จาก ‘ข่าวฉาว’ สู่ Cancel Culture เรื่องเศร้าบนความกดดัน ของวงการบันเทิงเกาหลี

จาก ‘ข่าวฉาว’ สู่ Cancel Culture เรื่องเศร้าบนความกดดัน ของวงการบันเทิงเกาหลี

กลายเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งเอเชีย เมื่อดารานักแสดงหนุ่ม คิมซอนโฮ ถูกอดีตแฟนสาว ออกมาแฉถึงพฤติกรรมที่ผ่านมา วันเดียวกับซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha ที่เขารับบทหัวหน้าฮง กำลังฉายตอนจบ พอดิบพอดี โดนว่าระหว่างที่คบกันนั้น ต้องคบอย่างหลบๆซ่อนๆ ก่อนจะบอกเลิกกันในเวลาต่อมา

โดยนักแสดงหนุ่มได้ออกมาส่งจดหมายขอโทษสังคม และหวังว่าจะได้กล่าวขอโทษเธออย่างจริงใจ ต่อมา อดีตแฟนสาวก็ได้ออกมาโพสต์ว่าได้รับคำขอโทษแล้ว พบว่ามีเรื่องเข้าใจผิดกัน และรู้สึกไม่ดีที่ต้องเห็นชีวิตของแฟนหนุ่มต้องพังลง อย่างไรก็ตาม จากกระแสข่าวทำให้เขาต้องยกเลิกงานพรีเซนเตอร์ และซีรีส์

กลายเป็นประเด็นร้อน ที่คนติดตามกันตลอดสัปดาห์

ถึงอย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ในแวดวงบันเทิงเกาหลี เจอกับกระแสข่าวที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

คิมซอนโฮ พระเอกจากเรื่อง Hometown cha cha cha

ย้อนข่าวฉาว วงการบันเทิงเกาหลี

ซอเยจี นักแสดงสาวที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตก จากผลงานซีรีส์ It’s Okay To Not Be Okay ตกเป็นข่าวฉาวว่า เธอมีพฤติกรรมบูลลี่สมัยเรียน ทำร้ายจิตใจเหล่าสตาฟฟ์ทางวาจาอย่างหนัก รวมไปถึงการอยู่เบื้องหลังนิสัยที่ไม่ดี ของอดีตแฟนหนุ่ม คิมจองฮยอน ทำให้ต้องถอนตัวจากซีรีส์เรื่อง The Time รวมไปถึงปัญหาข่าวลือด้านการศึกษา ในมหาวิทยาลัยที่มาดริด สเปน จนเป็นที่มาให้ถูกถอดจากการเป็นพรีเซนเตอร์ ต้องถอนตัวจากซีรีส์เรื่องใหม่ Island ก่อนจะพักงานในวงการ

คิมจีซู เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่เพิ่งจะมีข่าวฉาวไม่นานมานี้ ขณะที่ซีรีส์เรื่อง River When the Moon Rises ที่เขารับบทนำกำลังออกอากาศ จีซู เจอกระแสข่าวลือเรื่องการบูลลี่ในโรงเรียน และ การล่วงละเมิดทางเพศ กระทั่งได้ออกมาโพสต์จดหมายขอโทษในการกระทำที่ผ่านมา ที่ทำให้หลายคนต้องเสียใจ ก่อนจะถูกปลดจากซีรีส์เรื่องดังกล่าว ทั้งที่เพิ่งออกอากาศไป 6 ตอน ต้นสังกัดยังถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 3,000 ล้านวอน

นาอึน วง April ก็ถูกถอดออกจากซีรีส์เรื่อง Taxi Driver หลังจากมีข่าวเคยบูลลี่ในโรงเรียน และ เพื่อนร่วมวง
เช่นเดียวกับ พัคฮเยซู นักแสดงจากซีรีส์เรื่อง Dear M. ที่เจอกับข่าวการบูลลี่ในวัยเรียน แม้ต้นสังกัดของนักแสดงสาวจะออกมาปฏิเสธ แต่ก็ทำให้ซีรีส์เรื่องดังกล่าวที่มีกำหนดฉาย 26 กุมภาพันธ์ ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

คังจีฮวาน พระเอกชื่อดัง ต้องคดี ข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ 2 พนักงานของต้นสังกัด ขณะอยู่ในบ้านพัก โดยศาลตัดสินให้ต้องโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน โดยรอลงอาญา 3 ปี ซึ่งเขาได้กล่าวขอโทษทุกคนต่อความเจ็บปวดดังกล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2020 ยังมีข่าวฉาวในวงการบันเทิงเกาหลี ในคดีคลับ Burning sun ที่เกี่ยวข้องกับการทารุณกรรมทางเพศ วางยาผู้หญิงไปจนถึงการถ่าย สนัฟฟิล์ม รวมไปถึงการค้าประเวณี และติดสินบนเจ้าหน้าที่ คดีดังกล่าว ทำให้ไอดอลดังอย่าง ซึงรี Bigbang , จงจุนยอง , ยง จุนฮยอง HIGHLIGHT อดีตสมาชิก Beast , ชเว จงฮุน FT Island และ อีจงฮยอน CNBLUE ได้ออกมาประกาศออกจากวงการ หลังจากข่าวฉาวดังกล่าว

ซอเยจี และ ซึงรี Bigbang

ใช้เวลา กว่าจะหวนคืนจอ

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปี 2554 นับเป็นข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงเกาหลี เมื่อ คังโฮดง พิธีกรเบอร์ต้นๆของวงการบันเทิงเกาหลี ที่เรียกว่ากระชากเรตติ้งให้กับรายการ Star King โดนคดีเลี่ยงภาษี ทำให้เขาออกมาประกาศอำลาวงการบันเทิงชั่วคราวทั้งน้ำตาทันที เพื่อชดเชยความผิดพลาดหลังถูกสรรพากรสั่งปรับ ก่อนจะกลับมาคืนจอได้อีกครั้ง หลังศาลตัดสินพ้นข้อหา

คิมฮยอนจุง นักร้องวง SS501 ที่กำลังโด่งดังจากซีรีส์ F4 ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกข่าวฉาวเล่นงานกระทั่งเกือบหมดอนาคตในวงการบันเทิง เมื่ออดีตแฟนสาวออกมาเปิดเผยว่าเขาทำร้ายร่างกาย แลใช้ความรุนแรงทำให้เธอแท้งลูก อ้างว่านักแสดงหนุ่มกดดันให้เธอไปทำแท้ง โดยมีการยื่นฟ้องร้องต่อศาล เรียกร้องเงินชดเชย กระทั่งศาลตัดสินให้คิมฮยอนจุงชนะคดี เมื่อปลายปีที่แล้วปิดฉากมหากาพย์ 5 ปี โดยระบุว่าข้อความแชทต่างๆของแฟนสาวนั้นเป็นของปลอม และไม่มีหลักฐานว่าบังคับให้ทำแท้ง เมื่อต้นปีเขาเพิ่งได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการวาไรตี้ ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ว่าทำให้เขากังวลจนไม่สามารถไปเจอเพื่อนในวงการได้

ฮยอนจุง และ คังโฮดง

นักแสดงหนุ่มอีกหนึ่งคน ที่เจอกับกระแสข่าวฉาวเล่นงานอย่างหนัก ไม่พ้น จูจีฮุน ที่กราฟชีวิตกำลังพุ่งขึ้น หลังรับบทองค์ชายลีชิน ในเรื่อง Goong ในปี 2552 เขาถูกจับกุมข้อหาใช้ยาเสพติด พร้อมกับของกลางและเพื่อนในวงการบันเทิง หลังเคยถูกตั้งข้อหามาแล้ว 2 ครั้ง โดยถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี และบำเพ็ญประโยชน์อีก 120 ชั่วโมง หลังจากเจอคดี เขาได้ตัดสินใจเข้ารับใช้ชาติ กระทั่งเพิ่งกลับมาวงการบันเทิงอีกครั้ง ด้วยการแสดงซีรีส์เรื่อง Kingdom

อีบยองฮอน ตกเป็นข่าวฉาวนอกใจภรรยา อีมินจอง เป็นข่าวกระหึ่มทั่ววงการ เมื่อ นักร้องสาว ดาอี และ นางแบบสาว อีจียอน ขู่แบล็กเมล์เรียกเงิน โดยขู่ว่าจะปล่อยคลิปเสียง ที่พระเอกหนุ่มพูดจาลามกหยาบคาย หลังเขาเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน ซึ่งนักแสดงหนุ่มได้ออกมาขอโทษทุกๆคนที่ทำให้ผิดหวัง และขอโทษภรรยาต่อหน้าสื่อ กระทั่งเรื่องศาลได้ตัดสินให้ 2 สาวแพ้คดี ซึ่งข่าวดังกล่าว ไม่มีผลต่อชื่อเสียงของอีบยองฮอน ที่ยังคงมีผลงาน สม่ำเสมอ ล่าสุดกับเรื่อง Squid Game ที่เปรี้ยงปร้างทั่วโลก

จูจีฮุน และ อีบยองฮอน

Cancel culture เข้มข้น เมื่อคนต้องเพอร์เฟค

ในแต่ละครั้งที่เกิดข่าวฉาวในวงการบันเทิงเกาหลี เหล่าดารา ไอดอลทั้งหลาย มักจะต้องรีบออกมาเขียนจดหมายขอโทษ รวมไปถึงต้องพักงานในวงการชั่วคราว เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อการกระทำที่ได้ทำลงไป ไม่ว่าการกระทำของพวกเขาจะผิดหรือไม่ผิดก็ตาม

หรือแม้กระทั่งเหล่านักกีฬา ที่ทำให้ประชาชนผิดหวังกับผลงาน ก็ยังโดนโจมตี อย่างเช่นทีมฟุตบอลเกาหลีใต้ ที่ตกรอบแรกกลับบ้าน ก็ต้องเจอกับแฟนบอลที่ไปปาไข่ถึงสนามบิน

แตกต่างจากเหล่าดาราฮอลลีวู้ด เวลาที่เจอกับข่าวฉาว เรียกได้ว่า วัฒนธรรมคว่ำบาตร หรือ Cancel culture เข้มข้นมากในเกาหลี

การออกมาเทคนดัง ที่นิยมกันมากในประเทศเกาหลีนี้ นักวิจารณ์หลายคนมองว่า เกี่ยวข้องกับหลักของขงจื๊อ ที่เกาหลีได้รับอิทธิพลอย่างมากในสังคม ที่ระบุว่า คนเราต้องประพฤติตนอย่างมีคุณธรรม หลีกเลี่ยงความสุดโต่ง และดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรม

ในเกาหลีนั้นมีคำว่า คิบุน ที่อาจไม่มีความหมายตรงตัวนักในภาษาอังกฤษ ความหมายที่ใกล้เคียงที่สุด คือ เกียรติภูมิ ความภาคภูมิใจ หน้าตาทางสังคม การที่ทำร้ายคิบุนของใครสักคน เหมือนกับว่าทำให้เขาสูญเสียความภาคภูมิใจ และอับอาย บางครั้ง ยังอาจต้องโกหกเพื่อรักษาหน้าของใครบางคน มองจากมุมนี้คนเกาหลีจึงมักประพฤติปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงจากความอับอาย และเสียหายต่อเกียรติ ซึ่งได้แทรกซึมไปในวิถีชีวิตของทุกคน

สังคมเกาหลีจึงคาดหวังให้ทุคน รวมทั้งไอดอล ได้ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ในทางที่ดี ทำให้เหล่าไอดอล นักแสดง ต้องแบกรับสิ่งเหล่านี้ กลายเป็นภาวะกดดันในชีวิตอยู่ไม่น้อย

ประเทศแห่งความคาดหวังสูง

เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ได้เปิดเผยคำสัมภาษณ์ของ ซง แจรยง ศาสตราจารย์ด้านมนุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยคยองฮี ให้เหตุผลว่า บางครั้งเหล่าคนดังชาวเกาหลี ก็ตกเป็นเหยื่อของการคาดหวังสูง ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อฟัง ต้องเหมือนกัน และการเป็นคนแตกต่าง ไม่เป็นที่ยอมรับ

“คนเกาหลีมีแนวโน้มที่จะเทคไซด์ และผลักคนที่ไม่เหมือนเราไว้เป็นฝ่ายตรงข้าม” ศาสตราจารย์ซงกล่าว และว่า นี่ทำให้คนยอมรับคนที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ได้น้อย และเพราะคนดังมีความโดดเด่น และดึงดูดความสนใจของสาธารณชน ผู้คนจึงรู้สึกเสียเปรียบกับชีวิตของพวกเขาที่แตกต่างออกไป และมักจะอดทนต่อความประพฤติหรือการทำผิดทางศีลธรรม ไม่ค่อยได้

ขณะที่ คิม ฮยอน ซิก นักวิจารณ์ ป๊อป คัลเจอร์ ก็บอกว่า โครงสร้างสังคมส่วนใหญ่ให้ศีลธรรมอยู่เหนือสิทธิส่วนบุคคล คนที่อยู่ในโลกสาธารณะจึงถูกกรอบด้วยจรรยาบรรณที่เข้มงวด

“คนเกาหลีให้คุณค่ากับสังคมและ บรรทัดฐานทางจริยธรรมก่อนสิทธิส่วนบุคคล และมักให้ความสำคัญกับผลกระทบทางสังคมจากการกระทำของบุคคล นอกจากนี้ เกาหลียังมีโครงสร้างสื่อแบบรวมศูนย์ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามโซเชียลมีเดีย หรือ สื่อดิจิทัล แต่หากเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจากสื่อสองสามแห่งแล้ว ข่าวก็จะแพร่กระจายไปโดยไวและมีผลกระทบอย่างมาก” นักวิจารณ์กล่าว

คิม ยังกล่าวด้วยว่า ภาพลักษณ์ที่ดีของเหล่าคนดัง อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาถูกหลอกหลอน เนื่องจากผู้ชมอาจรู้สึกถูกหักหลังอย่างรุนแรง จากพฤติกรรมที่ไม่ชอบของพวกเขา เนื่องจากพวกเขาได้ทำการตลาดเกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อเพิ่มมูลค่า เมื่อถูกหลอก ผู้คนก็จะรู้สึกโกรธเคือง และแสดงความคิดเห็นของพวกเขาอย่างจริงจังมากขึ้น

จีซู ที่ต้องเปลี่ยนตัวออกจากซีรีส์ ทั้งที่เพิ่งออกอากาศได้ไม่นานเพราะเจอข่าวฉาว

โซเชียลมีเดีย เป้าหลักกดดันสื่อ

ซง แจรยง เผยอีกด้วยว่า การมาของโซเชียลมีเดีย ยิ่งส่งผลให้ข่าวลือต่างๆ กระจายไปไวขึ้น ทำให้คนรวมตัวกันเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ สะท้อนความคิดเห็นเรื่องดังกล่าว คนเกาหลีจะตั้งกลุ่มกันอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ และกระจายความคิดนี้ออกไป และเมื่อกระแสด้านลบก่อตัวขึ้น เครือข่ายโทรทัศน์ และธุรกิจต่างๆ ก็ต้องออกมาแอคชั่นตัดสัมพันธ์กับพวกเขา ยกเลิกงานพรีเซนเตอร์ เพื่อป้องกันตัวแบรนด์จากข่าวฉาวต่างๆ

ขณะที่ นักวิจารณ์บันเทิงอีกหนึ่งคนอย่าง ฮา จากึน บอกว่า สังคมมักต้องการแก้ตัวด้วยการขับคนที่มีข่าว ออกจากงานไปซะ เวลาที่พวกเขาบังคับให้รายการทีวียกเลิกรายการ หรือให้นักแสดงถอนตัวได้ มันทำให้พวกเขาพอใจ และบางครั้งก็ทำให้พวกเขาวิจารณ์หนักขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ฮา มองว่า การที่คนดังกล่าวนั้นได้รับการดูแลอย่างจริงจัง และส่งผลกระทบต่อสังคม จึงต้องจัดการกับเรื่องอื้อฉาวเพื่อเป็นแบบอย่างให้สังคม อย่างเช่น หากคนดังที่เคยบูลลี่ ต้องถูกถอดออกจากรายการ ก็จะทำให้เด็กๆ เรียนรู้ว่า การรังแกผู้อื่นมีบทเรียนตามมา

กดดันเท่าไหร่ ถึงจะพอ

ความกดดันของสังคมเกาหลี ที่บางครั้งเหล่าคนดัง ก็เลยเกินไปกว่าคำว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์ กลายไปเป็นการล่าแม่มด และต้องการให้เหล่าคนดัง หมดอนาคตในวงการ บางกรณีแม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่ากระทำผิดหรือไม่ แต่สังคมก็ได้ออกมาตัดสินไปแล้ว ทำให้สังคมเกาหลี มีภาวะความเครียดสูง

ไอดอล และ นักแสดงหลายคน ต้องสูญเสียชีวิต จากความโหดร้ายของสภาพสังคม บางรายเจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งกลายเป็นโรคซึมเศร้า และตามมาด้วยข่าวสลด อย่างเช่น จงฮยอน วง SHINee , คูฮารา KARA หรือ ซอลลี F(x) แม้กระทั่งไอดอลบางคน ที่มีข่าวฉาว ก็ถูกแฟนคลับ ติดเทรนด์ขับออกจากวงการก็มี

เป็นสิ่งที่เหล่าแฟนอินเตอร์ หรือ แฟนคลับจากหลายต่อหลายชาติ ออกมาเรียกร้องอยู่บ่อยให้แฟนคลับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตของดารานักแสดงหลายคน อาทิ พฤติกรรมบูลลี่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นขณะเยาว์วัย และ ทุกคนควรได้รับโอกาสในการปรับปรุงตัว

กระแสการคว่ำบาตร หรือ แบน ศิลปิน กำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศเช่น เมื่อโซเชียลมีเดีย คืบคลานเข้ามามีผลในชีวิตเรามากขึ้น ฟากฝั่งตะวันตก ก็มีการติดแฮชแทกแบนศิลปินดารา และคนดังในโลกออนไลน์ บ้างก็ได้ออกมาแบนศิลปินที่ไม่ออกมาคอลเอาท์ในประเด็นที่สังคมคาดหวัง

เป็นคำถามให้หลายคนฉุกคิด ย้อนถึงความผิดพลาดของตนเอง เพราะใครทุกคนก็เคยผิดพลาด และควรได้รับโอกาสเช่นกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon