แง้มประตูห้องประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถกอะไร?
ระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 จัดการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ที่กรุงปักกิ่ง โดยการประชุมต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 วันนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างการกำกับดูแลตนเองของพรรคอย่างเข้มงวดและครอบคลุมทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจคือ การประชุมดังกล่าวเกิดขั้นก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 21 ในปี 2027 และอยู่ในช่วงเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15
ประชุมที่เกิดขึ้นนี้เป็นพัฒนาการที่ควรจับตามอง เนื่องจากแผนดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศของจีน โดยเฉพาะการผลักดันยุทธศาสตร์การเปิดกว้างระดับสูง ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่มีเป้าประสงค์เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่แก่เศรษฐกิจโลก อีกทั้ง พลวัตการเมืองภายในประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของจีนในเวทีระหว่างประเทศด้วย
ตามการรายงานของเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ภาคบริการโลกแห่งประเทศจีน (ซีจีทีเอ็น) ภายใต้ไซนามีเดียกรุ๊ป (ซีเอ็มจี) ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนจำนวน 162 คน สมาชิกสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีก 117 คน สมาชิกคณะกรรมธิการตรวจสอบวินัยแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจากฝ่ายต่างๆ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับแนวหน้า รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศ ครั้งที่ 20 ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วย
เจาะวงใน เขาคุยอะไรกัน?
ซีเอ็มจีรายงานว่า ที่ประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ชี้ว่า มีความจำเป็นที่ต้องยึดมั่นในลัทธิมาร์กซ์-เลนิน แนวคิดเหมาเจ๋อตง ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิงเป็น 3 แนวคิดสำคัญในการผลักดันการบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนทัศนะการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ นำไปดำเนินการตามแนวคิดสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนในยุคใหม่ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการบริหารประเทศในระยะยาวของพรรค รักษาความก้าวหน้าและความบริสุทธิ์ของพรรค โดยต้องปรับปรุงตนเอง ปฏิรูปตนเองและยกระดับตนเอง ควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างพรรคกับประชาชน ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงใจจากประชาชน และเป็นแกนนำหลักที่เข้มแข็งในการนำภารกิจสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนด้วย
ที่ประชุมยังย้ำถึงการเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ การปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์อย่างเคร่งครัด การสร้างกองกำลังเจ้าหน้าที่คุณภาพสูงที่สามารถแบกรับภารกิจอันหนักหน่วงในการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน การสร้างระบบองค์กรที่รัดกุม เชื่อมโยงการบังคับบัญชาจากระดับบนสู่ระดับล่าง การผลักดันการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างบูรณาการ ทั้งการทำให้ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่คิดทุจริตอย่างแน่วแน่
อีกทั้งที่ประชุมเสนอว่า การเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นสมาชิกพรรคเป็นภารกิจพื้นฐานสำคัญของการบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้าน จำเป็นต้องส่งเสริมให้สมาชิกพรรคและเจ้าหน้าที่ทุกคนยึดมั่นในคุณลักษณะและปณิธานของพรรค เสริมสร้างจิตสำนึกในความเป็นพรรค จิตสำนึกในความเป็นสมาชิกพรรค และจิตสำนึกในการเป็นแนวหน้าของพรรค ถือการบ่มเพาะจิตวิญญาณความเป็นสมาชิกพรรคเป็นภารกิจตลอดชีวิต โดยมุ่งมั่นในด้านการยึดมั่นในอุดมการณ์และความเชื่อ การหล่อหลอมความจงรักภักดีต่อพรรคให้มั่นคงและการปลูกฝังความผูกพันอันลึกซึ้งต่อประชาชน พร้อมทั้งรักษาคุณลักษณะทางการเมืองของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ให้คงอยู่เสมอและต้องเสริมสร้างการศึกษาเรื่องความจงรักภักดีต่อพรรคด้วย
มีการเสนอด้วยว่า หลักประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์เป็นข้อกำหนดที่อยู่ภายในของการบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้าน จำเป็นต้องปรับปรุงและดำเนินการตามระบบและข้อกำหนดต่าง ๆ ของหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ให้สมบูรณ์ เปิดโอกาสให้มีประชาธิปไตยภายในพรรคอย่างเต็มที่ตลอดจนยกระดับคุณภาพประชาธิปไตยภายในพรรคด้วย
อีกทั้งที่ประชุมหารือว่า กุญแจสำคัญของการบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้านอยู่ที่การกำกับดูแลเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด จำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการสร้างองค์กรของพรรคในยุคใหม่อย่างเคร่งครัด กำกับดูแลการศึกษาและการพัฒนาเจ้าหน้าที่ การคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากรและการบริหารจัดการและการกำกับตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างกองกำลังเจ้าหน้าที่คุณภาพสูงที่มีความเข้มแข็งทางการเมือง มีความสามารถสูงและมีแบบแผนการทำงานที่ดี
เด็ดหัวคอร์รัปชัน
นโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2012 หลังจากที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โกลบอลไทม์สรายงานว่า นายจาง ฝูไห่ รองเลขาธิการคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรองผู้อำนวยการคณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติจีนกล่าวว่า นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 18 เมื่อปี 2012 หน่วยงานตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลทั่วประเทศได้เปิดการสอบสวนคดีไปแล้ว 8.105 ล้านคดี และลงโทษผู้กระทำความผิดรวม 7.922 ล้านคน ในจำนวนนี้รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง 963 คน ซึ่งอยู่ภายใต้การขึ้นทะเบียนและกำกับดูแลของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เหลียนเหอ เซาเบา สื่อภาษาจีนในสิงคโปร์ ระบุว่า แถลงการณ์ของการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่ประชุมได้พิจารณาและอนุมัติรายงานการสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่พรรคและรัฐบาล 18 คน และบุคลากรทางทหาร 16 คน ซึ่งส่งมาจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัยกลางและคณะกรรมการทหารกลาง ตามลำดับ และขับบุคคล 33 รายออกจากพรรค ซึ่งรวมถึง หม่า ซิงรุ่ย อดีตสมาชิกกรมการเมือง, จาง โยวเสีย อดีตนายทหารระดับสูง, หลิว เจิ้นลี่ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ, หลิว เจี้ยนเชา อดีตนักการทูตระดับสูง, จิน จ้วงหลง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อี้ ฮุ่ยหม่าน อดีตประธานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีน และหลี่ อวิ๋นเจ๋ออดีตหัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของจีน
ความแข็งแกร่งภายในประเทศของจีน เป็นผลจากการกำกับดูแลตนเองอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผ่านการคัดสรรบุคลากรที่มีคุณภาพ การกวดขันวินัยในทุกการประชุม และความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินหน้าปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ทุกระดับ โดยไม่เว้นแม้แต่ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในพรรค รัฐบาลและกองทัพ
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของพรรคในการบังคับใช้ระเบียบวินัยอย่างเข้มงวด และเป็นเครื่องยืนยันว่าไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกระบวนการตรวจสอบและลงโทษ เป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลให้จีนสามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศ ไม่เพียงแต่ในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้กำหนดทิศทางระเบียบโลกใหม่ผ่านข้อริเริ่มอันหลากหลายของจีน ตลอดจนการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย



