เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงค่ำวันที่ 22 สิงหาคม ต่อเนื่องมาในช่วงค่ำวันที่ 23-24 สิงหาคม ที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเปิดปฏิบัติการพร้อมกันใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่ จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา
ทั้งวางระเบิด เผารถยนต์ในที่ทำการ อบต. เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์เผาเสาไฟฟ้า เผากล้องวงจรปิด เผาร้านสะดวกซื้อ รวมกว่า75 จุด หากนับรวมจุดย่อยอื่น ตัวเลขเกินกว่า 100 เหตุการณ์
เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านปฏิบัติการลงมือก่อเหตุพร้อมกันของกลุ่มก่อความไม่สงบ แม้ไม่ถึงขั้นมุ่งหมายกระทำต่อชีวิตประชาชน
แต่การก่อเหตุแทบจะต่อเนื่องกันทุกคืน ในห้วงเวลาเดิมๆ ย่อมสร้างความตื่นตระหนกต่อความไม่ปลอดภัยในชีวิต ทั้งของประชาชน ผู้ประกอบการ ห้างร้าน ตลอดจนภาคธุรกิจ ให้รู้สึกถึงความไม่มั่นใจต่อการดูแล รักษาความมั่นคง และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รัฐ มาจนถึงรัฐบาล ในฐานะฝ่ายบริหารสูงสุดของข้าราชการประจำ
แม้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคง 3 ฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
มีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งทหารและข้าราชการพลเรือนนับหมื่นนาย ไปสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย และกองทัพ
มีงบประมาณแผ่นดินอนุมัติลงไปแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน 22 ปี มีการใช้งบประมาณแผ่นดินไปกว่า 340,000 ล้านบาท เฉลี่ยปีละกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นทั้งสิ้นรวม 10,222 ครั้ง ผู้ได้รับผลกระทบและสูญเสียทางร่างกายทั้งหมดรวม 20,679 ราย แยกเป็น ผู้เสียชีวิต รวม 6,028 ราย เป็นประชาชน 3,666 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 2,362 ราย
ผู้บาดเจ็บ รวม 13,737 ราย เป็นประชาชน 6,724 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 7,013 ราย ผู้พิการและทุพพลภาพ รวม 914 รายเป็นประชาชน 469 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 445 ราย
แต่การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากี่รัฐบาล ทั้งรัฐบาลทหาร รัฐบาลพลเรือน กลับมีสภาพ “วนลูป” เหมือนเดิม
แม้จะมียุทธศาสตร์ “การเมืองนำการทหาร” รวมทั้งยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ น้อมนำมาศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
แต่ผลการนำยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ไปปฏิบัติกลับยังไม่ประสบความสำเร็จ ผ่านตัวชี้วัดคือ จำนวนการก่อเหตุการณ์ ตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตยังไม่ลดลง
ย่อมเป็นผลสะท้อนว่าการเข้าใจในหลักยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตั้งแต่รัฐบาล ไปจนถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง ยังไม่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้
ยิ่งการเปิดปฏิบัติการก่อความไม่สงบเกิดขึ้นแทบจะทุกค่ำคืนต่อเนื่องกัน นั่นย่อมสะท้อนถึง “การข่าว” และ “งานด้านมวลชน” ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ต้องยกเครื่องการทำงานกันใหม่ในทุกองคาพยพ
เพราะตลอด 22 ปี กับการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้
ย่อมมีบทเรียนเพียงพอแล้ว ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าดับไฟใต้ให้จริงจัง มีผลงานจับต้องได้เสียที



