จากมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ สู่การเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ประกาศปรับกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ ดึงชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มุ่งสร้างความมั่นคง 5 มิติ รับมือโลกยุค Poly-crisis ที่วิกฤตเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสังคม ถาโถมพร้อมกัน
ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้ให้เกียรติเข้าร่วมบรรยายในเวที “ร่วมคิด เปลี่ยน สร้าง: ม.อ. ขับเคลื่อนนวัตกรรมพลิกโฉมชุมชนสู่ความยั่งยืน” ในงานมหกรรมความยั่งยืน SUSTAINABILITY EXPO 2026 (SX2026) โดยเริ่มด้วยการเปิดมุมมองยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้ แต่ต้องนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่ยกระดับมูลค่ายางพารา พัฒนาอาหารรับมือภัยพิบัติ ไปจนถึงนวัตกรรมการรักษามะเร็ง พร้อมผสานพลังเทคโนโลยี ภูมิปัญญา และความร่วมมือ 4 ภาคส่วน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนและประเทศอย่างยั่งยืน

๐ พลิกบทบาทมหาวิทยาลัย จากความเป็นเลิศทางวิชาการ สู่การสร้างคุณค่าให้สังคม
ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่ของภาคใต้ ได้ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิต สร้างองค์ความรู้ และพัฒนางานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อบริบทโลกและสังคมเปลี่ยนแปลงไป บทบาทของมหาวิทยาลัยก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย
ผศ.ดร.พงค์เทพ สะท้อนว่า ในอดีตมหาวิทยาลัยจำนวนมากมักกำหนดวิสัยทัศน์โดยมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลก หรือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญ แต่คำถามที่ต้องกลับมาทบทวนคือ ความเป็นเลิศเหล่านั้นสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้มากน้อยเพียงใด
เพราะหากมหาวิทยาลัยทำงานวิจัย สร้างนวัตกรรม และตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการได้จำนวนมาก แต่ไม่สามารถนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปใช้แก้ปัญหาหรือสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเพียงความ “เก่ง” แต่ยังขาด “คุณค่า” ต่อสังคม
นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ม.อ. ปรับกระบวนทัศน์การดำเนินงาน โดยมุ่งให้งานวิจัยและนวัตกรรมต้องไม่จบลงเพียงในห้องทดลองหรือบนหน้ากระดาษ แต่ต้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดย ม.อ. ให้ความสำคัญกับความมั่นคง 5 มิติหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร สร้างระบบอาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ความมั่นคงทางสุขภาพ พัฒนานวัตกรรมและระบบบริการสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงได้ ความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้องค์ความรู้ดูแลและฟื้นฟูฐานทรัพยากรของประเทศ ความมั่นคงทางมนุษย์ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ศักยภาพ และความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสทางอาชีพ เพิ่มมูลค่าผลผลิต และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานราก
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างมหาวิทยาลัยให้มีชื่อเสียง แต่คือการทำให้องค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยกลายเป็นพลังที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง

๐ ถอดรหัสโลกยุค Poly-crisis เมื่อวิกฤตไม่ได้มาเพียงเรื่องเดียว
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ ม.อ. ให้ความสำคัญ คือการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์โลกยุค Poly-crisis หรือภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งหมายถึงการเกิดปัญหาหลายด้านพร้อมกัน และแต่ละปัญหายังเชื่อมโยงส่งผลกระทบต่อกันเป็นลูกโซ่
สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงวิกฤตเศรษฐกิจหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ทั้งตะวันออกและตะวันตก รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อระบบการค้า พลังงาน และเศรษฐกิจทั่วโลก
ขณะเดียวกัน โลกยังต้องเผชิญกับปัญหาราคาพลังงาน ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และภาวะโลกเดือดที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ การผลิตอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชน
สำหรับประเทศไทย ยังมีปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ซึ่งนอกจากส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแล้ว ยังเชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ผศ.ดร.พงค์เทพ มองว่า เมื่อประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถมองแยกส่วนหรือรอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือได้ แต่ต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก เพื่อให้สังคมมีความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะ “ชุมชน” ซึ่งเปรียบเสมือนด่านหน้าและรากฐานสำคัญของประเทศ หากชุมชนมีความเปราะบาง ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และทรัพยากร ประเทศก็ยากที่จะฟื้นตัวจากวิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น แนวทางของ ม.อ. จึงมุ่งใช้ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมเข้าไปเสริมศักยภาพของชุมชน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ชุมชนสามารถยืนหยัด พึ่งพาตนเอง และปรับตัวได้เมื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
๐ จากน้ำยางสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง นวัตกรรม HELP พลิกโจทย์ความยากจนเกษตรกรสวนยาง
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนานวัตกรรมสารสกัดจากยางพารา ภายใต้ชื่อ “HELP” (Hevea Essential Lipid Protein)
ภาคใต้เป็นพื้นที่ปลูกยางพาราที่สำคัญของประเทศ แต่ปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่องคือการพึ่งพารายได้จากการจำหน่ายน้ำยางดิบเป็นหลัก ทำให้ต้องเผชิญความผันผวนของราคายางตามกลไกตลาดและวัฏจักรราคาสินค้าเกษตร
แม้ประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตยางพารารายใหญ่ แต่เกษตรกรจำนวนมากกลับยังไม่สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงจากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ
ม.อ. จึงมุ่งพัฒนางานวิจัยเพื่อค้นหาคุณค่าใหม่จากยางพารา โดยคิดค้นสารสกัด HELP ซึ่งเป็นสารสกัดสำคัญจากยางพาราที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
แนวทางการประยุกต์ใช้ครอบคลุมหลายด้าน อาทิ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และการรักษาโรคมะเร็ง ต่อยอดสารสกัดสู่การพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็น และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเนื้อเยื่อผิวหนั ผลิตภัณฑ์ชะลอวัยและเครื่องสำอาง เพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่นสู่ตลาดมูลค่าสูง และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เพิ่มช่องทางการใช้ประโยชน์จากสารสกัดยางพารา
นวัตกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนมุมมองต่อทรัพยากรในท้องถิ่น จากเดิมที่จำหน่ายเพียงวัตถุดิบขั้นต้น ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการเปิดโอกาสให้เกษตรกรและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น และลดการพึ่งพารายได้จากสินค้าเกษตรขั้นต้นเพียงอย่างเดียว

๐ บทเรียนมหาอุทกภัยปี 2553 สู่ “แกปโปร-พีอูเบน” นวัตกรรมอาหารรับมือภัยพิบัติ
ภัยพิบัติเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของนวัตกรรมที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานของคณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.อ.
ในช่วงเกิดน้ำท่วม การจัดเตรียมและกระจายอาหารให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงอาสาสมัครที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากอาหารปรุงสุกทั่วไปมีอายุการเก็บรักษาสั้น หากต้องขนส่งเป็นระยะทางไกลหรือเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็มีโอกาสบูดเสียได้ง่าย
ม.อ. จึงพัฒนานวัตกรรมอาหารที่สามารถเก็บรักษาได้นาน สะดวกต่อการขนส่ง และพร้อมรับประทานได้ทันที โดยมีผลิตภัณฑ์สำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่ “แกปโปร” (Gapro) อาหารพร้อมทาน เก็บได้นานสูงสุด 2 ปี แกปโปรเป็นผลิตภัณฑ์อาหารคาวพร้อมรับประทาน เช่น ข้าวไก่กระเทียม และข้าวผัดเผ็ดปลาดุก มีจุดเด่นด้านการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้ยาวนานประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตู้เย็นตลอดเวลา เมื่อต้องการรับประทานสามารถนำมาอุ่นร้อนได้ทันที ทำให้สะดวกต่อการสำรองอาหาร การขนส่ง และการแจกจ่ายในพื้นที่ประสบภัย นวัตกรรมนี้ช่วยลดข้อจำกัดจากการนำข้าวกล่องทั่วไปไปแจกจ่าย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการบูดเสียและต้องอาศัยการจัดการด้านเวลาและการขนส่งอย่างมาก
“พีอูเบน” (P-Uben) อาหารเหลวสำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มเปราะบาง คือ พีอูเบน อาหารเหลวที่ออกแบบมาสำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีปัญหาในการกลืนอาหาร ผลิตภัณฑ์สามารถฉีกซองรับประทานได้ทันที หรืออุ่นร้อนก่อนรับประทานได้ตามความเหมาะสม ช่วยอำนวยความสะดวกในการดูแลด้านโภชนาการ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุไม่สามารถประกอบอาหารได้ตามปกติ
ทั้งแกปโปรและพีอูเบนจึงไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์อาหาร แต่เป็นตัวอย่างของการนำบทเรียนจากภัยพิบัติมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ระบบการดำรงชีวิตตามปกติต้องหยุดชะงัก

๐ นวัตกรรมการแพทย์ CAR-T Cell ลดต้นทุนจากหลักสิบล้าน เหลือ 1-2 ล้านบาท
ในด้านความมั่นคงทางสุขภาพ ม.อ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยในประเทศสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงจนเกินกำลัง
หนึ่งในงานวิจัยสำคัญคือการพัฒนาเทคโนโลยี CAR-T Cell ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง CAR-T Cell เป็นเทคโนโลยีการรักษาที่อาศัยการปรับแต่งเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยให้มีความสามารถในการจดจำและเข้าโจมตีเซลล์มะเร็ง โดยเป็นหนึ่งในนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของการรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้ในต่างประเทศ คือค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 10-20 ล้านบาทต่อครั้ง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าไม่ถึงการรักษา ม.อ. จึงเดินหน้าวิจัยและพัฒนากระบวนการรักษาดังกล่าวภายในประเทศ จนสามารถลดต้นทุนลงเหลือประมาณ 1-2 ล้านบาทต่อครั้ง
การพัฒนานี้เป็นอีกตัวอย่างของการใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยชาวไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาระดับสูงมากขึ้น และลดข้อจำกัดจากการต้องเดินทางไปรับการรักษาในต่างประเทศ
๐ Hard Power อย่างเดียวไม่พอ ต้องเติม Soft Power และ Heart Power
นอกจากการพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญในวิสัยทัศน์ของ ม.อ. คือการสร้างความสมดุลระหว่าง Hard Power และ Soft Power เพราะการพัฒนาประเทศในระยะยาวไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีหรือความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวได้
สำหรับ Hard Power คือพลังแห่งเทคโนโลยีและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ Hard Power ในบริบทของการพัฒนาประเทศ หมายถึงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัยเชิงลึก และนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบได้ หากนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้กับกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงได้
ส่วน Soft Power พลังทางสังคม วัฒนธรรม และความไว้วางใจ เพราะ Soft Power คือพลังที่เกิดจากคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนทางวัฒนธรรม ความเชื่อใจระหว่างผู้คน ความสัมพันธ์ในชุมชน ตลอดจนจิตวิญญาณของความเอื้ออาทรและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้แสดงผลเป็นตัวเลขหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันที แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความสัมพันธ์ ลดความขัดแย้ง และทำให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความแตกต่าง
ผศ.ดร.พงค์เทพ เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการพัฒนาที่ต้องไม่มองเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ต้องให้ความสำคัญกับมิติความเป็นมนุษย์ควบคู่กันไปด้วย เพราะองค์กรและผู้นำที่ดีไม่ควรมีเพียงสมองที่ชาญฉลาด แต่ต้องมีหัวใจที่เข้าใจผู้คน หรือที่เรียกว่า “Heart Power” ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยีอาจเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา แต่ความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความเอื้ออาทร คือพลังที่ทำให้ผู้คนพร้อมร่วมมือกันและนำเครื่องมือเหล่านั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
๐ Quadruple Helix ผนึก 4 ภาคส่วน สร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริงของชุมชน
การนำนวัตกรรมไปใช้พัฒนาชุมชนให้เกิดผลสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ม.อ. จึงให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามกรอบ Quadruple Helix หรือการประสานความร่วมมือระหว่าง 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาควิชาการ ภาคชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชน โดยแต่ละฝ่ายมีบทบาทสำคัญที่เชื่อมโยงกัน ดังนี้
ภาควิชาการ มหาวิทยาลัยต้องลงพื้นที่ ค้นหาโจทย์ที่แท้จริง มหาวิทยาลัยมีหน้าที่นำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยเข้าไปสนับสนุนการแก้ปัญหา แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจบริบทและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง นักวิชาการไม่ควรนำเทคโนโลยีที่ตนเองมีอยู่ไปกำหนดให้ชุมชนต้องใช้ แต่ต้องลงพื้นที่เพื่อค้นหาว่าชุมชนกำลังเผชิญปัญหาอะไร และมีความต้องการให้ช่วยแก้ไขเรื่องใด เมื่อเข้าใจโจทย์ที่แท้จริงแล้ว จึงนำองค์ความรู้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
ภาคชุมชน เป็นเจ้าของปัญหาและเจ้าของข้อมูล ชุมชนไม่ควรมีบทบาทเพียงผู้รับความช่วยเหลือหรือผู้ทดลองใช้นวัตกรรม แต่ต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการกำหนดปัญหา การจัดเก็บข้อมูล การออกแบบแนวทางแก้ไข ไปจนถึงการนำผลลัพธ์ไปใช้ประโยชน์ โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการพัฒนาอย่างแท้จริง มีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมลงมือทำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพราะคนในพื้นที่ย่อมเข้าใจปัญหา สภาพแวดล้อม และข้อจำกัดของตนเองได้ดีที่สุด
ภาครัฐ ปลดล็อกกฎระเบียบ เปิดพื้นที่ทดลองนโยบาย เพราะภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะการทบทวนกฎระเบียบหรือข้อจำกัดทางกฎหมายที่อาจไม่สอดคล้องกับการทำงานในพื้นที่นอกจากนี้ ยังควรสนับสนุนการสร้างพื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย หรือ Sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชน มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนสามารถทดลองแนวทางหรือรูปแบบการดำเนินงานใหม่ๆ ภายใต้กรอบที่เหมาะสม หากนวัตกรรมใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดประโยชน์จริง ก็สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลในวงกว้างได้
ภาคเอกชน ร่วมลงทุน สร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม เพราะภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยและนวัตกรรมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากการเข้ามาร่วมลงทุนแล้ว ยังสามารถสนับสนุนด้านการตลาด การผลิต การกระจายสินค้า และการสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
การประสานพลังของทั้ง 4 ภาคส่วนจึงเป็นกลไกที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ากับความต้องการของชุมชน พร้อมสร้างระบบสนับสนุนจากภาครัฐและตลาดจากภาคเอกชน ทำให้นวัตกรรมไม่หยุดอยู่เพียงการทดลอง แต่สามารถขยายผลสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้จริง

๐ ชุมชนเข้มแข็ง ประเทศจึงยืนหยัดได้ บทสรุปวิสัยทัศน์ ม.อ. ในวันที่โลกเผชิญวิกฤต
จากการพัฒนาสารสกัดยางพารา HELP ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าทรัพยากรเกษตร การคิดค้นอาหารพร้อมรับประทานแกปโปรและพีอูเบนเพื่อรับมือภัยพิบัติ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี CAR-T Cell เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งหมดสะท้อนแนวทางการทำงานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ต้องการเชื่อมโยงงานวิจัยกับการแก้ปัญหาจริงของสังคม ขณะเดียวกัน การพัฒนาประเทศยังจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างสมดุล ทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็น Hard Power ควบคู่กับคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และความเป็นมนุษย์ที่เป็น Soft Power และ Heart Power แต่เหนือสิ่งอื่นใด กลไกสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน คือการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นเจ้าของปัญหา และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเอง โดยมีมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชนเป็นแรงสนับสนุน
ผศ.ดร.พงค์เทพ มองว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นจากการมีงบประมาณมหาศาล หรือการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเข้าไปในพื้นที่ แต่เริ่มต้นจากการที่มหาวิทยาลัยและชุมชนได้ร่วมกันคิด ร่วมกันตัดสินใจ และร่วมกันลงมือทำ เพราะท้ายที่สุดแล้ว มหาวิทยาลัยจะมีความหมายมากกว่าการเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ ก็ต่อเมื่อสามารถนำความรู้เหล่านั้นกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง
นี่คือทิศทางการเปลี่ยนผ่านของ ม.อ. จากมหาวิทยาลัยที่สร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ สู่มหาวิทยาลัยที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คน โดยมีชุมชนเป็นรากฐาน ใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือ และใช้พลังความร่วมมือเป็นกลไกขับเคลื่อน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดและก้าวข้ามวิกฤตซ้อนวิกฤตไปด้วยกัน




