หมายเหตุ – มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแถลงประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 และแนวโน้มปี 2570 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ดังนี้

วิเชียร แก้วสมบัติ
ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
“สถาบันยุทธศาสตร์การค้า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จากปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมประเมินไว้เดือนพฤษภาคม 2569 ประมาณการจีดีพีไทยขยายตัว 2.0% เพิ่มเป็น 2.5% ในเดือนกันยายนนี้ ปัจจัยจากจีดีพีภาคเกษตร ขยายตัว 1.5% จีดีพีนอกภาคเกษตร ขยายตัว 2.6% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.7% การบริโภคของรัฐบาลขยายตัว 1.3% การลงทุนรวมขยายตัว 8.8% การส่งออกขยายตัว 17.8% การนำเข้าขยายตัว 28.7% รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท อัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัว 1.8% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1% สัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือน 84.2% ต่อจีดีพี ขณะที่การค้าโลก ขยายตัว 3.5% เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.5 ล้านคน อัตราแลกเปลี่ยน 32.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 82.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รายจ่ายสาธารณะ 4.45 ล้านล้านบาท อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย 1.0-1.25% อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ (เฟด) 3.0-4.0%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.5% นั้นแต่ผลประโยชน์จะกระจุกตัวในกลุ่มไฮเทค ไม่ไหลไปถึงฐานราก เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบ K-Shape คือแยกเป็นสองทิศทางชัดเจน กลุ่มธุรกิจไฮเทคและบริษัทขนาดใหญ่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่เอสเอ็มอี ครัวเรือน และอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังถดถอย สะท้อนจากผู้ส่งออกเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงสุดเพียง 1% แต่ครองส่วนแบ่งมูลค่าส่งออกของกลุ่มนี้สูงถึง 85% ขณะที่รายได้ของครัวเรือนกลับลดลง
โดย K ขาบน กระจุกตัวในกลุ่มสินค้าไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัลอินฟรา-สตรักเจอร์ แต่พึ่งพาการนำเข้าสูง ส่วน K ขาล่าง คือ SME อุตสาหกรรมดั้งเดิม อสังหาริมทรัพย์ และภาคเกษตร ที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน แรงกดดันรอบด้าน ทั้งอุตสาหกรรมห่วงโซ่เดิมหดตัว: ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง ถูกกดดันจากสินค้านำเข้าและกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ ผลผลิต SME หดตัวเฉลี่ย 8% ในรอบ 5 ปี ภาคอสังหาฯ-เกษตรชะลอตัว: รายได้เกษตรกรติดลบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้นทุนปุ๋ยสูง และฝน คาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 12% จากเอลนีโญ และ
ครัวเรือนติดกับดักลดหนี้-รายได้ลด: รายได้จากการทำงานลดลงใกล้เคียงกับหนี้สินที่ลด มีเพียงรายได้จากความช่วยเหลือภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หากไม่เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งสี่ด้านนี้ ภาวะ K-Shape จะยังคงอยู่กับเศรษฐกิจไทยไปอีกหลายปี และความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มธุรกิจขาขึ้น-ขาลงจะยิ่งถ่างกว้างขึ้น
สำหรับความไม่แน่นอนหลักที่อาจมีผลต่อ GDP ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ได้แก่ ผลไต่สวน US Section 301 กรณี Structural Excess Capacity
1.ผลไต่สวนจะกระทบส่งออกสินค้าของไทยไปยังสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2.ความยั่งยืนของวัฏจักรลงทุน AI/Hyperscaler Hyperscaler ชะลอแผนลงทุน ทำให้คำสั่งซื้อ/การลงทุนใหม่ที่ไทยได้รับลดลง 3.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (รอบปะทะเดือนสิงหาคม 2569) ราคาน้ำมันพุ่งสูงและยืดเยื้อกว่าคาด กดดันต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ 4.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่าคาด ฉุดรายได้ภาคท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ
ที่ต้องติดตามคือ ผลไต่สวน US Section 301 (Excess Capacity) กรณีฐาน คือ ผลไต่สวนสรุปว่าเข้าข่าย และถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 15% (เครื่องจักรกล, ยางพารา และยานยนต์/ชิ้นส่วนจะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากเดิมอีก 15%) กรณีผลไต่สวนสรุปว่าเข้าข่าย และกรณีถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 30% (เครื่องจักรกล, ยางพารา และยานยนต์/ชิ้นส่วนจะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากเดิมอีก 30%) ซึ่งหากเป็นกรณี 2 และ 3 จะมีผลกระทบต่อจีดีพีลบ 0.29 ถึงลบ 0.58%
พร้อมติดตามในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งจบภายในเดือนกันยายน 2569 ราคาพีคเฉพาะเดือน ก.ย. แล้วกลับสู่ 80 USD/bbl ใน ต.ค.-ธ.ค.2569 หากความขัดแย้งจบภายในเดือนตุลาคม 2569 ราคาพีคในเดือน ก.ย.-ต.ค. แล้วกลับสู่ 80 USD/bbl ใน พ.ย.-ธ.ค.2569 แต่มองกรณีฐานไว้ที่ความขัดแย้งคงอยู่ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 ราคาพีคตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 ซึ่งจะมีผลต่อจีดีพีลบ 0.20% ในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหากเหลือ 32.0 ล้านคน จะทำให้จีดีพีลด 0.12%
สำหรับปัจจัยบวก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2570 แรงส่งมาจาก 1.วัฏจักรลงทุน AI โลก ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แม้ Capex กลุ่ม Hyperscaler เริ่มชะลอจังหวะลงบ้าง 2.อุปสงค์อิเล็กทรอนิกส์โลกยังแข็งแกร่ง หนุนภาคส่งออกไทยที่พึ่งพากลุ่มเทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์หลัก 3.FDI ไหลเข้าต่อเนื่องโครงการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนกลุ่มดิจิทัล/Data Center ยังอยู่ในระดับสูง 4.รัฐเร่งอนุมัติการลงทุน Thailand FastPass ช่วยดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่อเนื่อง 5.ท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องนักท่องเที่ยวจีนและกลุ่มฟื้นตัวดีกลับมาขยายตัวแรงขึ้น
โดยประมาณการจีดีพีทั้งปี 2570 ขยายตัวช่วง 2.0-3.0% ค่ากลาง 2.5% บนฐานการส่งออกขยายตัว5.4-9.4% ค่ากลาง 7.5% รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.60-1.69 ล้านล้านบาท อัตราเงินเฟ้อ 0.8-1.4% ค่ากลาง 1.1% สัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนต่อจีดีพี 81.2-82.2%”
ธนวรรธน์ พลวิชัย
ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
“การแถลงข่าวครั้งนี้มุ่งฉายภาพให้เห็นมุมมองของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไฮไลต์สำคัญไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจปี 2569 นี้จะจบลงที่เท่าใด แต่อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยในปีถัดๆ ไปจะเดินหน้าไปในทิศทางใด เดือนกันยายนและตุลาคมปีนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย จะเป็นตัวชี้วัดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อ ฟุบลง หรือทรงตัว
ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลก ผลจากสถานการณ์สงคราม วันนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ตลาดทะเลเหนือแตะระดับ 100-101 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ West Texas อยู่ที่ประมาณ 96 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ Dubai อยู่ที่ประมาณ 90-91 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งประเทศไทยใช้น้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ต้องยึดราคาของตลาดดูไบ (Dubai) เป็นสำคัญ หากเกิดสงครามในช่องแคบฮอร์มุซหรือสงครามรัสเซีย-ยูเครนรุนแรงขึ้นจนกดดันราคาน้ำมัน Brent พุ่งถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดูไบอาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะกดดันให้จีดีพีไทยลดลงประมาณ 0.2% คาดการณ์เดิมเดือนพฤษภาคม (คาดน้ำมันดูไบที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ GDP ที่ 2.0%) แม้ราคาน้ำมันโลกจะผันผวน แต่หากไม่เกิน 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เศรษฐกิจไทยยังคงยืนได้ที่ระดับต่ำสุดประมาณ 1.8-2.0% หากรัฐบาลใช้กองทุนน้ำมัน ดูดซับราคาพลังงานและตรึงราคาดีเซลให้อยู่ในกรอบ 40-45 บาท/ลิตร จะช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไม่ย่อตัวต่ำกว่า 1.8%
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองบวกว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีโอกาสสูงจะขยายตัว 2.5% โดยไตรมาส 3 คาดจะโต 2.7-2.9% และไตรมาส 4 โต 2.3-2.5% ดังนั้น ส่งผลให้ครึ่งปีหลังโตเฉลี่ย 2.6% รวมกับครึ่งปีแรกโตที่ 2.4% เฉลี่ยทั้งปี 2.5% มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การส่งออกคาดขยายตัวสูงถึง 17.7% คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.5 ล้านคน โดยเฉพาะช่วง ต.ค.-ธ.ค. คาดจะเข้ามาเดือนละ 2.5-3 ล้านคน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะช่วยกระตุ้นการก่อสร้าง การนำเข้าเครื่องจักร และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบ การปรับโครงสร้างพลังงาน ที่รัฐอุดหนุน 50,000 บาท/ครัวเรือน จำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน จะเติมเงินเข้าระบบ 7,500 ล้านบาท และโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสคาดวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดประมาณ 1.8% ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
กรณีปัจจัยเสี่ยง มาตรา 301 และการเจรจา ART หากการเจรจาคลี่คลายและอยู่ในกรอบภาษีเดิม (10-19%) จะไม่กระทบการส่งออกมากนัก เว้นแต่จะพุ่งไปถึงระดับ 30-39% (Transshipment Tariff) ซึ่งโอกาสเกิดรุนแรงในปีนี้ยังต่ำ ขณะที่ความเสี่ยงที่กระแส AI จะชอร์ตตัวลงถือว่าต่ำ เนื่องจาก AI และ Humanoid เป็น Megatrend ของโลก ที่ต้องดำเนินต่อไป (สมาร์ทโฟนและรถยนต์ EV ล้วนต้องใช้ AI) อีกเรื่องคือจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำกว่าเป้า ซึ่งทุกๆ 500,000 คนที่หายไปจะกระทบจีดีพี 0.12% แต่จากยอดจองที่พักคงเส้นคงวา โอกาสหลุดเป้าถือว่าต่ำ อีกตัวแปรคือการเลือกตั้งสหรัฐ เดือนพฤศจิกายนนี้ หากเงินเฟ้อสหรัฐสูงและ
Fed ขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลลบต่อพรรครีพับลิกัน หากเดโมแครตได้เสียงข้างมาก สัญญาณสงครามปี 2570 หน้าอาจแผ่วลง แต่หากรีพับลิกันชนะ สงครามอาจมีความเข้มข้นขึ้น จึงมองปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวกรอบ 2.0-2.8%
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2570 คาดการณ์ช่วง 2.0-3.0% และค่ากลาง 2.5% และมีโอกาสจีดีพีจะแตะ 3% ตามที่รัฐบาลต้องการ ตามแรงกระตุ้นดังนี้ ปัจจัยผลต่อเนื่องจากผลการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI): สูงเกิน 1 ล้านล้านบาทต่อเนื่องกัน 3 ปี (ปี 2567-2569) โดยเฉพาะกลุ่ม EV, AI และ Data Center (นักลงทุนอันดับ 1 คือจีน ตามด้วยสิงคโปร์) ภาคปรับโครงสร้างสู่สินค้าไฮเทค คาดขยายตัว 5.4-9.4% (ค่ากลาง 7.4%) คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32-35 ล้านคน อีกมาตรการหนุนคือมาตรการช่วยเหลือ SME จากธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) Credit Portal สร้างช่องทางจับคู่ (Matching) ระหว่าง SME กับผู้ปล่อยสินเชื่อ (คาดเริ่มธันวาคมปีนี้) เพิ่มวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ ผ่านใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ค้ำประกันสินเชื่อ เพิ่มวงเงินเป็น 200,000 ล้านบาท (จากเดิม 100,000 ล้านบาทของ บสย.) อีกทั้งใช้ Data Bureau: นำข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มือถือ มาร่วมพิจารณาสินเชื่อแทน Credit Bureau เพียงอย่างเดียว
ปี 2570 การเปลี่ยนผ่านจาก K-Shape สู่ V-Shape: ภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shape จะทรงตัวถึงสิ้นปี 2569 นี้ และคาดว่าขาลงจะเริ่มหักหัวขึ้นเป็น V-Shape ช่วงครึ่งแรกของปีหน้า (ปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2) ซึ่งสัดส่วนความเสี่ยงปี 2570: ปัจจัยการเมืองไทยมีความเสี่ยงประมาณ 25% ส่วนปัจจัยต่างประเทศและสงครามมีความเสี่ยงสูงถึง 75%
จากนี้ที่จะเห็นคือ อุตสาหกรรมอนาคตและการประเมินมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล ซึ่งโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (3-5 ปีข้างหน้า): ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีจากความพร้อมด้านน้ำและไฟฟ้าที่เหนือกว่าสิงคโปร์ ดึงดูดการลงทุนในกลุ่ม AI, EV, Humanoid และ Data Center พร้อมดึงดูดกลุ่ม Expat และ Digital Nomad ซึ่งจะช่วยหนุนภาคบริการ ท่องเที่ยว และการเงินดิจิทัล ด้านมาตรการอัดฉีดเงิน (ไทยช่วยไทยพลัส): เติมเงินเข้าสู่ระบบเดือนละ 50,000 ล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจและหนุนให้ GDP ไตรมาส 3 โตได้ 2.7-2.9% สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อ: เร่งโครงการปรับโครงสร้างพลังงาน (7,500 ล้านบาท) และเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน
ภาครัฐ (700,000 ล้านบาท) ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. เพื่อรับช่วงต่อฤดูท่องเที่ยว
โครงการไทยเที่ยวไทย: รัฐบาลสนับสนุน 1,500 บาท (เมืองหลัก) และ 2,000 บาท (เมืองรอง) สำหรับ 1 ล้านสิทธิ วงเงินประมาณ 1,750-2,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ
ในส่วนผลประโยชน์จากการที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank/IMF นั้น การยอมรับระดับโลก ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank ครั้งที่ 2 (มีเพียง 3 ประเทศในโลกที่เคยจัด 2 ครั้ง คือ ตุรกี ญี่ปุ่น และไทย) สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของอุตสาหกรรม MICE และการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมระดับโลก ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น คาดมีผู้ร่วมประชุม 15,000-20,000 คน พักอาศัย 5-9 วัน ใช้จ่าย 30,000-50,000 บาท/คน สร้างเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที 5,000-10,000 ล้านบาท



