‘สุโรจน์’ มองตลาด EV ไทยโตต่อเนื่อง เสนอทบทวนภาษีสรรพสามิตรถนำเข้า-เร่งขยายสถานีชาร์จ
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) กองบรรณาธิการมติชน จัดสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” โดยมี นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกล่าวในช่วง Special Talk หัวข้อ “EV in The Future : อนาคตรถไฟฟ้า”
นายสุโรจน์กล่าวว่า สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าไม่ถึง 200 คัน แต่ปัจจุบันจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตจนมีจำนวนสะสมมากกว่า 500,000 คัน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้ติดตามสถิติและแนวโน้มการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ในประเทศอาเซียนในปัจจุบัน ประมาณ 80% อยู่ในประเทศไทย ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างมีเป้าหมายที่จะผลักดันประเทศของตนเองให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้าเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ EVAT ยังมีบทบาทในการประสานความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี องค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านปัญหาและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้

นายสุโรจน์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งพัฒนาในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงเรื่องการประกอบรถยนต์ ซึ่งเป็นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงมาก แต่คือ “บริการหลังการขาย” เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมาจากประเทศจีน ขณะที่รูปแบบการดำเนินธุรกิจและวัฒนธรรมการใช้รถของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน
“เราพยายามอธิบายกับผู้ประกอบการจากจีนว่า ตลาดประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะ และต้องให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย เช่นเดียวกับที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นเคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เมื่อเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย” นายสุโรจน์กล่าว

สำหรับสถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2026นายสุโรจน์ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 144,000 คัน รวมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ยอดสะสมในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 515,000 คัน โดยจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนแซงหน้ารถยนต์ไฮบริดแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ยังขยายตัวไม่ทันกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีชาร์จประมาณ 4,922 แห่ง และมีหัวจ่ายประมาณ 10,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ

“วันนี้เราอาจยังไม่มีปัญหาเรื่องการชาร์จ แต่ถ้าไม่เร่งพัฒนาสถานีชาร์จ ในอนาคตจะเกิดปัญหาแน่นอน เราคงไม่อยากเห็นคนต้องมาต่อคิวชาร์จรถเหมือนการต่อคิวเติมน้ำมัน” นายสุโรจน์กล่าว
นายสุโรจน์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยมีประมาณ 52 แบรนด์ รวม 112 รุ่น ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 300,000 บาท ไปจนถึง 31 ล้านบาท จากเดิมเมื่อปลายปี 2021 ที่มีรถยนต์ไฟฟ้าให้เลือกเพียงประมาณ 26 รุ่น
ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ควรพิจารณาเพียงราคาและสเปกรถเท่านั้น แต่ควรศึกษาถึงความมั่นคงของบริษัท รวมถึงศักยภาพด้านบริการหลังการขายและการดูแลลูกค้าในระยะยาว โดยปัจจุบันผู้บริโภคสามารถใช้ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์เพื่อประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น

“จาก 26 รุ่นในปลายปี 2021 เพิ่มขึ้นเป็น 52 รุ่น และปัจจุบันมีถึง 112 รุ่น ขณะที่ในประเทศจีนมีรถยนต์ไฟฟ้าหลายร้อยแบรนด์ แม้แต่คนในจีนเองบางครั้งยังไม่รู้จักบางยี่ห้อ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่าในอนาคตจะมีแบรนด์ใดเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอีกบ้าง” นายสุโรจน์กล่าว
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ นายสุโรจน์กล่าวว่า เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ประเทศไทยมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 25 คันต่อหัวจ่าย แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 45 คันต่อหัวจ่าย และหากรวมรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการจดทะเบียนจากยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ ซึ่งมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าสูงกว่า 70% อัตราส่วนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเกิน 50 คันต่อหัวจ่าย
“จึงอยากฝากภาครัฐให้เร่งรัดการติดตั้ง Charging Station เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการเติบโตของรถไฟฟ้าแล้ว สถานีชาร์จน่าเป็นห่วงมาก” นายสุโรจน์กล่าว

ทั้งนี้ สถานีชาร์จประมาณ 50% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ภาคกลางมีประมาณ 12% ภาคเหนือ 6% และภาคใต้ 9% จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายสถานีชาร์จไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางได้ทั่วประเทศเช่นเดียวกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
สำหรับนโยบายผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า นายสุโรจน์กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายตามนโยบาย 30@30 และสามารถดึงดูดผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยได้หลายราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากจีน
ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจีนจำเป็นต้องกระจายฐานการผลิตออกไปยังประเทศอื่น โดยประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
นายสุโรจน์กล่าวว่า การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนไปยังยุโรปต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีในระดับสูง ขณะที่หากผลิตจากประเทศไทยและส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว จะมีข้อได้เปรียบด้านภาษีนำเข้า จึงเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของผู้ประกอบการจีนแล้วอย่างน้อย 7 แห่ง และอาจมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนเพิ่มเติม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยที่มีโรงงานประกอบรถยนต์ เช่น ธนบุรีประกอบรถยนต์ และไทยรุ่ง ก็มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต โดยสามารถรับจ้างประกอบรถยนต์ให้กับผู้ผลิตต่างประเทศได้
นายสุโรจน์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเพิ่มการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังยุโรป เนื่องจากปัจจุบันไทยส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดยุโรปในสัดส่วนไม่มากนัก หากสามารถพัฒนาประเทศให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็เป็นอีกตลาดที่มีศักยภาพ เนื่องจากทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทดแทนรถยนต์สันดาปที่มีแนวโน้มเผชิญความท้าทายในตลาดส่งออกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในการส่งออกรถยนต์ไปยังยุโรป จำเป็นต้องมีสัดส่วนการผลิตหรือมูลค่าเพิ่มในประเทศตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยนายสุโรจน์ระบุว่า สมาคมฯ ได้เสนอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาช่วยกำกับดูแลและให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการสร้าง “ความเป็นไทย” ในกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถผ่านเกณฑ์ของประเทศปลายทางและลดความเสี่ยงที่จะถูกโต้แย้งจากศุลกากร

สำหรับประเด็นเร่งด่วนที่สมาคมฯ ต้องการผลักดัน คือการทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์นำเข้า โดยนายสุโรจน์ยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในระดับสูง ส่งผลให้การนำรถยนต์เข้าไปทำตลาดในมาเลเซียมีข้อจำกัดและกระตุ้นให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตภายในประเทศ
“ทุกวันนี้รถไฟฟ้าขายดีมาก เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เราต้องดูด้วยว่าในจำนวนรถที่ขายดีนั้น เป็นรถที่ผลิตในประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นรถนำเข้ากี่เปอร์เซ็นต์” นายสุโรจน์กล่าว
นายสุโรจน์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ประเทศไทยมียอดขายและยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 120,000 คัน
แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ กว่า 60% ของยอดขายเป็นรถนำเข้า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ประเทศไทยอาจกลายเป็นเพียง “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก” ขณะที่ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศค่อย ๆ ลดบทบาทลง
- เริ่มแล้ว! ‘NEW ENERGY‘ เวทีมติชน ขนแม่ทัพ ‘พลังงาน’ แชร์วิชั่น เดิมพันอนาคตไทย
- วัฒนพงษ์ เปิดทิศทาง PDP 2026 มองครบทุกด้าน พลิกระบบไฟ ดันพลังงานสะอาด-แบตเตอรี่-สมาร์ทกริด



