หน้าแรก เศรษฐกิจ เอไอ ขึ้นแท่น...

เอไอ ขึ้นแท่นตัวท็อป ดูดสภาพคล่องโลก สะเทือนงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชูน้ำมันชีวภาพเพิ่มแต้มต่อศก.

26.08.26 | 13:19 น.

เอไอ ขึ้นแท่นตัวท็อปดูดสภาพคล่องโลก สะเทือนงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชูน้ำมันชีวภาพเพิ่มแต้มต่อศก.


เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1 – 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) กองบรรณาธิการมติชน จัดสัมมนาพิเศษในหัวข้อ ‘NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย’

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อพิเศษ “นวัตกรรมสีเขียว : ทางเลือกพลังงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ว่า จากการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่รวบรวมผู้นำระดับโลกและกลุ่มทุนรายใหญ่เกือบ 200 ราย

Advertisement

ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำระดับโลกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดเผยคือ ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับข้อขัดแย้งทำให้เกิดการสู้รบด้วยอาวุธ (Armed Conflict) สูงถึง 63 จุดทั่วโลก ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับช่วงปี 1930 ที่ญี่ปุ่นบุกยึดเจโฮล (แมนจูเรีย) เยอรมนีทำสงครามกับโปแลนด์ และอิตาลีขยายดินแดนไปเอธิโอเปีย ซึ่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในครั้งนั้นได้บานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ยังคาดหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้น ซึ่งการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยในระดับผู้นำโลก ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเตรียมตัว และเป็นการลดความเสี่ยงเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้น

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อีกเรื่องที่มีการหารือพูดคุยกันในการประชุมใหญ่นั้นคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซึ่งประเทศไทยมีการพูดถึงความกังวลเรื่องการแย่งใช้ทรัพยากรน้ำหรือไฟฟ้า แต่ในต่างประเทศได้มองไกลมากกว่านี้แล้ว โดยล่าสุดบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง NVIDIA ได้พูดถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในระบบเอไอ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงเรื่องนี้

โดย NVIDIA จะระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาวถึง 10 ปี เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบเอไอ ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่เนื่องจากคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีปกติจะมีอายุการใช้งานสั้นเพียง 2-3 ปีแล้วถูกทิ้ง เหมือนโทรศัพท์มือถือ และคล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ราคาขายในไทยเฉลี่ย 500,000 บาท ขณะที่รถยุโรปสูงถึง 3 ล้านบาท ปีแรกค่าเสื่อมราคาและ BP ก็เกิน 500,000 บาทแล้ว ทำให้มีแนวโน้มการใช้งานแบบใช้แล้วทิ้ง โดยเฉพาะแบรนด์จีนที่อาจไม่มีบริการหลังการขาย

“จากการประเมินพบว่า เงินลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกต้องการสูงถึง 3 – 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะมีการผ่อนปรนเกณฑ์สัดส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำ (Relax Capital Requirements/ลด Tier 1) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและปล่อยกู้เข้าระบบได้อีก 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่เม็ดเงินทั้งหมดนี้กำลังจะถูกอุตสาหกรรม AI ดึงไปจนหมด ส่งผลให้เงินทุนในสหรัฐตึงตัว ดอกเบี้ยระยะยาวทรงตัวในระดับสูง และทำให้ผู้บริโภคความลำบาก เป็นอีกมุมมองที่ไม่ใช่เพียงการแย่งน้ำแย่งไฟ แต่จะแย่งชิงเงินทุนด้วย ทำให้เงินที่จะนำมาพัฒนาการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน จะเอามาจากที่ใด” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในเรื่องพลังงาน ความสำคัญที่สุดคือ ความคล่องตัว สะท้อนจากมุมมองของ CEO บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้สะท้อนมุมมองว่า วันนี้พลังงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความมั่นคงทางพลังงานอีกต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความคล่องตัวยืดหยุ่น เมื่อมีปัญหาจะสามารถจัดหาและปรับตัวอย่างรวดเร็วได้ เหมือนช่วงการระบาดโควิด-19 ที่มีการพูดกันเสมอคือ นิว นอร์มอล

หลังจากนั้นทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม 3 ปีผ่านไป Black Swan ตัวที่สอง เป็นสงครามรัสเซัย-ยูเครนในปี 2566 ที่ดันราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากนั้นโลกก็ปรับตัวอยู่กันได้ และอีก 3 ปีผ่านไป ปี 2569 เกิดสงครามครั้งใหม่ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นนิว นอร์มอบ ที่ Black Swan จะแห่กันมาเป็นฝูงและมาเรื่อยๆ เหตุการณ์ใหญ่แบบนี้จะต้องเตรียมตัวอย่างไร ความยืดหยุ่นถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า จากข้อมูลจะเห็นถึงโลกใบนี้ที่มีการบริโภคแหล่งพลังงานพื้นฐาน หากเทียบเท่าน้ำมันดิบจะสูงถึง 300 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 48,000 ล้านลิตรต่อวัน คำนวณจากประชากรโลก 8,000 ล้านคน จะพบว่ามนุษย์บริโภคพลังงานเฉลี่ยถึงคนละ 6 ลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการบริโภคน้ำ ในจำนวนนี้เป็นพลังงานจากน้ำมันดิบประมาณ 30% หรือ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน และกว่า 28% ของน้ำมันเหลวถูกบริโภคไปในภาคการขนส่ง

ซึ่งสรรพสินที่มีอยู่โลกนี้ ต้องบริโภคน้ำมันเพื่อทำให้เราสามารถเดินทางได้ จะมีเครื่องบินประมาณ 4 แสนลำ และทั่วโลกมีสนามบินกว่า 45,000 แห่ง รถยนต์บนท้องถนน 1,600 ล้านคัน สถานีบริการน้ำมัน 2.2 ล้านแห่ง เรือขนส่งสินค้าแสนกว่าลำ และมีท่าเรือกว่า 1,000 แห่ง โดย 90% เป็นเรื่องน้ำมัน อีก 4% เป็นก๊าซ อีกส่วนเป็นน้ำมันชีวภาพ หรือ Biofuels และมีสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) อยู่ด้วยแม้ยังน้อยมาก

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบไฟฟ้าทั้งหมด จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของเอไอด้วยซ้ำ รถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นเพียงหนึ่งในคำตอบ แต่ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับการแก้ปัญหานี้ โดยประเทศไทยมีปริมาณการบริโภคพลังงานอยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 320 ล้านลิตรต่อวัน เฉลี่ยคนไทยใช้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 5 ลิตรต่อคนต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลกเล็กน้อย และพลังงานกว่า 40% ของไทยถูกนำไปใช้ในระบบขนส่ง

โดยโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและขนส่งของประเทศไทย ได้แก่ เครื่องบินจดทะเบียนประมาณ 300 ลำ มีสนามบิน 35 แห่ง รถยนต์ รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์ รวมกันประมาณ 45 ล้านคัน สถานีบริการน้ำมัน 26,000 แห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการที่มีแบรนด์ประมาณ 10,000 แห่ง และสถานีบริการอิสระหรือปั๊มที่ไม่มีแบรนด์อีก 16,000 แห่ง เรือจดทะเบียนประมาณ 900 ลำ และมีท่าเรือพาณิชย์หลัก ได้แก่ แหลมฉบัง มาบตาพุด และคลองเตย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการผสมผสานการใช้น้ำมันชีวภาพ (Biofuel) อยู่ในสัดส่วนประมาณ 7% ถือเป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจ แต่หากประเทศไทยเลือกที่จะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ด้วยการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ไทยจะต้องผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกถึง 400 Terawatt-hours และต้องรับมือกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ที่อาจต้องเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว ซึ่งการปรับเปลี่ยนระบบและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดให้เป็นไฟฟ้าเช่นนี้ ทำให้เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าทั้งหมดต้องใช้เงินทุนมหาศาล ทางเลือกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของไทยคือ การกลับมาส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีห่วงโซ่มูลค่าหรือซัพลาย เชนยาวที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์