ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ประเด็นที่ต้องมีการจับตาคือ สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะออกมาเป็นอย่างไร วงเงินงบประมาณเท่าไหร่ แต่ละหน่วยงานได้จัดสรรงบแค่ไหน กับโครงการอะไรบ้าง รวมถึงการคาดหวังต่อผลลัพธ์ของโครงการและงบประมาณที่ได้รับจัดสรร
ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ แนวทางหรือแผนงานที่แต่ละหน่วยงานได้ผ่านการพิจารณา จะช่วยแก้ปัญหา ฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ภาวะเติบโตในอัตราต่ำ จะดีขึ้นได้แค่ไหน!!
จากสำรวจความเห็นนักธุรกิจและนักวิชาการ ข้อเสนอจะมุ่งให้การใช้งบประมาณรัฐบาล “คุ้มค่าสูงสุด ที่สามารถวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้”
⦁นักวิชาการหนุนเพิ่ม‘ขีดแข่งขัน-สิ่งแวดล้อม’
โดย รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน แสดงความเห็นต่องบประมาณรัฐบาลปี 2570 ที่จะเริ่มเดือนตุลาคม 2569 ชี้ว่า พิจารณางบประมาณรายจ่ายของไทย 5 ปีย้อนหลัง (2565-2569) พบว่า งบประมาณรายจ่ายของไทยเพิ่มขึ้นทุกปี จาก 3.1 ล้านล้านบาทเป็น 3.7 ล้านล้านบาท เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 5% และบริหารผ่านภารกิจ 7 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความเสมอภาคทางสังคม สิ่งแวดล้อม บริหารภาครัฐและค่าดำเนินการภาครัฐ ดังนั้น งบประมาณปี 2570 ต้องเน้นเรื่องศักยภาพการแข่งขัน และสิ่งแวดล้อม ดูจากงบประมาณรายจ่าย 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ยุทธศาสตร์ของการแข่งขันและสิ่งแวดล้อม เป็น 2 ประเด็นใหญ่ที่มีงบประมาณน้อยที่สุด 2 ประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นที่ประเทศไทยละเลย เพราะหากประเทศไทยต้องการแข่งขันกับนานาชาติ ต้องให้ความสำคัญผ่านทางงบประมาณรายจ่ายใน 2 ประเทศดังกล่าว ประเด็นสิ่งแวดล้อมหากไม่ผลักดันจะกลายเป็นปัญหาอุปสรรคด้านมาตรการภาษีและที่มิใช่ภาษี ซึ่งการผลักดันใน 2 ประเด็นข้างต้น จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ศักยภาพการผลิตของประเทศ และการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ (FDI) นอกจากจะผ่านทางงบประมาณรายจ่ายแล้ว ยังผ่านนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมและผลักดัน
ส่วนดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) จำแนกเป็น ยุทธศาสตร์ความสามารถในการแข่งขัน 5 ด้าน และยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม 6 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขัน KPI คือ มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มากกว่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 15% ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ขยายฐานการลงทุนในประเทศ, ความสามารถในการแข่งขัน KPI ด้านผลิตภาพแรงงาน (GDP) ต่อผู้มีงานทำ เป้าคือเพิ่มขึ้น 3-5% ผลลัพธ์ที่คาดหวัง เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ, ความสามารถในการแข่งขัน KPI ของสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D/GDP) เป้าไม่น้อยกว่า 2% ของ GDP ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือยกระดับนวัตกรรมและเทคโนโลยี, ความสามารถในการแข่งขัน KPI ของสัดส่วนการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เป้าต้องมากกว่า 35% ของการส่งออกทั้งหมด ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือเพิ่มมูลค่าและความซับซ้อนของการส่งออก, ความสามารถในการแข่งขัน ระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุน เป้าลดลงไม่น้อยกว่า 30% ผลลัพธ์ที่คาดหวังเพิ่มความสะดวกในการลงทุน ส่วนยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม 1.ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ GDP เป้าลดลง 5-7% คาดหวัง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดคาร์บอน 2.สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า เป้าไม่น้อยกว่า 35% คาดหวังลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล 3.จำนวนโรงงานที่ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวเป้าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% คาดหวังส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.จำนวนวัน PM2.5 เกินมาตรฐานในเมืองหลัก เป้าลดลงไม่น้อยกว่า 30% คาดหวังยกระดับคุณภาพอากาศ 5.อัตราการรีไซเคิลขยะมูลฝอย เป้าหมายมากกว่า 40% คาดหวังลดปริมาณขยะฝังกลบ 6.สัดส่วนผู้ประกอบการที่จัดทำ Carbon Footprint เป้าหมายมากกว่า 50% ของผู้ประกอบการเป้าหมาย คาดหวังรองรับมาตรการการค้าด้านสิ่งแวดล้อมของโลก
ฉะนั้น 1.ปรับงบประมาณจากงบประจำสู่งบลงทุนมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งบประมาณรายจ่ายของไทยมีสัดส่วนรายจ่ายประจำและค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งบลงทุนมีข้อจำกัด การจัดทำงบประมาณปี 2570 ควรเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนที่ช่วยยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด และการวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2.จัดทำงบประมาณแบบมุ่งผลลัพธ์ การจัดสรรงบประมาณต้องเน้นผลลัพธ์ที่วัดได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงการใช้จ่ายงบประมาณหรือจำนวนโครงการ โดยกำหนดตัวชี้วัดระดับประเทศ (National KPI) ที่สะท้อนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น การเพิ่มมูลค่า FDI การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 3.เพิ่มงบประมาณด้านวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีประเทศไทยยังมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วและประเทศคู่แข่งในเอเชีย การจัดทำงบประมาณปี 2570 ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และ 4.เตรียมงบประมาณรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าโลก มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด การจัดทำ Carbon Footprint และการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
⦁นักธุรกิจพุ่งเป้า‘วัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ’
อีกความเห็นจาก นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า ในฐานะภาคการส่งออก การจัดทำงบประมาณปี 2570 ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นอันดับแรก เนื่องจากภาคการค้าระหว่างประเทศ ทั้งการส่งออกและนำเข้า มีมูลค่ารวมคิดเป็นประมาณ 65% ของ GDP ประเทศไทย จึงถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ตลอดจนความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ ดังนั้น งบประมาณภาครัฐ ควรถูกใช้เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มากกว่ามุ่งเน้นการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณปี 2570 ประธาน สรท.เห็นว่าควรประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศไทย โดยควรมุ่งหวังให้ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ลดลง ระยะเวลาการส่งออกและนำเข้าสั้นลง และเกิดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 2.การยกระดับศักยภาพของ SMEs และผู้ส่งออกไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการแข่งขันทางการค้าในยุคใหม่ โดยมุ่งเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกรายใหม่ขยายมูลค่าการส่งออกของ SMEs และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.การพัฒนาทักษะแรงงานและบุคลากร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน รายได้ของแรงงาน และความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทย 4.การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ดียิ่งขึ้น และ 5.การกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อช่วยรักษาการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว
นายธนากรย้ำว่า ในส่วนของการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของการใช้งบประมาณ ควรเน้นการวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ (Outcome-Based Budgeting) มากกว่าการวัดผลจากอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณเพียงอย่างเดียว เพราะการเบิกจ่ายที่รวดเร็วไม่ได้หมายความว่าจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเสมอไป ตัวชี้วัดที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อเม็ดเงินงบประมาณ การลงทุนภาคเอกชนที่เกิดตามมา มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น การจ้างงานใหม่ ผลิตภาพแรงงาน รายได้ประชาชนต่อหัว และการลดขั้นตอนหรือระยะเวลาการดำเนินงานของภาครัฐหากต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า งบประมาณปี 2570 ควรเปลี่ยนบทบาทจาก “งบกระตุ้นการใช้จ่าย” ไปสู่ “งบเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” อย่างจริงจัง เพื่อสร้างรายได้ใหม่ เพิ่มศักยภาพการส่งออกดึงดูดการลงทุน และยกระดับความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันบนเวทีโลก
⦁เปิด5ลำดับความสำคัญ‘รัฐจ่ายงบปี70’
อีกความเห็นจาก นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ CEO-gracz บมจ.บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม หากให้จัดลำดับความสำคัญงบประมาณปี 2570
เริ่มลำดับแรก 1.กระตุ้นการลงทุนเอกชนและการส่งออก มองว่าเงินลงทุนสร้างการจ้างงานและรายได้ยั่งยืนมากกว่าการแจกเงิน
กระตุ้นให้คิดและขยัน ดีกว่าได้เงินมาโดยไม่ได้เกิดการพัฒนา และงบควรลงที่ BOI, Logistics, Free Trade Zones, Green Industry, Data Center, AI, Semiconductor, EV, Bioeconomy บนเป้าหมายส่งออกกลับมาเติบโต 5-8% เงินลงทุนใหม่เข้าประเทศ จาก green and clean economy
ตามด้วย 2.โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เพราะลดต้นทุนประเทศทั้งระบบ งบควรลงที่รถไฟรางคู่, ท่าเรือแหลมฉบัง, Land Bridge, Smart Grid, Water Management, mountain development โดยคาดหวัง ต้นทุนขนส่งลด และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว 3.ท่องเที่ยวยั่งยืนและบริการมูลค่าสูงเพราะเป็นเครื่องยนต์ที่ฟื้นตัวเร็วที่สุดและมีโอกาสกลับมาแล้วยั่งยืน เน้น Medical Tourism, Wellness, Retirement, MICE, Luxury Tourism, green eco tour, Thai service style คาดหวัง: นักท่องเที่ยวกลับมา การบริการสร้างความยั่งยืน 4.SME และ Soft Loan เชิงผลิตภาพและยอมรับความเสี่ยงได้เยอะ ด้วย SME คือ มากกว่า 90% ของธุรกิจไทย ต้องช่วยให้การลงทุนเครื่องจักรแบบใหม่ AI Automation / โครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร ที่ใช้ AI และ technology support ไม่ใช่เพียงประคองหนี้ ที่รวบรวมวิธีคิดที่เชื่อมโยงการเกษตรเเละ AI technology เราเรียกหลักคิดนี้ว่า From ground to cloud คาดหวัง: Productivity เพิ่มขึ้น, ลดการปิดกิจการ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่รัฐยอมรับความเสี่ยงได้แข็งแรงขึ้น และ 5.พัฒนาคนและ AI Transformation เพราะปัญหาใหญ่สุดของไทยอาจไม่ใช่เรื่องเงินเท่านั้น แต่คือ Mind set ของคนไทย ที่ไม่พร้อมจะสู้กับการเปลี่ยนแปลง ที่รวดเร็ว และการปรับ Productivity เเละ efficiency ของการผลิต และพัฒนาคนในทักษะเหล่านี้
งบควรเน้น AI, Digital Skill, Engineering, Technical Workforce, build change and growth mindset คาดหวังเห็น ผลิตผลของการผลิต ทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งประสิทธิผลของคน เพิ่มอย่างต่อเนื่องใน 5-10 ปี โดยการใส่ mind set ของการเติบโต
หันมาสำรวจหน่วยงานรัฐ อย่างกระทรวงพาณิชย์ ยังคงทำแผนงานรองรับผลกระทบจากความตึงเครียดตะวันออกกลางและสถานการณ์การค้าโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวได้เร็วใน 1-2 ปี ยกตัวอย่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มุ่ง “รักษาตลาดเดิม เสริมตลาดใหม่” อาทิ โครงการส่งเสริมธุรกิจบริการศักยภาพสู่สากล เป้าหมายสร้างมูลค่าการเจรจาการค้า 11,194 ล้านบาท หรือกรมการค้าต่างประเทศ กำหนด 5 แผนงาน 8 โครงการ เน้นผลักดันมูลค่า เพิ่มภาคการผลิต การค้า และการลงทุน สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ หรือกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งยกระดับการให้บริการ การคุ้มครอง และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ผ่าน 5 กลยุทธ์
ฉะนั้น จากข้อสังเกตทางวิชาการ หากงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ เฉลี่ยเพิ่มปีละ 5% ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจผ่านตัวเลขการโตของจีดีพีไทยน่าจะใกล้เคียงกัน หรืออย่างน้อยจีดีพีไม่ควรต่ำกว่า 3% หรือไม่



