละ 600 ตัว ในสภาพที่ถ้าไม่โดนจิกลูกตาออกมาเป็นเหยื่อก็ถูกกรงเล็บฉีกกระชากร่างไปทั้งหมด

นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานว่า มนุษย์ตกเป็เหยื่อของแร็พเตอร์บ่อยเสียจน การถูกล่าโดยอินทรีนักล่ากลายเป็น “ทางเลือก” ที่สำคัญและก่อให้เกิดวิวัฒนาการสำคัญขึ้นมาในหมู่ไพรเมทที่รวมทั้งมนุษย์เราอยู่ด้วย

เจมส์ โคล อธิการบดีภาควิชาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ของมหาวิทยาลัยไบรท์ตันในอังกฤษ ชี้ว่า การที่อินทรีเลือกมนุษย์โดยเฉพาะเด็กทารกเป็นเหยื่อช่วยก่อให้เกิดวิวัฒนาการขึ้นมาจากความจำเป็นต้องระแวดระวังภัยเหล่านี้โดยเฉพาะ เพราะนอกจากจะต้องหนีให้พ้นจากนักล่าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสือ, ไฮยีนา, จระเข้ยักษ์แล้ว ยังต้องระวังอินทรียักษ์จากท้องฟ้าพร้อมกันไปด้วย อาทิ ทำให้มนุษย์ต้องยืนสองขา เพราะจะช่วยให้มองเห็นสัตว์นักล่าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ยังก่อให้เกิดวัฒนธรรม การร่วมมือ และการเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น รวมถึงการรวมตัวเข้าด้วยกัน เพราะยิ่งมีหมู่มากเท่าใดก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น กลายเป็นการช่วยกันมอง ช่วยกันเตือนภัย เพื่อเลี่ยงหนีจากการตกเป็นเหยื่อนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์เชื่อด้วยว่า เพราะการรวมตัวกันหมู่มากเช่นนี้นี่เอง ที่ผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการของ “ภาษา” ขึ้นเพื่อใช้ในการประสานงาน เพราะจะพึ่งแค่การมองเห็นอย่างเดียวคงไม่ไหวแน่ แต่จำเป็นต้องมีการสื่อสาร อาทิ การแสดงท่าทางให้รู้ว่าต้องทำอะไร ซึ่งจำเป็นต้องมองเห็นกันและกันถึงจะใช้ได้ แต่ถ้าหากอยู่ด้วยกันโดยที่มองไม่เห็นกันล่ะ นี่คือสาเหตุที่ทำให้ภาษาวิวัฒนาการขึ้นมา

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ในยุคไพลสโตซีน หรือเมื่อราว11,700 ปีมาแล้ว สัตว์ยักษ์ทั้งหลายเริ่มหายไป รวมทั้งอินทรียักษ์นักล่าจากห้วงเวหาด้วยเช่นกัน แต่ไม่แน่ใจนักว่า สาเหตุเป็นเพราะอะไรกันแน่ เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือเป็นเพราะการล่าของมนุษย์

พวกเขาพบในภายหลังว่า การแผ่ขยายของสายพันธุ์มนุษย์เรา ทำให้โลกสูญเสียบรรดาสัตว์ขนาดยักษ์ไปมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ทุกอย่างเริ่มสร่างซาลง และเริ่มเข้าที่เข้าทางเมื่อมนุษย์เริ่มต้นทำการ “เกษตร” ขึ้นมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั่นเอง