หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.คาดจีดีพี...

กกร.คาดจีดีพีปีนี้โต 2.1-2.5% ชงรับมือศก. K-Shaped เปิดทางเอกชนส่งออกน้ำมันดีเซลได้ เพื่อบริหารสต๊อกพุ่ง

3.09.26 | 06:40 น.
กกร.

กกร.คาดจีดีพีปีนี้โต 2.1-2.5% ชงรับมือศก. K-Shaped เปิดทางเอกชนส่งออกน้ำมันดีเซลได้ เพื่อบริหารสต๊อกพุ่ง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม


นายผยง เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกร.ได้หารือถึงประเด็นสำคัญหลายด้าน ประเด็นแรกคือจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมายกระดับขึ้นอีกครั้ง ส่งผลเพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงาน รวมถึงสร้างความผันผวนต่ออัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงิน ขณะเดียวกันสต๊อกน้ำมันดีเซลของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่สต๊อกน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถส่งออกน้ำมันได้ เพื่อบริหารจัดการสต๊อกภายในประเทศอยู่ในระดับสูง ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว การเปิดทางให้ส่งออกควรดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากภาคเอกชนมีความกังวลว่า หากฝืนกลไกตลาดมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทาน ท้ายที่สุดจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายผยง กล่าวว่า ประเด็นที่สองคือ การให้ความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ หรือ เศรษฐกิจแบบ K-Shape (K-shaped Economy) กกร.ติดตามประเด็นมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 การประชุมครั้งนี้ลงลึกในรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น พบว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านและมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตและกระจุกตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์ ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นธุรกิจจากจีน สหรัฐ และสิงคโปร์ ขณะที่ธุรกิจไทยในหลายอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ ทั้งยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจสัญชาติไทยใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ Reinvent Thailand ผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19% โดยเฉพาะธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของการเติบโตแต่ละกลุ่ม เป็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจแบบ K-Shape

“ความแตกต่างที่เกิดขึ้นทำให้การมองตัวเลขทางเศรษฐกิจในลักษณะภาพรวมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” นายผยง กล่าว

Advertisement

นายผยง กล่าวว่า กกร.เห็นว่าจำเป็นต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้สามารถมองเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจแท้จริง ควรพิจารณาข้อมูล 3 มิติ ได้แก่ ความครอบคลุมของข้อมูล (Coverage) คุณภาพข้อมูล (Quality) และการสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structure) เปลี่ยนแปลงไป ต้องบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้เห็นภาพตั้งแต่ระดับการผลิต การลงทุน ไปจนถึงการจ้างงาน และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน ข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นการกระจุกตัวของการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นกิจการต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจสัญชาติจีน ขณะที่ธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นและเกาหลีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างการจ้างงานของประเทศด้วย ที่ประชุมกกร. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงกว่าคาด

นายผยง กล่าวว่า กกร.ปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปีนี้เป็นขยายตัว 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงคาดการณ์ไว้ที่ 2.5-3.0% อย่างไรก็ดี แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนส่งผ่านมายังเศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจน ในอดีตการส่งออกขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 14% การลงทุนเติบโต 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ขยายตัวเฉลี่ยราว 6-7% สะท้อนว่าไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Value Capture) ได้น้อยลง เนื่องจากพึ่งพาเนื้อหาการนำเข้า (Import Content) ระดับสูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัด เมื่อเทียบกับในอดีต กกร.เห็นว่าไทยจำเป็นต้องรักษาสถานะการเป็นจุดหมายในเรดาร์การลงทุนของโลก พร้อมเร่งต่อยอดการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center การลงทุนทุก 100 เมกะวัตต์ มีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้เกิดการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือ Vertical Integration พร้อมกันนี้ ต้องเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ Smart Manufacturing เตรียมพร้อมด้านบุคลากร ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเต็มศักยภาพ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ Creative Economy ให้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม กกร.จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานด้าน Data Center เพื่อร่วมขับเคลื่อนและผลักดันธุรกิจดังกล่าว ให้เกิดการเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย