ฉันทมติที่หายไป – เมื่อวันอาทิตย์ 30 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา มีกิจกรรม “ออกกำลัง” ของประชาชนที่อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติแจ้งวัฒนะอาคาร B อันเป็นการออกกำลังที่มีวาระและวัตถุประสงค์พิเศษ คือเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ชวนมา “เล่นกีฬาหน้า กกต.” เพื่อส่งสารถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สั่งฟ้อง ส.ว. และผู้ต้องหาในคดีฮั้วเลือก ส.ว. ทุกคนโดยไม่มียกเว้น
กิจกรรมของเขาก็มีตั้งแต่การตีลูกแบดชิงแชมป์โยนบอล (ที่เรียกแทนว่า Blue) ลงกล่อง (ที่แทนกลุ่ม) นอกจากนี้ก็ยังได้ทราบมาว่าสำหรับคนชอบกิจกรรมออกกำลังทางสมอง ก็มีการเล่นทดสอบบอร์ดเกมรัฐธรรมนูญที่ออกแบบใหม่พิเศษโดยคุณสฤณี อาชวานันทกุลด้วย และไฮไลต์คือการวิ่ง Sky Running 2.29 กิโลเมตร อันเป็นระยะทางเชิงสัญลักษณ์โดยใช้ประโยชน์ทางทางวิ่งลอยฟ้าของศูนย์ราชการนั่นเอง
ซึ่งเป็นทั้งกิจกรรม “ออกกำลัง” ของ “ร่างกาย” ในเชิงปัจเจกและการ “ออกมาแสดงกำลัง” ของประชาชนด้วยพร้อมกัน
ผลของการ “ออก(มาแสดง)กำลัง” นั้น มองด้วยตาแล้วก็ผ่านจุดที่เรียกว่าน้อยไปได้นั่นแหละ แต่จะมากพอที่จะมี “กำลัง” เพียงพอที่จะสั่นสะเทือนต่อการตัดสินใจการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของ กกต. ตามที่หวังตั้งใจได้หรือไม่ ผู้ที่ชี้วัดตัดสินได้คือผู้จัดกิจกรรมซึ่งก็คงมี KPI ของตัวเองอยู่แล้ว
สำหรับพฤติกรรมของสมาชิกวุฒิสภาที่แสดงออกมาตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามารับหน้าที่ และการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.นั้นร้ายดีอย่างไรคงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องฉายซ้ำ เชื่อแน่ว่าผู้คนที่เป็นหรือเคยเป็นฝ่ายประชาธิปไตยอันได้แก่ผู้คนกลุ่มที่เคยต่อสู้กับอำนาจนอกระบบในทุกรูปแบบ ผู้คนที่เคยเชื่อว่าประชาชนควรมีอำนาจในการตัดสินใจกำหนดอนาคตความเป็นไปของตนเองและประเทศชาติได้ผ่านกลไกทางการเมือง ผู้คนที่เชื่อในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม หากใครที่จนปัจจุบันยังคงยึดมั่นในคุณค่าที่กล่าวมาข้างต้นอย่างน้อยสักข้อหนึ่งแล้วก็มั่นใจว่ายากที่จะ “พอใจ” หรือ “ยินดี” ให้สถาบันและองค์กรทางรัฐธรรมนูญทั้งสองนี้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในสภาพเช่นนี้
หากผู้คนเหล่านั้น ซึ่งต่อให้ตัดปัญหาเรื่องความว่างความพร้อมและปัจจัยอื่นๆ ไปแล้ว ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สนใจจะมาร่วมกิจกรรม “ออกกำลังกาย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ว่านั้น
โดยเฉพาะผู้คนในฝั่ง “แดง” ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรืออาจจะไม่ถึงกับสนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็ได้แค่อาจจะแค่ไม่พอใจในบทบาททางการเมืองของ “พรรคส้ม” นั้น แม้จะไม่เห็นด้วยกับ กกต.และ ส.ว.แค่ไหน แต่ก็ไม่สะดวกที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับทาง iLaw ที่มีบรรยากาศภาพลักษณ์และทิศทางการขับเคลื่อนไปในแนวทางเดียวกับ “พรรคส้ม”
ในความเป็นจริงก็อาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย หากพิจารณากิจกรรมออกกำลังกายเมื่อวันอาทิตย์ที่ปรากฏว่า ส.ส.ปัจจุบันและอดีตสมาชิกพรรคส้ม ไม่ว่าจะตั้งแต่ยุคไหนชื่ออะไรก็มาเข้าร่วมกันอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ “สายส้ม” ตัวกลั่นในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นแนวร่วมพรรคส้มก็มาร่วมงานกันราวกับมาเช็กชื่อ
ผมได้เห็นการแสดงความเห็นลักษณะนี้มากในหมู่ “ฝ่ายแดง” และ “คนไม่ชอบส้ม” ที่ว่า ซึ่งคงต้องบอกกันอย่างคนเข้าใจแต่อาจจะต้องไม่เกรงใจว่า นี่เป็นสัญญาณแสดงสุขภาพประชาธิปไตยที่ไม่ดีเท่าไรของผู้คนฝั่งนี้
เช่นเดียวกับที่เมื่อช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเพลงแร็พที่เป็นกระแสขึ้นมาคือการนำเพลง “ยกมือขึ้น” ที่เคยเป็นเพลงของโจอี้ บอย ที่บอกเล่าถึงบริบทสังคมการเมืองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อยุคปี 2000 มาทำใหม่ในเวอร์ชั่น 2026 โดย NAY x TangBadVoice ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในทางบวกอย่างมากมายในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อกระแสหลัก
ซึ่งเอาจริงจากเนื้อเพลงนั้น นอกจากส่วนที่จิกกัดความโหลยโท่ยเฉพาะบุคคลในการบังคับควบคุมตนเอง (เช่นอาทิตย์นี้ตั้งใจจะกินคลีน แต่ดันไปกินหมูกรอบซะงั้น หรือเข้ายิมออกกำลังแต่สุดท้ายก็แค่ไปเหล่คนหน้าตาดีไปวันๆ นอนดึกเพราะไถแพลตฟอร์มดูหนังหรือเล่นเกม ฯลฯ) ที่เหลือก็เป็นปัญหาร่วมกันของคนทุกรุ่นทุกเจน และทุกสีทุกฝั่งฝ่ายนั่นแหละ ทั้งปัญหารายได้ต่ำกว่าค่าครองชีพ การรับมือกับหัวหน้าที่สั่งงานแบบสั่งวันนี้จะเอาเมื่อวาน การถูกเอไอแย่งงาน ปัญหาประกันสังคม ปัญหา PM2.5 รวมถึงส่วนที่เป็นการเมืองก็ได้แก่ปัญหาประกันสังคม การใช้งบประมาณของประเทศแบบไม่ได้สัดส่วน การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ไปถึงไหนเสียที ปัญหาอำนาจ ส.ว. และความต้องการเลือก ส.ส.ร. ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งเอาจริงๆ ก็น่าจะเป็นปัญหาร่วมกันของทุกสีทุกฝ่ายมิใช่หรือ
แต่แล้วก็ปรากฏว่ามีคนบางกลุ่มไม่ค่อยจะโอเคกับทั้งตัวเพลงและ MV ด้วยว่ามันมีกลิ่น “ส้ม” ปนอยู่ ซึ่งน่าจะหมายถึงการที่คนหนุ่มสาวออกมาบ่นไม่พอใจกับชีวิต ความเป็นไปและการเมืองปัจจุบันนั่นเอง ออกมากระแนะกระแหนไม่ค่อยพอใจเพลงนี้กันสักเท่าไร
สำหรับผมแล้ว ทั้งสองเรื่องนี้เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับความหวังในการเปลี่ยนแปลง ในสถานการณ์ที่ “ฝ่ายหนึ่ง” กำลังครองอำนาจได้เบ็ดเสร็จโดยกติกา ระบบ และการเข้าสู่อำนาจ และขุมอำนาจนั้นก็จะยิ่งขยายตัวและมั่นคงขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างที่เห็นได้ชัดว่า ภายใต้กลไกกติกาและโครงสร้างเช่นนี้มองไม่เห็นทางเลยที่ฝ่ายซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอำนาจของฝ่ายนั้นจะเอาชนะได้
ดูเรื่องกรณี ฮั้ว ส.ว.ก็ได้ว่าต่อให้มีหลักฐานชัดเจนเห็นๆ ขนาดนี้ ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถที่จะทำให้ผู้ที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้นได้ หนำซ้ำฝ่ายที่ออกมาเรียกร้องกลับต้องถูกดำเนินคดีไปเองเสียอย่างนั้น
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านการประชามติของประชาชนมาแล้วพร้อมการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ต้นปี ความคืบหน้าตอนนี้น่าจะไปดองอยู่รวมกับกองหนังสือที่ซื้อมาในงานสัปดาห์หนังสือช่วงเดือนเมษายนของหลายท่าน แต่เราเชื่อว่าท่านจะอ่านหนังสือทั้งหมดรวมถึงที่ซื้อใหม่ในงานเดือนตุลาได้จบก่อนลงประชามติรัฐธรรมนูญครั้งที่สองแน่นอน
จากประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของโลก การที่ “อำนาจการเมือง” ตามความเป็นจริงระดับนี้จะต้องปลดหรือปล่อยมือ ถ้าไม่ใช่เหตุแทรกแซงจากอำนาจเหนือกว่าภายนอก หรือเหตุวิกฤตแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างยิ่งแล้ว ก็มีเพียงการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ฉันทมติ” ระดับที่ฝ่ายอำนาจทุกฝ่ายยอมรับว่าไม่อาจขัดใจหรือทำเป็นไม่แยแสประชาชนได้อีกต่อไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจจะเริ่มโดยฝ่ายนั้นยอมสละ ละ หรือยอมลดแลกเพื่อปรับดุลยภาพของอำนาจโดยกระบวนการทางการเมือง สำหรับผู้สนใจขอให้ลองไปศึกษาการเปลี่ยนผ่านมาสู่ประชาธิปไตยของเกาหลีใต้และไต้หวันดู
สำหรับประเทศไทย เชื่อว่าการที่ประชาชนจะออกมาต่อสู้เรียกร้องนั้นในบริบทปัจจุบันน่าจะยากแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น อย่างน้อยเราก็ยังเหลือช่องทางที่อาจจะแสดง “ฉันทมติ” ได้อยู่บ้าง ที่มันอาจจะดังพอให้ฝ่ายที่อยู่ในอำนาจและมีความได้เปรียบนั้นจำใจต้องสละ ละ ลด อำนาจเช่นว่านั้นได้ เหมือนครั้งที่ประชาสังคมชาวไทยเราเคยทำสำเร็จมาแล้วตั้งแต่หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี พ.ศ.2535 จนถึงการมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองฉบับปี พ.ศ.2540 ซึ่งเรา หมายถึงประชาชนชาวไทยในวันนั้นแวลานั้น ได้แสดงฉันทมติกันจนแม้สภาจะอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญอย่างดุเดือดในทางไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องยกมือให้ผ่าน
แต่ฉันทมตินั้นไม่อาจมีได้เลยในสภาพที่ขาดสมานฉันท์ โดยเฉพาะฝั่งฝ่ายที่เอาเข้าจริงก็เห็นปัญหาอย่างเดียวกัน เคยต่อสู้กับสิ่งเดียวกันและเพื่ออุดมการณ์เดียวกันมาก่อนหน้านี้ และฉันทมติที่หายไปนี่เอง ยิ่งทำให้ความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายนั้นจะเกิดขึ้น
ผมคงจะไม่ย้อนกลับไปไล่หาว่าใคร “เริ่มก่อน” ซึ่งจริง ๆ ใครติดตามคอลัมน์มาก็คงรู้แหละว่าผมก็มีธงในใจอย่างไร แต่เอาเป็นว่าสถานการณ์ตอนนี้มันวายป่วงไปจนเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากแล้ว
เพราะฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงฝ่ายการเมือง แต่รวมถึงประชาชนที่สนับสนุนด้วยนั้นมองว่าการต่อสู้เพื่อโค่นล้มกลไกหรืออำนาจนี้ในตอนนี้มันหนักหนาเกินวิสัยจนได้ไม่คุ้มเสีย จึงพยายามปรับตัวอยู่กับอำนาจนั้นและหาทางใช้ประโยชน์จากอำนาจนั้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมอย่างช้าๆ เท่าที่เป็นไปได้โดยไม่ได้มองว่าการต่อสู้แตกหักกับอำนาจนั้นเป็นหนทางเดียวที่จะสร้าง “ประเทศ” และ “สังคม” ที่ดีได้ แต่ถึงอย่างนั้น ถ้ามีโอกาสที่เป็นไปได้ภายใต้กลไกการเมือง หากสามารถช่วงชิงการนำและอำนาจรัฐมาได้ก็พร้อมจะทำ
ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า หากไม่จัดการกับ “อำนาจ” อันมิชอบธรรมนั้นหรือองคาพยพที่ขัดขวางไว้ การอ้างว่าต้องเข้าสยบยอมต่อระบบและอำนาจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อยนั้นเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์
ปัญหาของฝ่ายแรก คือการมองว่า การต่อต้าน “อำนาจ” ของฝ่ายหลังในช่วงเวลาแบบนี้นั้นล้วนเป็นเรื่องเสียเปล่าไปทั้งหมด หรือเป็นการกวนน้ำให้ขุ่นหรือรบกวนการทำงานของฝ่ายตนที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนออกมาจากสิ่งที่ได้เขียนไว้ตอนต้นทั้งสองเรื่อง ทั้งการตั้งแง่กิจกรรมไปออกกำลังกายของ iLaw และความรู้สึกหมั่นไส้เพลงยกมือขึ้น 2026 ของฝ่ายแดง
ส่วนปัญหาของฝ่ายหลัง คือการด้อยค่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย” ที่มันช่วยให้ชีวิตของปัจเจกหรือสังคมดีขึ้นจากการทำงานของฝ่ายแรกที่พยายามประนีประนอมกับอำนาจ เช่นพฤติกรรมของผู้สมาทานพรรคส้มบางคนที่แม้ในตอนนี้เมื่อมีงานบางส่วนที่ THACCA สมัยพรรคเพื่อไทยเคยทำไว้แต่เพิ่งมาออกผล เช่นการแปลหนังสือเป็นภาษาต่างประเทศ ก็ยังพยายามไม่ให้เครดิตอยู่ดี หรือในอีกทางหนึ่งก็เรียกร้องกับอีกฝ่ายอย่างไร้เหตุผล อาจารย์มหาวิทยาลัยถูกเรียกสอบวินัย หรือนักศึกษาให้ AI เขียนรายงานมาส่ง ก็ร้องหา รมว.อว.อยู่ไหน ต่อไปแมวที่มหาวิทยาลัยในกำกับ อว. ป่วยคงร้องยศชนันช่วยด้วย พาเจ้านายไปหาหมอให้ที
ค่อนข้างมั่นใจว่าคอลัมน์ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่ถูกนำไปแขวนไว้ให้คนทั้งสองฝ่ายอ่านและ “ให้กำลังใจ” โดยขาประจำหลายท่าน ดังนั้น ไหนๆ ก็ไหนๆ จึงอยากฝากไว้ว่า
สำหรับฝ่ายแรกนั้นอยากจะบอกว่า เราสามารถพอใจให้พรรคที่เราเลือกเรารักและทำงานด้วยอำนาจที่มี ภายใต้การร่วมรัฐบาลที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา แต่ในฐานะของประชาชน เราก็มีสิทธิที่จะร่วมแสดงพลังเพื่อจัดการกับสิ่งไม่ถูกไม่ควรที่เกี่ยวข้องกับแกนนำรัฐบาลนั้นได้อย่างกล้าหาญเช่นกัน
สำหรับฝ่ายหลัง เราสามารถต่อสู้ทางการเมืองโดยไม่ต้องเห็นทุกคนเป็นศัตรูก็ได้ และแม้แต่จะเป็นศัตรู เราก็ชื่นชมในสิ่งที่เขาทำได้ดีมีประโยชน์ ที่สำคัญกว่านั้นคือยอมรับบ้างว่า คนอื่นเขาก็สร้างความเปลี่ยนแปลงและประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมได้แม้จะใช้คนละวิธีการกับพวกท่าน สำคัญที่สุดคือรู้จักให้เครดิตกับคนทำงานบ้างเถอะ
ถ้าทั้งสองฝ่ายยอมลดยอมปรับลงมาได้ บางครั้งฉันทมติที่คิดว่าหายสาบสูญสิ้นหวังตามหามานานแล้วก็อาจจะกลับมาในสักวันก็เป็นได้



