หน้าแรก เศรษฐกิจ สกมช.ยัน &#82...

สกมช.ยัน ‘สายชาร์จดูดข้อมูล’ มีจริง ทำงานด้วยไวไฟ แฮกเกอร์อยู่ใกล้ๆ เชื่อมต่อแล้วดูดได้เลย

18.01.23 | 12:41 น.
Karolina Grabowska / pexels

สกมช.ชี้สายชาร์จดูดเงินมีจริง แต่โอกาสเกิดน้อย หากโดนหลอกแนะแจ้งความ-มอบอุปกรณ์ให้ จนท.ตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม พล.อ.ต.อมร ชมเชย รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผถึงกรณีจากกรณี สายชาร์จดูดเงิน ที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งระบุโพสต์ข้อความระบุว่าภายหลังจากที่ได้ชาร์จแบตโทรศัพท์ทิ้งไว้จากนั้นไม่นานพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไปยังบัญชีผู้อื่นว่า เรื่องสายชาร์จที่ดูดข้อมูล หรือแฮ็กระบบโทรศัพท์นั้นมีอยู่จริง และมีลักษณะเหมือนกับสายชาร์จปกติทั่วไป โดยมีบริษัท แฮ็ก 5 (hack 5) เป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายและสามารถซื้อขายผ่านเว็บไซต์แฮ็ก 5 ราคาสายชาร์จปัจจุบันอยู่ที่ 4,000 บาท ซึ่งลักษณะการใช้จะเป็นไปตามปกติคือเป็นสายชาร์จที่มีหัวเสียบ 2 ด้าน เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ที่รองรับทั้งระบบปฏิบัติการแบบแอนดรอยด์ ไอโอเอส ยูเอสบี

พล.อ.ต.อมรกล่าวว่า การทำงานของสายชาร์จจะเป็นระบบไวไฟ (Wi-Fi) ถ้าแฮกเกอร์อยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่ผู้ใช้งานที่อยู่ระหว่างกำลังใช้อุปกรณ์ แฮกเกอร์สามารถเชื่อมต่อกับสายชาร์จนี้ และแฮ็กข้อมูลของผู้ใช้งานได้ ซึ่งกลไลการทำงานการดูดข้อมูลจะถูกส่งผ่านจากระบบที่ฝั่งไว้ในในหัวสายชาร์จ โดยที่เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถทำได้ แต่จะทำได้ในรัศมีที่ไม่ไกลมากนัก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : แบงก์ชาติเช็กแล้ว ถูกดูดเงินจาก ‘สายชาร์จมือถือ’ ไม่จริง แต่ถูกลวงให้โหลดแอพพ์แฝงมัลแวร์

พล.อ.ต.อมรกล่าวว่า โอกาสที่มีความเป็นไปได้สูงคือผู้ใช้งานอาจเผลอติดตั้งแอพพลิเคชั่นด้วยวิธีการที่ผู้ใช้งานจะถูกหลอกด้วยเทคนิคต่างๆ ซึ่งจากการตรวจสอบแอพพ์ที่มิจฉาชีพนิยมใช้หลอกลวงมากที่สุดคือ โทรจันโมบายแบงกิ้ง (mobile banking trojan) ซึ่งเป็นมัลแวร์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อมิจฉาชีพใช้และแอบเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยที่ผู้ใช้ไม่ได้อนุญาต

พล.อ.ต.อมรกล่าวด้วยว่า โทรจันโมบายแบ้งกิ้งจะมีหน้าตาเหมือนแอพพ์ทางการเงินที่ถูกต้อง อาทิ ในต่างประเทศพบมีการลงแอพพ์ธนาคารปลอมในเพลย์สโตร์ เมื่อผู้ใช้งานติดตั้งระบบและกรอกข้อมูลส่วนตัวแล้ว มิจฉาชีพจะเข้าควบคุมระบบได้ และสามารถควบคุมการทำงานของระบบโทรศัพท์โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้ตัว อีกทั้งช่องโหว่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนหลังจากกูเกิลพัฒนาเทคโนโลยีด้วยการเพิ่ม accessibility feature หรือฟีเจอร์ทำขึ้นเพื่อต้องการรองรับการใช้งานโทรศัพท์สำหรับทุกคน รวมถึงผู้พิการทางสายตาที่สามารถใช้งานโทรศัพท์จากการสัมผัสและฟังเสียง แต่ความพิเศษของฟีเจอร์นี้สามารถบังหน้าจอได้ หากเป็นผู้พิการทางสายตาใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องมองจอโทรศัพท์ ทำให้มิจฉาชีพใช้ฟีเจอร์นี้ควบคุมระบบเพื่อแฮกข้อมูลด้วยการล็อกหน้าจอ ทำให้เจ้าของเครื่องผู้ใช้บริการไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ตอนที่หน้าจอถูกล็อก หรือดับ เพราะเป็นช่วงที่แฮกเกอร์กำลังดูดข้อมูล หรือทำธุรกรรมทางการเงินของผู้ใช้งานโดยที่ไม่ยินยอม

Advertisement

“หากผู้ใช้งานถูกมิจฉาชีพหลอกลวง และไม่ทราบว่าเหตุเกิดจากอะไร ควรดำเนินการโดยการแจ้งความและมอบอุปกรณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบว่าในโทรศัพท์มีแอพพ์ที่ผิดปกติ รวมถึงต้องตรวจสอบสายชาร์จว่ามีความผิดปกติหรือไม่เช่นกัน” พล.อ.ต.อมรกล่าว

พล.อ.ต.อมรกล่าวว่า สำหรับการรับมือภัยไซเบอร์ โดยประเด็นที่กังวลคือเมื่อผู้ใช้งาน หรือประชาชนถูกหลอกด้วยวิธีการต่างๆ จนนำไปสู่เหตุที่ทำให้คนเสียชีวิต ซึ่งในประเด็นการหลอกลวงโดยอาศัยเทคโนโลยี ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 บางกรณีอาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่เมื่อไหร่มีเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิต หรือคนเดือดร้อนจำนวนมาก จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานในการร่วมมือและจัดการกับภัยคุกคามต่างๆ เหล่านั้น แต่การจับคนผิดมาลงโทษก็เป็นหน้าที่ โดยจะร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จะพยายามทำให้เต็มที่

พล.อ.ต.อมรกล่าวว่า ในส่วนของ สกมช.จะเน้นเรื่องการป้องกันจากการหลอกลวงทางไซเบอร์คือการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชน ต้องปลูกฝังความเข้าใจว่าทำอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก อย่างไรก็ตาม อยากเตือนประชาชนหากรับสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้วางสายทันทีและไม่ควรใช้เวลาพูดคุยกับคอลเซ็นเตอร์ในเวลานาน เพราะจากการสอบถามแก๊งคอลเซ็นเตอร์พบว่าคนที่ถูกหลอกมากที่สุดคือคนที่รับสายโทรศัพท์ โดยรู้ว่าถูกหลอกเพื่ออัดคลิปวิดีโอในการทำคอนเทนท์ต่างๆ ซึ่งการใช้เวลาพูดคุยนานอาจทำให้ผู้รับสายหลงเชื่อเอง เพราะมิจฉาชีพจะมีวิธีการพูดให้เชื่อและหลอกลวงสำเร็จ

 

 

อ่านข่าวน่าสนใจ