สธ.คาดครึ่งปีหลังไทยป่วยโควิดขาขึ้น จับตา ก.ย.สูงสุดวันละ 4 พันคน
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 4 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ. เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น และมีรายงานผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเชื้อโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 แต่เป็นการติดเชื้อระลอกเล็กๆ ซึ่งกรณีที่บางประเทศเพิ่มขึ้น บางประเทศลดลง คนที่เสียชีวิตเพราะไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือฉีดนานแล้ว บางประเทศที่ถอดหน้ากากแล้ว ต้องประกาศให้กลับมาสวมหน้ากากอีกครั้ง เช่น ฝรั่งเศส เพราะพบ BA.5 เพิ่มขึ้น
“ส่วนประเทศไทยมี BA.5 ร้อยละ 20 ใกล้เคียงกับทั่วโลก เพราะไม่ได้จำกัดการเดินทาง แต่ยังไม่พบพีคใหม่ที่ชัดๆ เหมือนประเทศอื่น เราอาจจะกำลังเข้าสู่ระยะที่อาจจะพบการระบาดเพิ่มเติมหลังโอมิครอน BA.1 และ BA.2 มาเป็นการระบาดของ BA.4 และ BA.5 ก็อาจจะมีผลตามมาบ้าง ขณะนี้ แนวโน้มมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล จังหวัดใหญ่ จังหวัดท่องเที่ยว ส่วนจังหวัดเล็กๆ มีการติดเชื้อลดลง
นี่น่าจะเป็นสัญญาณเตือน แต่ยังไม่ได้มีสถานการณ์รุนแรงมาก
เป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นว่า กรุงเทพฯ ปริมณฑล, จังหวัดใหญ่ จังหวัดท่องเที่ยว ต้องพิจารณาควบคุมการระบาดบางส่วน อาจจะต้องเพิ่มมาตรการป้องกันโรค เช่น การสวมหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะพื้นที่รวมกลุ่มคนมากๆ ขนส่งสาธารณะทุกประเภท ทั้งนี้ สถานที่เสี่ยง พบระบาดกลุ่มก้อนในจังหวัดเหล่านี้ รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ โรงเรียน สถาบันการศึกษาหลายจังหวัด โดยพบเป็นคลัสเตอร์เล็กๆ ซึ่งคุมได้ แต่อาจจะแพร่สู่ครอบครัว กลุ่ม 608 ได้” นพ.จักรรัฐ กล่าว
นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า จากการประเมินหลังวันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป จนถึงปี 2566 คาดว่าตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป จนถึง 10 สัปดาห์ข้างหน้า จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (รพ.) มากขึ้น แต่อาจจะเข้ารับการรักษาใน รพ.ไม่มากเท่าช่วงต้นที่เชื้อโอมิครอนระบาด ซึ่งมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัคซีนที่ฉีดจำนวนมาก และอีกปัจจัยสำคัญคือ การป้องกันโรคส่วนบุคคล หากยังป้องกันใกล้เคียงก่อนผ่อนคลายมาตรการกราฟจะไม่สูงมาก แต่หากผ่อนคลายหมด คนไม่สวมหน้ากากเลย เส้นกราฟจะสูงมาก โดยคาดว่าเดือนกันยายน สูงสุดวันละ 4,000 คน
นพ.จักรรัฐ กล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ มีผู้ป่วยอาการหนัก 677 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 293 ราย พบว่า ปอดอักเสบเริ่มเพิ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องกับที่มีรายผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ยังทรงตัว สำหรับผู้ป่วยเสียชีวิตทรงตัว ลดลงเล็กน้อย ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้ารักษาตัวใน รพ.ก็ยังทรงตัว แต่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงเพิ่มขึ้น
“จากข้อมูลระบบ HI เคยมีผู้ป่วยเข้าระบบหลักหมื่นคน ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 1.4 หมื่นคน อาจจะเป็นไปได้ว่ามีการระบาดเล็กๆ ในครอบครัว จึงรักษาด้วยตนเองและลงทะเบียบรับยากับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำให้ OPSI เพิ่มขึ้นจากประมาณ 191,000 ราย เป็นประมาณ 207,000 ราย เพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สรุปเสียชีวิตรอบสัปดาห์ ที่เกิดจากโรคโควิด-19 โดยตรง 106 ราย เป็นผู้ป่วย 608 ทั้งหมด ในจำนวนนี้ เกือบร้อยละ 50 ไม่ฉีดวัคซีนเลยสักเข็ม บางคนฉีดเข็มเดียว พออาการรุนแรงก็ไม่สามารถป้องกันได้ บางส่วนฉีด 2 เข็ม นานเกิน 3 เดือน ทั้งนี้ 608 เมื่อมีการติดเชื้ออาการป่วยจะค่อนข้างเยอะ เพราะภูมิคุ้มกันมีไม่มาก หลายโรคแม้ฉีด 2 เข็ม แต่ป้องกันไม่ได้ โดยเฉพาะโอมิครอน ต้องฉีดเข็มกระตุ้น” นพ.จักรรัฐ กล่าวและว่า ทั้งนี้ กลุ่มที่เสียชีวิตเยอะ เป็นกลุ่มผู้ป่วยไตเรื้อรัง หลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง
ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กล่าวว่า สรุปผู้ป่วยปอดอักเสบเข้า รพ. และครองเตียง ภาพรวมทั้งประเทศราวร้อยละ 10.9 บางจังหวัดมีการปรับเตียงไปใช้ดูแลผู้ป่วยโรคอื่นๆ แล้ว เหลือเตียงสำหรับโควิด-19 ไว้บางส่วน จึงทำให้ดูเหมือนว่า สัดส่วนอัตราการครองเตียงสูงขึ้น เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล จังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ แต่การครองเตียงที่ระดับร้อยละ 20-30 ยังสามารถรองรับได้ เพราะเกณฑ์การรองรับคือ ร้อยละ 50 หากเกินนี้จึงจะมีมาตรการเพิ่มเตียงได้

