ก้าวข้ามขีดจำกัด ‘เบญ’ รับบท LGBTQ+ สุดท้าทาย ใน ‘บ้านขุมนรก’ ด้าน ‘นีน’ ทุ่มสุดตัว ดิ่งลึกสู่ตัวละครสุดมืดมน
ทำเอาแฟนซีรีส์ลุ้นระทึกไปตามๆ กัน สำหรับซีรีส์ดราม่าสุดเข้มข้น “บ้านขุมนรก” ทาง TrueVisions NOW ที่ค่อยๆ เปิดปมความลับและความสัมพันธ์อันซับซ้อนของครอบครัวพรโฮวา ท่ามกลางความรัก ศรัทธา บาดแผลในอดีต และแรงแค้นที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างลงได้ทุกเมื่อ

งานนี้สองนักแสดงสาว เบญ-เรวิญานันท์ ทาเกิด และ นีน-ชัชชญา สําเริงราชย์ มาเปิดใจกับมติชนออนไลน์ ถึงเบื้องหลังการทำงานและความท้าทายในการถ่ายทอดบทบาทที่เต็มไปด้วยมิติทางอารมณ์ โดยเฉพาะการต้องทำความเข้าใจตัวละครที่มีทั้งความเจ็บปวด ความขัดแย้ง และความลับซ่อนอยู่ พร้อมเผยถึงการเตรียมตัวและการทำงานร่วมกันในซีรีส์ที่ยิ่งเดินเรื่องก็ยิ่งชวนให้คนดูลุ้นไปกับทุกความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผย
ให้พี่เบญกับน้องนีนแนะนำบทบาทของแต่ละคน ว่าเป็นอย่างไรบ้างสำหรับเรื่องนี้?เบญ: “ของเบญนะคะ รับบทเป็นนนท์ค่ะ ซึ่งในเรื่องจะต้องปลอมตัวเป็นน้องสาว คือ นลิน ตัวละครก็จะเป็น LGBTQ ที่ครอบครัวของเรามีความแค้นต่อครอบครัวพรโฮวา ซึ่งครอบครัวพรโฮวาเป็นครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์มากๆ มีความศรัทธาอย่างแรงกล้า เป็นครอบครัวของพี่นก สินจัย พี่แก๊ป ธนเวทย์ พี่โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์ และน้องยูโร วรัชต์ธิปต์
ครอบครัวนี้เบื้องหน้าจะเหมือนเป็นครอบครัวที่รักกัน แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น ตามชื่อเรื่องเลยก็คือบ้านขุมนรก ซึ่งจะขุมนรกอย่างไรต้องไปติดตามดูว่าแต่ละตัวละคร แต่ละคนในครอบครัวนี้มีความลับอะไรบ้าง
ส่วนครอบครัวของเบญ ก็เป็นครอบครัวที่มีความแค้นกับครอบครัวนี้ ตัวเราเองมีปมค่อนข้างเยอะ แล้วตัวนนท์พอได้ปลอมตัวเป็นน้องสาวเข้าไปในบ้านหลังนั้น จุดประสงค์ก็คือการเข้าทางพี่แก๊ป ตอนแรกเข้าไปก็ไม่ได้รักเขาหรอก แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ในเรื่องก็ทำให้เกิดความรักขึ้น จนเราได้ไปศึกษาศาสนาคริสต์และได้บรรลุจริงๆ
ตัวละครที่เป็นนลินก็จะมีมิติค่อนข้างเยอะสำหรับเบญ เป็นบทที่ทั้งน่าสงสาร มีความแค้นเยอะ มีปมและความลับเยอะ ต้องรอติดตามกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเดี๋ยวจะมีซีนที่เราโดนฆ่า และในเรื่องก็ต้องตามหาว่าใครเป็นคนฆ่าเรา ความสนุกของเรื่องนี้อยู่ตรงนี้แหละค่ะว่าใครเป็นคนฆ่าเรา ซึ่งคนดูน่าจะเดาไม่ได้ เพราะตอนเราอ่านบทก็ยังรู้สึกเลยว่า คนนี้เหรอ ก็เซอร์ไพรส์เหมือนกันค่ะ”

นีน : “นีนรับบทเป็นนลินค่ะ อย่างที่พี่เบญบอกเลยว่าเราเป็นพี่น้องกัน ตัวนลินเองเป็นคนที่มีคาแรกเตอร์เหมือนเป็นสีดำ เป็นคนที่เกลียดโลก เกลียดคน เพราะจริงๆ แล้วเรามีปมร่วมกัน ไม่ใช่แค่ปมในวัยเด็กเท่านั้น แต่เราสองคนยังเคยเจอโศกนาฏกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงมากสำหรับเด็กสองคนที่ต้องเผชิญในอดีต สิ่งเหล่านี้ติดตัวพวกเรามา และมันเป็นบาดแผลจริงๆ โดยตัวนลินเองจะมีแผลเป็นบนใบหน้า ทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถก้าวข้ามความเจ็บปวดในอดีตไปได้เลย เราจึงวางแผนกับพี่ตัวเองเพื่อทำให้ครอบครัวบ้านพรโฮวาได้รู้สึกถึงนรกแบบที่เราสองคนรู้สึก
ตัวละครของนลินจะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และจะดาร์กขึ้นไปเรื่อยๆ โดยจะยิ่งดาร์กหนักตรงที่พี่เราไปตกหลุมรักคนที่เป็นศัตรูกับเรา คนที่เราตั้งใจจะใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามแผน แต่พี่เรากลับไปเข้าทางศาสนา ซึ่งเรื่องนี้ก็กลายเป็นจุดแตกหักระหว่างเราสองคนด้วยค่ะ”
ซึ่งเป็นบทบาทที่แปลกใหม่สำหรับทั้งสองคนด้วยใช่ไหม แล้วการรับบทบาทนี้มีความท้าทายอย่างไรบ้าง?
นีน : “สำหรับตัวนีนท้าทายมากค่ะ ตั้งแต่แรกเลยที่เห็นรายชื่อนักแสดง เพราะนีนรู้สึกว่าตัวเองยังใหม่ค่อนข้างมาก ขณะที่พี่ๆ เก่งกันอยู่แล้ว ก็มีความรู้สึกกดดันเป็นอย่างแรก แต่ก็ต้องขอบคุณการเวิร์กช็อปที่ช่วยในเรื่องนี้ได้ค่ะ
อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นชาเลนจ์ก็คือตัวละครมีความแตกต่างจากเราทุกอย่างเลย เพราะเรายังมองตัวเองเป็นสีที่มีความสดใสอยู่ แต่ตัวละครไม่มีอะไรสดใสเหลือแล้วในชีวิต เป็นตัวละครที่มีบาดแผลทางใจหนักมาก”
เบญ: “ถ้าเปรียบเทียบเป็นสีก็คือตัวละครนี้เป็นสีดำเลยส่วนตัวละครของเบญยังมีความสดใสอยู่ ยังได้ไปเปิดโลก แต่นลินพอเขาเสียโฉมจากบาดแผลบนใบหน้า ก็ไม่กล้าออกไปไหน ปิดตัวเองอยู่ตลอด”
นีน: “คนเดียวที่เรารู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเราก็คือพี่เรา เพราะฉะนั้นมันจึงหนักมากสำหรับวันที่พี่ไม่ได้อยู่ข้างเรา เหมือนถูกหักหลัง เพราะพี่เป็นคนเดียวในโลกที่เข้าใจว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง แต่ก็กลายเป็นแบบนั้น”

สำหรับพี่เบญ บทนี้ต้องเล่นเป็นสาวข้ามเพศ LGBTQ ท้าทายยังไงบ้าง?
เบญ: “ตอนที่เขาติดต่อมา พอเราเห็นบทก็รู้สึกว่าอยากเล่นมาก เพราะบทนี้เป็นเหมือนความฝันของเรา เราอยากเล่นเป็นกะเทยอยู่แล้ว เพราะเราเป็นลูกสาวกะเทย ก็เลยอยากเล่นบทแบบนี้ พอวันหนึ่งมีบทนี้ติดต่อเข้ามา เราก็รู้สึกว่าน่าเล่นและท้าทาย เพราะมันไม่ได้มีแค่การเล่นเป็นกะเทย แต่ยังมีความซับซ้อน มีอะไรให้เราเล่น มีหลายมิติ
ตัวละครนี้มีมิติมากๆ สำหรับเบญ และเป็นคาแรกเตอร์ที่เราไม่เคยได้รับมาก่อน พอได้รับบทแล้วเราก็ไปศึกษาว่า LGBTQ ที่แต่งหญิงในซีรีส์ทั่วไป ก็ต้องผ่านการแปลงเพศมาแล้ว แต่ตัวละครของเราไม่ใช่แบบนั้น เพราะตัวละครยังมีอวัยวะเพศชายอยู่ เราก็เลยไปศึกษาจากหลายๆ คน ไปดูพี่นัท นิสามณี ซึ่งรูปร่างหน้าตาสวยเป็นผู้หญิงมาก แต่ก็ไม่ได้ผ่านการแปลงเพศมาเหมือนกัน
เรารู้สึกว่าตัวละครนี้สะท้อนสังคมปัจจุบันเหมือนกันว่าโลกไปไกลแล้ว และสังคมก็เปิดรับ LGBTQ ในหลายๆ รูปแบบมากขึ้น เราไปถามหลายๆ คน เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแปลก เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่รักผู้ชายได้เหมือนกัน มันก็เหมือนกับผู้หญิงและผู้ชายเลย ไม่ได้จำเป็นต้องคิดว่าตัวเองแตกต่าง เพียงแค่อาจมีบางอย่างเกี่ยวกับรสนิยมที่แก้ไขไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความสุขกับสิ่งนั้น สำหรับเราเป็นอะไรใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้ว่ามันคิดแบบนี้กัน มันเป็นแบบนี้กัน ก็สนุกดีค่ะ”
ด้วยความที่บทบาทของทั้งสองคนมีมิติมาก มันหนักสำหรับทั้งสองคนไหม?
เบญ : “ของเบญก็หนักนะคะ หมายถึงตัวบท เพราะมันมีอะไรให้เล่นเยอะ และต้องคิดว่าจะเล่นอย่างไรให้ตัวละครดูมีมิติ เพราะข้างในของตัวละครมีอะไรเยอะมาก ทั้งความแค้น และยังมีเรื่องน้องที่เราอาจจะต้องหักหลังน้องอีก ตัวละครนี้มีอะไรเยอะมาก เหมือนมีความเศร้าอยู่ลึกๆ ข้างใน
แต่พอมาเจอคริส (แก๊ป ธนเวทย์) ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างคล้ายกัน ทำให้สองคนนี้คลิกกันและจูนเข้าหากันได้ เพราะจริง ๆ แล้วตัวละครนลินกับคริส (แก๊ป ธนเวทย์) มีความรู้สึกคล้ายกัน คือไม่มีความสุขอยู่ลึกๆ ข้างในเหมือนกันค่ะ”
เป็นยังไงบ้างต้องมาปะทะกับพี่นก สินจัยด้วย?
เบญ : “ตอนแรกก็กลัวค่ะ ที่กลัวไม่ใช่กลัวว่าไม่อยากเล่นกับเขานะคะ จริงๆ อยากเล่นกับเขามาก แต่กลัวว่าจะทำให้กองถ่ายช้า กังวลว่าตัวเองจะเล่นดีไหม เขาจะชอบหรือไม่ชอบ เป็นฟีลประมาณนั้น
แต่พอได้เล่นกับพี่นกจริงๆ ก็รู้สึกว่ารับส่งอารมณ์กันได้ดีมาก สำหรับหนู การได้เล่นกับนักแสดงที่เก่งเป็นอะไรที่ฟูลฟีลหนูมาก ยิ่งทำให้เราอยากเล่นและสนุกกับการแสดงมากขึ้น ก่อนเข้าฉากหนูจะพยายามสะกดจิตตัวเองว่าเราไม่เก่ง ต้องเป็นตัวละคร ต้องสู้ เป็นฟีลประมาณนั้นค่ะ แล้วพี่นกก็ไม่ได้เป็นคนน่ากลัว เขาใจดีและพยายามชวนเราคุยอยู่ในกองถ่าย เขาน่ารักมากๆ ค่ะ จริงๆ เบญได้เข้าฉากกับพี่นกไม่เยอะมาก ประมาณ 3-4 ซีน แต่เป็นซีนที่แรงทุกซีน อย่างซีนแรกที่เจอพี่นกก็คือตบหน้าเขาเลย คือตัวละครของเบญได้ปะทะกับนักแสดงทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นพี่โยเกิร์ต พี่นก หรือพี่แก๊ป ได้ปะทะกันหมด แต่ความยากคือเราต้องคิดว่าจะไปในทิศทางไหน
อย่างกับ ตุลยา (โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์) เราก็เปิดเผยมากไม่ได้ในช่วงแรกๆ เพราะเราเป็นเพื่อนของลูกเขา แล้วเขาก็มาจับได้ว่าเราเป็นเมียน้อยของสามีเขา แต่ละคนเราต้องเล่นไม่เหมือนกัน ให้มันไม่ซ้ำทางกัน”
อย่างน้องนีนที่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ เมื่อต้องเข้าฉากกับนักแสดงรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มากมาย เป็นอย่างไรบ้าง?
นีน : “ตอนที่เห็นรายชื่อนักแสดงก็เกร็งอยู่แล้วค่ะ แต่พอเป็นพี่เบญ เราได้เวิร์กช็อปด้วยกัน แล้วด้วยความที่ต้องเล่นเป็นพี่น้องกัน แล้วด้วยความพี่เบญเป็นพี่เบญ ก็เลยทำให้การทำงานง่ายขึ้นและเกร็งน้อยลง
แต่สำหรับนีนก็เหมือนกับพี่เบญเลย คือเราไม่ได้เจอกับครอบครัวพรโฮวาบ่อย คือไม่ได้มีทุกซีน แต่จะมีเฉพาะซีนใหญ่ๆ ซึ่งของนีนมีซีนใหญ่ซีนหนึ่งที่ต้องด่าพี่นก ด่าพี่โจ และด่าทุกคน เป็นซีนที่ต้องใช้พลังการแสดงสูงมาก
ส่วนที่ยากสำหรับนีนคือการต้องเก็บความแค้นและบาดแผลทางใจของตัวละครเอาไว้ เพราะปมของเรามันหนัก มันจะต้องมีบาดแผลบนใบหน้าของนลินที่ทำให้เราใช้ชีวิตไม่ได้เลย
เหมือนมีความกึ่งๆ จิตอยู่บ้าง เพราะเขาไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้แล้ว เขาขังตัวเองอยู่ในโลกของตัวเอง ถ้าได้เห็นเซตติ้งของตัวละครที่บ้านที่เราอยู่ด้วยกัน ก็จะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นคนที่บิดเบี้ยวไปแบบนั้น เพราะสถานที่ที่เขาอยู่เป็นพื้นที่ที่มืดและอับ”

เบญ: “ชีวิตของเขาก็เหมือนมีแค่เรา แต่ตัวเราเองยังได้ออกไปเจอเพื่อน เจอสังคม ออกไปทำงาน ได้เจอผู้ชาย และยังมีความรัก แต่ของเขาไม่ไม่ได้ปลดปล่อยเลย”
นีน: “มันยากมาก เพราะเราต้องย้ำตัวเองอยู่เสมอว่าเรามีปมตรงนี้นะ อย่าลืมปมของตัวละคร เพราะมันสำคัญมาก เราถ่ายทำกันประมาณ 4-5 เดือน นีนก็ต้องอยู่กับเรื่องราวของตัวละครตรงนี้ตลอด เพราะมันเป็นโศกนาฏกรรมในอดีตที่หนักมาก และเป็นเรื่องสำคัญที่จะเฉลยในตอนจบด้วยว่าเราสองคนผ่านอะไรมาบ้าง”

ด้วยความที่ต้องรับบทเป็นตัวละครที่มีความมืดมนและมีปมหนักๆ เวลาที่ออกจากกองถ่ายหรือเลิกถ่ายทำแล้ว มีวิธีสลัดตัวละครออกจากตัวเองอย่างไรบ้าง?
นีน :”นีนสลัดไม่ค่อยได้ค่ะ หมายถึงในวันที่ไม่ได้ถ่ายทำ เราก็สังเกตตัวเองว่าหงุดหงิดง่ายขึ้น เพราะตัวละครเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย แล้วเราก็เอาอารมณ์ไปลงกับพี่ พี่ก็จะเป็นคนที่คอยรับอารมณ์เรา
เพราะเป็นตัวละครที่พอขึ้นแล้วมันลงไม่ค่อยได้ นีนก็จะเก็บไปเป็นคนไม่น่ารักที่บ้าน (เหมือนมันมีผลกับชีวิตประจำวันของเราไปเลย?) เพราะเราต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ต้องไม่ลืม บางทีมันก็อยู่ในความคิดและกลายเป็นความเคยชินของเรา แต่หลังจากปิดกล้องไปได้สักพักก็เริ่มดีขึ้นค่ะ”
พี่เบญมีทริคให้น้องยังไงบ้างกับการเอาตัวเองออกจากตัวละคร
เบญ : “ของเบญจะไปหาของกินค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ เมื่อก่อนเบญเคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้เหมือนกัน เคยมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่าต้องเป็นตัวละครอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันทำให้เบญเป็นแพนิกมาก่อน พี่เคยผ่านการเป็นแพนิกมาแล้ว ก็เลยรู้ว่าไม่ได้ ยังไงสุขภาพของเราในชีวิตจริงก็สำคัญกว่าตัวละคร
สำหรับเบญ เราต้องรู้ตัวก่อนว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุขและสามารถดึงตัวเองออกจากเรื่องการแสดงได้ แต่เราไม่สามารถทำได้ทันทีภายใน 1-2-3 ปึ้งได้หรอก อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสักหนึ่งชั่วโมง ค่อยๆ คัมดาวน์ลงจนกลับมาเป็นปกติ
บางทีอย่างซีนร้องไห้ เราก็ต้องยอมรับว่านักแสดงว่าเป็นทุกคน ถ้าเราเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวัน เวลาที่เราร้องไห้หนักๆ วันหนึ่ง วันต่อมาก็ไม่มีทางที่จะกลับมาสดใสได้ทันที มันก็ยังมีความอึนอยู่แล้ว ยิ่งเราเล่นละครและต้องเครียดกับบทที่เยอะขนาดนี้ บางวันต้องเล่นดราม่าทั้งวัน วันต่อมาก็อาจจะยังรู้สึกอึนอยู่ แต่เราต้องหาวิธีทำให้ตัวเองกลับมาดีขึ้นเร็วที่สุด
เบญก็จะพยายามเปลี่ยนเรื่องคิด ไม่จมอยู่กับตัวละคร สมมติว่าเรารู้แล้วว่าวันนี้ร่างกายเราไม่สดใส เพราะร้องไห้มาเยอะ เราก็ไปหาความสุขจากอย่างอื่น เช่น ดูซีรีส์ หรือทำอะไรที่ทำให้เปลี่ยนเรื่อง ก็ช่วยให้ดีขึ้นค่ะ ลองไปหาอะไรกินค่ะ กินของอร่อย ๆ วันนี้กินของหวานอะไรแบบนี้ มันช่วยให้หายเครียดได้”
นีน: “เพราะเคยมีนักแสดงรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำว่า เวลาที่เราร้องไห้หรืออยู่กับอารมณ์ด้านลบมากเกินไป ร่างกายเราไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเจออยู่เป็นแค่การแสดง ร่างกายเราแยกไม่ออก และมันอาจกลายเป็นความเครียดขึ้นมาจริงๆ”
เบญ: “เบญก็เคยเป็นแพนิก เพราะตอนนั้นถ่ายละครอยู่สองเรื่อง และหนักทั้งสองเรื่อง บทก็หนักมาก ทั้งท้อง แท้ง ติดยา เป็นบทที่เครียดมาก แล้วเราเอาอารมณ์ออกมาไม่ได้ ตอนนั้นเราคิดว่าเราสามารถเอาตัวเองออกจากตัวละครได้แล้ว กลับบ้านก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่เห็นเป็นอะไร แต่สุดท้ายก็เป็นแพนิก คือ ร่างกายไม่ได้รู้ว่านี่คือตัวละคร ร่างกายคิดว่าเป็นตัวเราเองที่กำลังเครียด ถึงแม้เราจะคิดว่าปล่อยวางไปแล้ว แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ ก็ต้องรักษาอยู่เป็นเวลานานค่ะ”
สำหรับเรื่องนี้ ความสนุก ความเซอร์ไพรส์ และความเข้มข้นจะมีมากขนาดไหน อยากให้ทั้งสองคนเล่าให้ฟังหน่อย?
เบญ : “เบญว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ซึ่งเบญคิดว่าในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีใครนำมาเล่าในมุมนี้ ถ้าได้ดูเรื่องนี้ก็จะเห็นว่าเนื้อเรื่องยังไม่ค่อยมีในละครไทย ด้วยตัวนักแสดงและบทที่มันไม่ใช่ละครโรแมนติก แต่เป็นดราม่า แต่มันจะเป็นดราม่าในรูปแบบไหน และสอนอะไรคนดูบ้าง เบญคิดว่าละครเรื่องนี้มีแง่คิดอยู่ค่ะ ลองติดตามดูนะคะ เบญคิดว่ามันอาจจะเครียดนิดหนึ่ง คงไม่ได้เป็นเรื่องที่ดูแล้วสบายใจตลอดเวลา แต่มันก็เป็นดราม่าที่สอนคนได้”

อย่างคนดูต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนรับชมเรื่องนี้คะ?
เบญ: “เตรียมใจให้ว่างเปล่า แล้วหาป๊อปคอร์นมากินด้วยค่ะ ลองดู”
สุดท้ายอยากให้ทั้งสองคนฝากผลงานเรื่องนี้กับแฟนๆ หน่อยค่ะ?
นีน : “ฝากด้วยนะคะ เรื่องนี้เข้มข้นและเป็นดราม่าค่ะ สำหรับคนที่ชอบแนว Psychological Thriller หรือหนังระทึกขวัญ จะต้องดูเลย เพราะนีนก็เป็นคนที่ชอบแนวนี้เหมือนกัน นีนอ่านบทแล้วก็ได้เล่นจริงๆ รู้สึกว่าสนุกมาก แต่ละอีพีดีมาก และมีเรื่องราวเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรกอาจจะออกมาในรูปแบบเรื่องราวของครอบครัว แม่ สามี ลูกสะใภ้ ที่มีปัญหากัน ดูสนุกๆ แต่พอเรื่องดำเนินไปก็จะมีเรื่องของศาสนา เรื่อง Sexuality และ LGBTQ รวมถึงความรุนแรงในครอบครัว บาดแผลทางใจ และการก้าวข้ามเรื่องราวในอดีตที่ไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ สนุกมาก ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ”
พี่เบญฝากติดตามด้วย คนดูจะได้รับอะไรกลับไปบ้าง?
เบญ : “ความเครียดค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ ก็อย่างที่น้องนีนบอกไป มันเป็นความสนุก ถ้าใครชอบดราม่าแนวนี้ เบญคิดว่าเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเปิดใจลองดูค่ะ
อย่างที่บอกว่าในไทยยังไม่ค่อยมีเรื่องราวแบบนี้ แล้วแค่มาดูพี่นก สินจัยแสดงก็ฟินแล้วค่ะ เพราะพี่นกเล่นเก่งมาก และเป็นตัวละครหลักของเรื่องนี้จริงๆ เรื่องราวจะเล่าผ่านตัวละครของพี่นก ก็อยากให้ทุกคนลองเปิดใจรับชมค่ะ ทาง TrueVisions Now”






