เวทีการลงทุนรัสเซีย-ไทย ครั้งที่ 2 เปิดฉากวันแรก มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
เวทีการลงทุนรัสเซีย-ไทย ครั้งที่ 2 (2nd Russian–Thai Investment Forum: RTIF2026) ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยมีผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรธุรกิจของทั้งสองประเทศเข้าร่วม เพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ กระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาวระหว่างรัสเซียและไทย
ในพิธีเปิดการประชุม มีการถ่ายทอดสารแสดงความยินดีจาก นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ถึงผู้เข้าร่วมการประชุม โดยได้แสดงความเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ พร้อมอวยพรให้คณะผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วม และแขกผู้มีเกียรติประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน นอกจากนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวในพิธีเปิด โดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างรัสเซียและไทย พร้อมกล่าวถึงวาระสำคัญในปี 2570 ซึ่งจะครบรอบ 130 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 30 ปีแห่งความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างกรุงมอสโกและกรุงเทพมหานคร
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของวันแรก คือ การนำเสนอแพลตฟอร์มการค้ารัสเซีย-ไทย อย่างเป็นทางการ โดยมีการพูดถึงศูนย์แสดงสินค้าและส่งเสริมการค้า Made in Russia ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยสภาธุรกิจรัสเซียไทย (Russian–Thai Business Council: RTBC) ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมการส่งออกแห่งรัสเซีย (Russian Export Center: REC) เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
ศูนย์แสดงสินค้าและส่งเสริมการค้าดังกล่าวมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์และสินค้าจากรัสเซียหลากหลายประเภท ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรัสเซียเข้าถึงตลาดไทย พร้อมเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงสินค้าและผู้ผลิตจากรัสเซียโดยตรง ตลอดจนส่งเสริมการเจรจาธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ
นายวลาดิเมียร์ โควาเลฟ (Vladimir Kovalev) กรรมการบริหารสภาธุรกิจรัสเซียไทย กล่าวว่า การเปิดศูนย์แสดงสินค้าและส่งเสริมการค้า Made in Russia ในประเทศไทยถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโครงการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมการค้าทวิภาคี แต่ยังครอบคลุมการสนับสนุนด้านการรับรองมาตรฐาน การตลาด และกฎหมาย รวมถึงการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเจรจาธุรกิจ การพัฒนาความร่วมมือทางอุตสาหกรรม และการลงทุนระหว่างสองประเทศ
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ การประชุมหัวข้อ “ความมั่นคงทางอาหาร: การค้าสินค้าเกษตรและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง”ซึ่งมุ่งหารือแนวทางขยายการค้าสินค้าเกษตรระหว่างรัสเซียและไทย รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการนำเข้าสินค้าอาหาร การกำกับดูแลด้านสัตวแพทย์และสุขอนามัยพืช มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สมาคมอุตสาหกรรม และภาคเอกชน
การประชุมดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งประเทศไทย เข้าร่วม นอกจากนี้ ยังมีการจัดประชุมโต๊ะกลมสำหรับผู้ผลิตสินค้าเกษตร โดยมีผู้แทนจากบริษัทชั้นนำของรัสเซียและไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจ
ขณะเดียวกัน การประชุมภาคธุรกิจในวันแรกยังครอบคลุมประเด็นความร่วมมือในสาขาอุตสาหกรรมโลหการ พลังงาน การขนส่ง และโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญที่มีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
ไฮไลต์สำคัญของวันแรก คือ การประชุมร่วมของคณะระดับสูง (Plenary Session) ภายใต้หัวข้อ “รัสเซีย-ไทย: สู่ยุคใหม่แห่งความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” รวบรวมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต
ฝ่ายไทยมีผู้แทนเข้าร่วม ได้แก่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์, นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย, ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และหม่อมราชวงศ์ นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสารผ่านวิดีโอจาก นางอาร์มิดา ซัลเซียห์ อลิชาห์บานา (Armida Salsiah Alisjahbana) เลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ESCAP) ซึ่งได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนระหว่างรัสเซีย ไทย และภูมิภาคเอเชีย*แปซิฟิก
ฝ่ายรัสเซียมีผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม ได้แก่ นายอีวาน เดมเชนโก (Ivan Demchenko) ประธานสภาธุรกิจรัสเซียไทย, นายวลาดิเมียร์ อิลลิเชฟ (Vladimir Ilyichev) รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย, นายเวนีอามิน คอนดรัตเยฟ (Veniamin Kondratyev) ผู้ว่าการแคว้นครัสโนดาร์, นายเยฟเกนี โตมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยและผู้แทนถาวรรัสเซียประจำ ESCAP, นายอเล็กเซย์ เรปิก (Alexey Repik) ประธานสมาคมธุรกิจรัสเซีย, นายวลาดิเมียร์ พาดัลโก (Vladimir Padalko) รองประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย, นายนิกิตา กูซาคอฟ (Nikita Gusakov) รองประธานอาวุโสศูนย์ส่งเสริมการส่งออกแห่งรัสเซีย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท EXIAR ตลอดจน นายอเล็กซานเดอร์ สตูกเลฟ (Alexander Stuglev) ผู้อำนวยการมูลนิธิ Roscongress
ในโอกาสนี้ นายอีวาน เดมเชนโก ประธานสภาธุรกิจรัสเซียไทย ได้กล่าวถึงพัฒนาการของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากกิจกรรมและความริเริ่มด้านความร่วมมือทวิภาคีที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและไทย โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศได้สูงกว่าตัวเลขของปีก่อนหน้าแล้ว
พร้อมกันนี้นายเดมเชนโกได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งผลักดันเพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ได้แก่การพัฒนากลไกการชำระเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการชำระธุรกรรมด้วยสกุลเงินประจำชาติของทั้งสองประเทศ ตลอดจนการลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านการรับรองมาตรฐานสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสู่ตลาดของสินค้าจากทั้งสองฝ่าย
เวทีการลงทุนรัสเซีย-ไทย ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย พร้อมสร้างโอกาสใหม่ สำหรับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในการพัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


