one matichon สรุปครบทุกประเด็น เอ็มโอยู 43-44 ไทยได้-ไทยเสีย รู้ก่อนทำประชามติ
ผลกระทบหากยกเลิก/ไม่ยกเลิก MOU 43-MOU 44
- กรณีไม่ยกเลิก
1.ฝ่ายไทยจะมีความยากลำบากมากขึ้นในการเข้าประชุมทวิภาคี
2.การละเมิด MOU ถูกใช้ เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมประชาชนกันต่อไป
- กรณียกเลิก
1.การขาดกรอบในการเจรจา และเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
2.ความชอบธรรมในการแทรกแซงขององค์กรภายนอก รวมทั้งมหาอำนาจต่างๆ
3.มรดกยุคอาณานิคม อันได้แก่ แผนที่ 1:200,000 จะคงอยู่ต่อไป
4.ความริเริ่มของประเทศไทย 25 ปีที่ผ่านมาจะสูญเปล่าทั้งหมด
5.ความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศ
6.เอื้อต่อสถานการณ์ปะทะ และการใช้ความรุนแรง
ที่มา :Matichon Information Center

หลังสงครามอินโดจีนสิ้นสุดลงในปี 2518 รัฐบาลไทยมีนโยบายจะอยู่ร่วมกันฉันท์มิตรกับประเทศ เพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น แม้จะมีภาวะชะงักงันในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่รัฐบาลขวาจัด มีนโยบายแข็งกร้าวกับกลุ่มประเทศอินโดจีน รวมทั้งสงครามอินโดจีนครั้งที่3 (เวียดนามรุกานกัมพูชา ในปี 2521 ) แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย โดยเฉพาะช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลังจากนั้น ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับถึงขั้นมีการสร้างกลไก เพื่อยุติความขัดแย้งเรื่องเขตแดนทางบก ที่มีมาในอดีต
กรณีการปะทะในสมรภูมิบ้านร่มเกล้าจากปัญหาความไม่ชัดเจนของเขตแดนในพื้นที่ชายแดนลาวช่วงจังหวัดพิษณุโลก ยิ่งทำให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเขตแดนกับเพื่อนบ้านอื่น ๆ การปรับให้ปัญหาเขตแดนออกจากเรื่องการเมืองไปสู่ปัญหาทางข้อกฎหมายและกระบวนการทางเทคนิค และความจำเป็นจะต้องมีใช้กฎหมายระหว่างประเทศสำหรับเจรจาปัญหาเขตแดน ทั้งลาว และกัมพูชา ทั้งหมดนี้คือ ความริเริ่มจากฝ่ายไทย
เริ่มต้นด้วยดี
พ.ศ.2538 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พล.อ.เตีย บัน และ พล.อ.เตีย จำรัส ได้ลงนาม “ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการตั้งคณะกรรมการชายแดนปี พ.ศ.2538” หรือ Agreement38 คือ ที่มาของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) หรือ GBC และ คณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (Regional Border Committee) หรือ RBC
พ.ศ.2543 ในปลายสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัยจึงเกิด “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543” หรือ MOU43 ซึ่งเป็นที่มาของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) หรือ JBC
โดยในการเจรจาตามกรอบของ MOU นี้ MOU 43 ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะคำนึงถึงหลักกฎหมายและบทบัญญัติตามสนธิสัญญาต่างๆ ที่ทำไว้ระหว่างกัน ตลอดจนแผนที่ต่างๆ ด้วย (รวมทั้งแผนที่ที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศสตามสนธิสัญญา 1904 ซึ่งเป็นแผนที่ ที่ฝ่ายไทยได้เคยอ้างต่อศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหารว่า ไทยไม่เคยยอมรับแผนที่นี้)
ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สรุปเนื้อหาของ MOU 43 ทั้ง 9 ข้อ ดังนี้
กำหนดเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องใช้เป็นแนวทางในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
ตั้งกลไก JBC และกำหนดอำนาจหน้าที่ รวมถึงการสำรวจและทำหลักเขต และจัดทำแผนที่ใหม่
ตั้งคณะอนุกรรมการร่วมทางเทคนิค และกำหนดอำนาจหน้าที่ รวมถึงการพิสูจน์ทราบหลักเขตที่มีอยู่แล้ว และจัดเตรียมแผนที่
กำหนดให้แบ่งเขตแดนออกเป็นตอน ๆ เพื่อดำเนินการตาม MOU
ห้ามมิให้รัฐทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน
กำหนดให้รัฐบาลแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของฝ่ายตน
กำหนดหน้าที่ให้อำนวยความสะดวกแก่งานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
กำหนดให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดจาก MOU ฉบับนี้ด้วยการปรึกษา หารือ และเจรจา
กำหนดว่าให้ MOU เริ่มใช้บังคับ ณ วันที่ผู้แทนของทั้งสองประเทศลงนาม
เมื่อบรรยากาศดีขึ้น เช่นนี้ จึงมีการวางกรอบการเจรจาทางทะเล โดยทีมเจรจาที่เป็นข้าราชการระดับสูงของทั้งสองฝ่าย จนเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเข้าสู่ยุคทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย ทำให้สามารถลงนาม“บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Memorandum of Understanding between the Royal Thai Government and the Royal Government of Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims to the Continental Shelf) หรือ MOU 2544 เมื่อมิถุนายน 2544 ที่วางกรอบให้มีเวทีการเจรจาปักปั่นพื้นที่ทางทะเลระหว่างทั้งสองประเทศ
โดยในการเจรจาตามกรอบ MOU 2544 นี้ MOU ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะมีคณะกรรมการมาเจรจากันเพื่อปักปันพื้นที่ทางทะเล ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิของตนไว้ ในปี 2515 (กรณีกัมพูชา) แดะ 2516 (กรณีไทย) และในส่วนที่ไม่อาจตกดงปักปันได้ ก็อาจพิจารณาเจรจาให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วม (เช่นเดียวกับ JDA – Joint Development Area ในเขตไหล่ทวีป ที่ไทยทำไว้กับมาเลเชีย เมื่อปี 2522) ซึ่งมีแผนที่แสดงการอ้างสิทธิของทั้งสองฝ่ายเป็นแผนที่แนบท้าย MOU ฉบับ44 นี้
สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส MOU 2543 และ MOU 2544 อารมณ์ อคติ ข้อเท็จจริงกับประเด็นกฎหมาย
ปัญหาเริ่มก่อตัว
ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 โดยใน ปี พ.ศ. 2550 กัมพูชาได้ยื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเพื่อยกเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ก่อให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้อ้างเส้นเขตแดนตามแผนที่ในมาตราส่วน 1:200,000 ที่ลากเอาเองตามความเข้าใจ และแตกต่างจากเส้นที่เคยลากในปี พ.ศ. 2505 นับว่ากรณีนี้เป็นปัญหาเขตแดนที่เกิดขึ้นมาใหม่
หลังจากนั้นก็เกิดปัญหาเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา มาอีกหลายกรณี ได้แก่ในปี พ.ศ. 2554ช่วงสมัยรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กัมพูชา ได้ประดับธงชาติกัมพูชาหน้าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ โดยอ้างความชอบธรรม แผนที่ในมาตราส่วน 1:200,000ส่งผลให้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จุดพลุเสนอให้ยกเลิก MOU 43 โดยให้เหตุผลว่าข้อตกลงดังกล่าวยอมรับ แผนที่ในมาตราส่วน 1:200,000
ในเดือนกรกฎาคม 2568 เมื่อเกิดความขัดแย้ง ลุกลามจนเกิดการปะทะตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ ปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าอีกฝ่ายละเมิดMOU 43 มาโดยตลอด ข้อกล่าวหาจากฝ่ายไทย ประกอบด้วย 450 ครั้ง (ดร.ปณิธาน วัฒนายากร 5 มิ.ย. 68) 400 ครั้ง (รองแม่ทัพภาคที่ 27 มิ.ย. 68) 651 ครั้ง (ทบ. 10 มิ.ย. 68) 500 ครั้ง (พล.ท.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก 27 ก.ย. 68) เช่น การก่อสร้างถนนขึ้นสู่ปราสาทพระวิหาร การสร้างบันไดและกระเช้าขนส่งของขึ้นภูมะเขือ การขุดคูรบบริเวณช่องบก การจัดมวลชนขึ้นมาร้องเพลงชาติในพื้นที่พิพาท
ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชา โดยพลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ก็แถลงว่า ฝ่ายไทยละเมิด MOU43 จำนวน 695 ครั้ง (20 มิ.ย. 68) เช่น การสร้างถนน และการลาดตระเวนในพื้นที่โดยไม่แจ้งฝ่ายกัมพูชา

ใครหนุน ใครค้าน
ข้อเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 มาจาก กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่วันนี้ได้กลายร่างมาเป็น มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน มีแกนนำคนสำคัญ คือ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ ส่วนสาเหตุที่การสนับสนุนการยกเลิก MOU นั้น ด้วยเหตุผลเรื่องข้อได้เปรียบต่างๆ ที่ไทยได้รับจากการปะทะไทย-กัมพูชาในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 นั้น ไทยอาจจะต้องเสียไป เช่น ภูมะเขือ และ 11 จุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ตามแนวชายแดนที่ฝ่ายไทยเข้ายึดพื้นที่ ทั้งความคิดเรื่องการสร้างกำแพงกั้นแนวพรมแดนนั้นอาจจะทำให้ไทยผิด MOU ข้อ 5 ที่ระบุไว้ว่า “… หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน” เสียเอง
ถ้าไม่มีการยกเลิกข้อตกลงร่วม ย่อมจะส่งผลให้การสร้างกำแพงกั้นแนวพรมแดนโดยการสนับสนุนของรัฐนั้นเป็นการละเมิดโดยข้อตกลงเสียเอง ดังนั้น การยกเลิก Mou จะช่วยให้ไทยไม่ผิดข้อตกลงร่วมระหว่างประเทศฉบับนี้ซึ่งไม่เอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายไทย
ปานเทพ ยังระบุอีกด้วยว่านี้คือ “โอกาสทอง” ที่ประเทศไทยสามารถใช้เพื่อยกเลิก Mou ที่ไม่เป็นธรรมฉบับนี้ได้ พร้อมทั้งเป็นการกดดันให้ทางกัมพูชาเลิกนำแผนที่ 1 ต่อ 200,000 มาอ้าง
เช่นเดียวกับการประชุม JBC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 – 21 ตุลาคมนั้น ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสนอว่าไทยจะต้องไม่เข้าร่วม เพราะการเข้าร่วมประชุมจะทำให้ไทยไม่สามารถยกเลิก Mou 43 ได้ และจำเป็นต้องถอนกำลังออกจากแนวพื้นที่ที่ไทยได้เปรียบ ความสูญเสียอันเป็นผลกระทบจาก Mou นั้นจะส่งผลให้ไทยสูญเสียดินแดนอีกครั้งเหมือนการสูญเสียเขาพระวิหารไปในอดีต
ในขณะที่ พรรคภูมิใจไทยแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ควรยกเลิก MOU 43-44 โดยชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่ระบุว่า กัมพูชาได้ฝ่าฝืนข้อตกลงมาแล้วหลายร้อยครั้ง
พรรคมีความเห็นว่า แม้จะยกเลิก MOU 43-44 แล้ว ไทยและกัมพูชาก็ยังคงสามารถเจรจาต่อรองระหว่างกันได้ในรูปแบบทวิภาคี ทางพรรคจึงยื่นญัตติด่วนเพื่อจัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาผลกระทบและแนวทางแก้ไข และเสนอให้จัดทำประชามติเพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนในขั้นตอนสุดท้าย
สอดคล้องกับท่าทีของ หัวหน้าพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่จะจัดทำประชามติเพื่อตัดสินใจยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา ซึ่ง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงแนวทางว่า รัฐบาลจะดำเนินการจัดประชามติควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่า MOU เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก รัฐบาลเฉพาะกิจไม่ควรเป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรนำเรื่องนี้ไปให้ประชาชนเป็นผู้ลงมติ
นายอนุทิน ยังย้ำว่า “ส่วนตัวมองว่าควรจะเลิก” เพราะ MOU ทั้ง 2 ฉบับผ่านมานานแล้ว หากประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ควรเก็บไว้
ในขณะที่กระแสการคัดค้านการยกเลิก MOU 43 จะมาทั้งจากสายนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพรรคการเมืองได้แก่ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน
ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ให้ความเห็นว่า ทั้ง MOU43/44 เป็นกรอบการเจรจาที่เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ที่จัดทำขึ้น “เพื่อให้บรรลุผลอันเที่ยงธรรม” และสร้างสันติสุขให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
MOU43/44 เป็นกลไกควบคุมไม่ให้กัมพูชาและไทยทำตามที่ตัวเองต้องการโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การแก้ปัญหาระหว่างประเทศที่ยั่งยืน คือ “การบังคับใช้ให้เข้มข้น ไม่ใช่การยกเลิก”
ผศ.อัครพงษ์ ยังชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญเรื่อง แผนที่ 1 ต่อ 200,000 ว่าในที่สุดแล้ว การที่ฝ่ายใดจะอ้างว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏบนแผนที่ (กระดาษ) ที่ฝ่ายตนยึดถือนั้นถูกต้อง ไม่ว่าจะมีมาตราส่วนขนาดเท่าใดก็ตาม จะมาตราส่วน 1:50,000 หรือ 1:200,000 ก็ไม่สามารถที่จะเอาแนวเส้นเขตแดนที่ปรากฏอยู่บนแผนที่ดังกล่าวมา “ทาบทับ” ลงบนแผ่นดินในภูมิประเทศจริงได้เลย และในทางวิชาการแผนที่ไม่มีใครเขาทำเช่นนั้น
บทความ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ : MOU43 และ MOU44 เสียดินแดน เสียเปรียบ เสียความรู้สึก
“ตามที่ตกลงกันเอาไว้ใน MOU43 ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมของทั้งสองฝ่ายจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (อีกฉบับ) และแนบ “แผนที่” ซึ่ง “แสดงตอนที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไว้” ตามที่ระบุในข้อ 4.2 ของ MOU43 ในท้ายที่สุด “แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบก” ตามข้อ 2.3 (ฉ) ข้อ 3.2 (จ) และข้อ 6.2 ของ MOU43 จะได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและนำเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณารับรองของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป และ “แผนที่” ชุดใหม่นี้ จะมีผลผูกพันธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศ”ซึ่งเท่ากับเป็นการยกเลิกแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากยุคอาณานิคมไปโดยปริยาย
ถ้ายกเลิก MOU43 แล้วก็ไม่มีอะไรไปบังคับให้ทั้งสองฝ่ายมาร่วมกันทำแผนที่ใหม่ที่ถูกต้องได้ และตามข้อ 8 ของ MOU43 คือ เกราะคุ้มกันยันต์คุ้มภัยการเข้ามาแทรกแซงของศาลโลก ICJ และ UN
สอดคล้องกับสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนอาวุโส และกมธ.วิสามัญพิจาณา MOU2543 และ MOU2544 สภาผู้แทนราษฎร ที่อธิบายว่าโดยสาระสำคัญแล้ว MOU ไม่ได้บอกให้ทำอะไรใหม่ แต่บอกให้ไปหาหลักเขตและเส้นเขตแดนซึ่งไทยทำกับฝรั่งเศสเอาไว้ แต่การที่จะไปหาเส้นเขตแดนและหลักเขต ต้องการเครื่องมือ ซึ่งเครื่องมือสำคัญคือ คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งมีคณะกรรมการอนุกรรมาธิการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค โดยมีเจ้ากรมแผนที่ เป็นหัวหน้างานในการดูแลและค้นหา และก็มีเครื่องมืออีก โดยปี 2546 ได้มีการเขียน TOR ซึ่งเป็นคู่มือว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งก็เป็นเครื่องมือสำคัญ
ปัจจุบันนี้กัมพูชายอมรับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดแล้ว การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เมื่อเดือนมิถุนายน ที่กรุงพนมเปญ มีการตกลงในหลักการว่า ให้นำเทคโนโลยีไลดามาใช้ในการจัดทำแผนที่ แทนการจัดทำแผนที่ Orthophoto จากภาพถ่ายทางอากาศ ในการหาเส้นเขตแดน ก็เท่ากับว่าเป็นการยอมรับว่าแผนที่ 1:200,000 มีความเพี้ยน มีข้อบกพร่อง
เมื่อเห็นตรงกันทั้งสองฝ่ายและตกลงใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแล้ว ก็จะช่วยแก้ปัญหา ความกังวลที่มีอยู่กับแผนที่ 1:200,000 ไปได้ ในความเห็นของผมคิดว่า ประชาชนชาวไทยที่จะกังวลกับสถานะ และความเพี้ยนของแผนที่ ก็น่าจะช่วยคลายกังวลได้
อีกข้อหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ในกรณีที่เกิดเหตุพิพาท ขัดแย้ง โต้แย้ง หรือตีความ MOU ฉบับนี้แตกต่างกัน MOU เขียนว่าให้ใช้สันติวิธีแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาและปรึกษาหารือเท่านั้น เพราะฉะนั้นมันก็เป็นการเขียนครอบคลุมเอาไว้ชัดเจนว่า ไม่ว่าจะยังไง เราจะไม่ยิงกันนะ เราจะต้องมานั่งคุยกัน
“ที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะเน้น ซึ่งปรากฏอยู่ในอารัมภบทของ MOU2543 ที่ว่า MOU นี้เอาไว้ทำอะไร ใช้เพื่อระงับข้อขัดแย้ง เหตุพิพาท ตามแนวชายแดน อันเกิดจากเส้นเขตแดน อันนี้ก็ใช้เป็นคัมภีร์เลย เพราะปัญหาเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา มันก่อให้เกิดการพิพาทเรื่อยมา บางครั้งก็เสียกำลัง สูญเสียบ้าง ไม่สูญเสียบ้าง เพราะฉะนั้น มี MOU ฉบับนี้จำกัดเอาไว้ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ของมัน”
ทางด้านพรรคเพื่อไทย โดย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า MOU2543 และ MOU2544 ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจอธิปไตย ไม่ได้แก้ไขเส้นเขตแดน หรือส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ MOU ควรคงอยู่เพื่อเป็นกรอบในการเจรจาต่อรอง พร้อมเตือนว่า หากมีการยกเลิก รัฐบาลชุดใหม่จะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา
แผนที่ต่างๆ เป็นเพียงเอกสารหนึ่งที่อาจนำมาใช้ในการเจรจา ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์เสนอเอกสารใดก็ได้ แต่การบรรลุข้อตกลงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) และในที่สุดเรื่องต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงย้ำว่าประเด็นนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย
เขายังชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ ที่ว่า MOU เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเจรจา หากยกเลิกไปจะเกิดปัญหาได้แก่ ไม่มีกรอบอ้างอิงในการเจรจา จุดยืนของฝ่ายไทยจะถูกเปิดเผย การเจรจาของฝ่ายไทยจะเจรจาได้ยากขึ้น เพราะกัมพูชาจะทราบแนวคิดและท่าทีของไทยอย่างชัดเจน
ในส่วนความเห็นเรื่องการทำประชามตินั้น มาริษ ระบุว่า รายละเอียดใน MOU เป็นความลับและอยู่ในอำนาจพิจารณาของฝ่ายบริหาร การนำเรื่องนี้สู่กระบวนการสาธารณะ เช่น การจัดทำประชามติ จะยิ่งก่อให้เกิดอันตราย ทั้งนี้ การยกเลิกควรเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร และที่สำคัญ ฝ่ายที่ตัดสินใจยกเลิกจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา
ในขณะที่ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนขณะนำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ชายแดนในจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยได้เตือนว่า หากมีการยกเลิก MOU 43-44 โดยไม่มีการจัดทำกรอบการเจรจาทวิภาคีอย่างเป็นทางการชุดใหม่ที่มีความชัดเจนแทนที่ จะมีความเสี่ยงสูงที่ฝ่ายกัมพูชาอาจใช้ช่องว่างดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการยกข้อพิพาทเรื่องเขตแดนขึ้นฟ้องร้องต่อศาลโลก
ทั้งนี้ ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าคำตัดสินจะออกมาเป็นผลดีต่อฝ่ายใด
- โรม หวัง รบ.ยึดประโยชน์ประเทศ ปมทำประชามติยกเลิก MOU43-44 ชี้ถ้ายกเลิกต้องหากรอบคุยเขมรได้ดีกว่าเดิม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงแนวทางการจัดทำประชามติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ(MOU) ฉบับที่ 43 และ 44 โดยตั้งคำถามถึงความพร้อมของรัฐบาลในการให้ข้อมูลต่อประชาชนอย่างรอบด้าน ภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่ต้องไม่เป็นการชี้นำ
พร้อมห่วงว่ากระบวนการดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเปิดเผยข้อมูลลับด้านความมั่นคงให้ฝ่ายกัมพูชาทราบ โดยมองว่าการจัดทำประชามติจะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ต่อเมื่อมีการให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสียของการยกเลิก MOU แต่ละฉบับ โดยเฉพาะในประเด็นการปักปันเขตแดนทางบกและการบริหารผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวและเคยต้องพิจารณาในที่ประชุมลับของรัฐสภา เพื่อไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาล่วงรู้
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ต้องให้ข้อมูลอย่างเป็นกลาง รอบด้าน และจัดเวทีแสดงความคิดเห็นแก่ประชาชนทั่วประเทศ ดังนั้น จึงต้องการทราบว่ารัฐบาลมีแนวทางใดที่จะให้ข้อมูลครบถ้วนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงจะมีมาตรการป้องกันเยียวยาความเสียหายอย่างไร หากการยกเลิก MOU ส่งผลต่อเอกชนที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟ้องร้องค่าเสียหายต่อรัฐบาลไทยในอนาคต
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากการดำเนินกระบวนการประชามติไม่เป็นไปตามกฎหมาย อาจถูกฟ้องร้องให้เป็นโมฆะ และตั้งคำถามว่ารัฐบาลได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้วหรือไม่ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ต่อการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ
ด้าน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า การจัดทำประชามติจำเป็นต้องศึกษาอย่างรอบคอบและอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายและยินดีนำข้อเสนอของฝ่ายค้านมาพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารูปแบบและขั้นตอนการจัดทำประชามติให้มีความเหมาะสม พร้อมย้ำว่า MOU ทั้งสองฉบับเป็นเรื่องเกี่ยวกับเขตแดนและผลประโยชน์ของประเทศ การพิจารณายกเลิกจึงต้องกระทำด้วยความรอบคอบ
ภายหลังการชี้แจง ณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า การตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องนี้จะไม่สามารถแก้ไขได้อีก และเตือนว่าหากฝ่ายกัมพูชาทราบข้อมูลข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบของไทยทั้งหมด อาจนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลโลก พร้อมแสดงความคาดหวังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าเห็นด้วยหรือไม่ต่อการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ และจะดำเนินการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า จะนำข้อเสนอและความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลอย่างแน่นอน พร้อมยืนยันว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และพร้อมกลับมาชี้แจงต่อสภาอีกครั้งเมื่อมีความคืบหน้า
ในประเด็นเรื่องการทำประชามตินั้น สุภลักษณ์ ให้ความเห็นว่า ประชามติเป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตยอันหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ประชามติ เราจะใช้ในกรณีที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง อันนั้นก็จะใช้การถามประชามติว่า และคำถาม มักจะเป็นคำถามที่ว่า จะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” เท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงรายละเอียด
กรณีของ MOU เป็นเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่ระหว่างไทยและกัมพูชา ใช้ในการค้นหา หลักเขตแดน และเส้นเขตแดนของเรา ไม่ได้บังคับใช้กับประชาชนทั่วไป เราท่านทั้งหลายไม่ต้องไปหาเขตแดน เจ้าหน้าที่เขาจะเป็นคนทำ เพราะฉะนั้น เขาจะทำอะไร ใช้เอกสารอะไร มันไม่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไป เราไม่ต้องไปตัดสินใจแทนเขาว่า ไม่ใช้อันนี้ไม่ใช้อันนั้น เพราะฉะนั้น ไม่มีเหตุอันสมควร ที่จะเอา MOU นี้มาผ่านประชามติ
โดยเปรียบเทียบ ทุกคนก็อ้างเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าใช้โดยเทียบเคียง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรา ทำไมศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ต้องผ่านประชามติ ถ้าหากเราจะแก้ไข ยกเลิก อะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าตอนทำมีการผ่านประชามติ ร่างเสร็จแล้ว ผ่านประชามติ เพราะฉะนั้น เวลาจะเลิก จะแก้ไข จะไปถามประชาชน เป็นสิ่งที่มีเหตุผลรองรับ
ในส่วนท่าทีของกองทัพ มีทั้งสายเหยี่ยว และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ตาม MOU 43
สายเหยี่ยวอย่างรองแม่ทัพภาคที่ 2 และ โฆษกกองทัพบก ให้ตัวเลขการละเมิด MOU 43 ของฝ่ายกัมพูชา จำนวน 400 ครั้ง และ 500 ครั้ง ซึ่งเอื้อต่อความชอบธรรมในการยกเลิก MOU และถูกตั้งข้อสังเกตโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ ดังนี้
“คำถามของผู้เขียน คือ ตกลงมีการละเมิดกี่ครั้งกันแน่ แยกเป็นเรื่องอะไรบ้าง แก้ไขได้บ้างไหมกี่ครั้ง แก้ไม่ได้กี่ครั้ง และทั้งหมดเป็นปัญหาเกี่ยวกับข้อ 5 ของ MOU43 หรือจริงไม่ กี่ครั้ง เพราะถ้าทั้งสองฝ่ายเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาตรงนี้ให้ได้ เราก็น่าจะแก้ปัญหาได้ แต่จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน มีแต่เพียงกระแสข่าวลอยๆ
โปรดสังเกตว่า Agreement38 ก่อตั้ง GBC, RBC เน้นให้ดูแล “พื้นที่ชายแดน” แต่ MOU43 ก่อตั้ง JBC เน้นดูแล “เส้นเขตแดน” ถ้าเป็นเรื่อง “เส้นเขตแดน” ท่านต้องแก้ด้วย MOU43 แต่ถ้าเป็นปัญหาการรุกล้ำพื้นที่และกระทบกระทั่งกันตามแนวชายแดน ท่านต้องแก้ด้วย Agreement38 ไม่ใช่ MOU43
ตอนนี้ดูเหมือนเรายังแยกแยะ (classify) ปัญหาไม่ออกจริงๆ ว่า พฤติกรรม “การละเมิดข้อตกลง” ของกัมพูชา เข้าข่าย “ข้อตกลง” อะไรกันแน่ ระหว่าง GBC, RBC หรือ JBC เพราะดูเหมือนว่าการอ้างตัวเลข 400, 500 หรือ 600 ครั้ง เป็นไปเพื่อสร้างความรู้สึกและกระตุ้นอารมณ์ร่วมของคนในชาติ มากกว่าจะตั้งใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะหากเรามีจิตอันเป็นกุศลที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาแล้ว เราจะไม่พูดตัวเลขเหล่านี้แบบเหมารวม เพราะแท้จริงแล้ว “กองทัพ” คือ หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบดูแลพื้นที่ชายแดนและต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ไม่ใช่มัวแต่มาอ้างเหตุผลว่า เพราะการมีอยู่ของ MOU43 จึงเป็นอุปสรรคการทำงานของ “กองทัพ” ทั้งๆ ที่ GBC และ RBC ไม่ได้ห้ามให้กองทัพทำหน้าที่รักษาปกป้องอธิปไตยของไทยแต่อย่างใด”

ล่าสุด พล.ท.ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เผยความคืบหน้าปักปันเขตแดน สำรวจเขตแดนเดิมครบ 74 หลัก ครอบคลุมระยะ 600 กม. เดินหน้าอีก 196 กม.ที่เหลือ มองกระบวนการเดินมาไกลพอสมควร เนื่องจากพื้นที่ชายแดนกัมพูชากับระเบิดเยอะภูมิประเทศเปลี่ยนจึงต้องพิจารณานาน กังวลว่าหากยกเลิกที่ทำมาทั้งหมด 20 ปีจะหายไปหรือไม่ และเมื่อมีความไม่แน่ชัดของเขตแดนอาจกระทบกระทั่งกันมากขึ้นอีก
“มองว่าทำอย่างไรก็ได้ให้แนวเส้นเขตแดนมันชัดเจนโดยเร็ว ก็จะลดปัญหา การพัฒนาประเทศก็เกิดขึ้นได้ แต่แนวเขตแดนที่ออกมานั้นต้องอยู่ในความเที่ยงธรรม เป็นสากล ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกับใคร เพราะว่าได้มีการสำรวจไว้แล้วในอดีต สันปันน้ำอยู่ตรงไหนหาได้โดยวิทยาศาสตร์”
เบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เผยการปักปันเขตแดนกับเพื่อนบ้านยังไม่เสร็จสักประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิค บางวันเดินสำรวจได้แค่ 100 เมตร นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความจริงใจและมีบริบทการเมืองภายในของอีกฝ่ายด้วย ในกรณีประเทศที่ไทยมีความสัมพันธ์อันดีด้วยอย่างลาว ก็คืบหน้าไป 97% ขณะที่กัมพูชาขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 60% ในส่วนของเรื่องแผนที่ 1:200,000 ชี้ในการสำรวจจริงแทบไม่ได้ใช้
สอดคล้องกับข้อมูล ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ ที่เคยสอบถามแม่กองสนาม (นายทหารกรมแผนที่ทหาร) ที่เคยเดินสำรวจแนวหลักเขต ได้รับคำอธิบายว่าในการทำงานนั้น ทั้งสองฝ่ายจะให้ความสำคัญกับแนว “สันปันน้ำ” ตามสนธิสัญญา 1904/1907 ก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 จะนำมาใช้ประกอบการเดินสำรวจน้อยมาก และการที่หลายท่านสงสัยว่าผ่านมาตั้ง 25 ปี แล้วทำไมไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าเลย
ขอชวนท่านคิดเลขไปพร้อมกัน “เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา” มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร หรือ 798,000 เมตร ดังนั้น ถ้าใช้วิธี “เดินเท้า” สำรวจตามที่แม่กองสนามเคยเล่าให้ฟังว่า วันๆ หนึ่งเดินสำรวจร่วมกันได้ประมาณ 50 เมตร ถ้าเร็วหน่อยก็อาจได้มากกว่านี้ แต่ไม่ใช่ทุกวัน อย่าลืมว่าเส้นทางเดินสำรวจตั้งอยู่บนภูเขาสูง ในป่ารก และมีอันตรายจากกับระเบิด โดยต้องสำรวจเพื่อพิสูจน์เส้นเขตแดนให้เป็นไปตาม แนวสันปันน้ำ แนวเส้นตรง และแนวลำคลอง ท่านลองเอา 798,000 เมตร หารด้วย 50 เมตร จะได้ 15,960 วัน แล้วหารด้วย 365 วัน จะได้ 43.7 ปี (ตัวเลขนี้หมายความว่า ต้องทำงานกันทุกวันไม่มีวันหยุด วันฝนตก วันลาป่วย ลากิจ) และท่านคิดว่าในความเป็นจริงแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องใช้เวลาสำรวจกันจริงๆ กี่ปีจึงจะสำเร็จตลอดแนว ทั้งนี้ นับจากปี พ.ศ.2543 ถึงปัจจุบัน พ.ศ.2568 คณะกรรมาธิการได้ร่วมกันดำเนินงานไปได้แล้ว 45 หลัก จากจำนวน 74 หลัก สะท้อนการดำเนินงานที่สำเร็จไปแล้วกว่า 60% ซึ่งเป็นผลงานที่น่าพอใจสำหรับผู้ปฏิบัติงานทั้งสองฝ่าย
โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายยอมตกลงในหลักการว่าจะใช้เทคโนโลยี LiDAR ที่มีความแม่นยำมากขึ้น และจะส่งผลให้ทำงานได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย
“จริงๆ แล้ว มันคืบมากนะ ถ้าพูดกันอย่างไม่มีอคติใดๆ เลย ปัจจุบันนี้ รายงานล่าสุด ที่ประชุมเจบีซีรับทราบผลการดำเนินงาน ในรอบ 25 ปี ของ MOU2543 คือเราหาหลักเขตและเห็นตรงกันกับกัมพูชาหมดแล้ว 45 จาก 74 หลัก” สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี กล่าว
ผลกระทบหากไม่ยกเลิก MOU 43-MOU 44
1.ฝ่ายไทยจะมีความยากลำบากมากขึ้นในการเข้าประชุมทวิภาคี เนื่องจากการเข้าไปยึดครองพื้นที่ๆ มีการพิพาท
2.ทั้งสองฝ่าย จะใช้ประเด็นเรื่องการละเมิด MOU เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมประชาชนกันต่อไป
ผลกระทบหากมียกเลิก MOU 43-MOU 44
1.การขาดกรอบในการเจรจา และเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ทั้งๆที่ ทำงานมีผลความคืบหน้าตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ดังบทสรุปของ สุภลักษณ์ ที่คลุกคลีเรื่องนี้มายาวนาน
“มาถ้าเรามี MOU อยู่ เราเห็นว่าจะไปทางไหน แต่ถ้าเราเลิกแล้วก็เหมือนคนตาบอด จะไปทางไหนกัน เอาอย่างนี้ ง่ายๆ คนที่เสนอให้ยกเลิกก็ไม่มีข้อเสนอใหม่ ผมฟังคนที่เสนอคัดค้าน MOU นี้ มาเป็นเวลาสิบกว่าปี นับตั้งแต่คดีพระวิหารครั้งก่อน พูดอยู่คำเดียว ย้ำแล้วย้ำอีกว่า เราไม่รับแผนที่ 1:200,000 แต่เราจะทำให้เรื่องที่ซับซ้อนมันดูเหมือนจะง่ายเกินจริงขนาดนั้นไม่ได้ ในโลกของความเป็นจริง 1:200,000 ก็มีหลายระวาง หลายอันก็เป็นประโยชน์ มีแต่ระวางดงรัก ก็จุดนั้นจุดเดียวที่ถกเถียงกัน
เพราะฉะนั้น คำถามซึ่งยังไม่มีใครตอบก็คือ ถ้าเลิก MOU43 แล้วเราจะจัดการเส้นเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร เส้นเขตแดนอย่างที่เรียนมันมีอยู่แล้ว ทำแล้ว กำหนดไว้แล้ว เราไม่ทำอะไรใหม่ MOU เพียงแต่บอกว่า ให้ไปหาของเก่านั่นแหละ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน บอกว่า MOU จะไปเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่น มันไม่ใช่ เมื่อมันไม่ใช่ ก็เลยไม่มีใครเสนอสิ่งทดแทน MOU ว่ามันจะทำอะไร
คำถามง่ายๆ ถ้าเราไม่มี MOU หาเส้นเขตแดนกันอย่างไร แผนที่ 1:50,000 ถ้าจะกลับมา มันก็ไม่ได้ตรงใจเราทุกที่ ถ้าใครเคยเห็นของจริง บางที่ที่เราอ้างๆ กัน ไม่ใช่ของไทยนะครับ ตามแผนที่ 1:50,000 มันยังไม่ใช่เลย เพราะฉะนั้น พึงสังวรว่า ใช้คำนี้ดีกว่า “โปรดระมัดระวังความคาดหวังของตัวเอง ว่ามันจะทำร้ายตัวเราเอง”
2.ความชอบธรรมในการแทรกแซงขององค์กรภายนอก รวมทั้งมหาอำนาจต่างๆ ซึ่งเป็นความประสงค์ของกัมพูชาอยู่แล้ว ซึ่งตามข้อ 8 ของ MOU43 คือ เกราะคุ้มกันยันต์คุ้มภัยการเข้ามาแทรกแซงของศาลโลก ICJ และ UN
“MOU43/44 คือ หนังสือสัญญาทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ หากไม่มี MOU43/44 องค์กรโลกบาล เช่น UNGA, UNSC หรือ ICJ สามารถเข้ามาแทรกแซงได้เลย อนึ่ง เมื่อกัมพูชาส่งหนังสือ (A/79/952) ไป “ฟ้อง” สหประชาชาติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็มีหนังสือตอบโต้ (A/79/953) ในวันที่ 19 มิถุนายน 2568 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสหประชาชาติ เช่นกัน โดยในเนื้อความหนังสือตอบโต้ฉบับดังกล่าวของฝ่ายไทย ก็ได้อ้างอย่างหนักแน่นถึงบทบัญญัติข้อ 5 และข้อ 8 ของ MOU43 เอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้สหประชาชาติเห็นคล้อยตามได้ว่า ทั้งสองประเทศยังคงมีกรอบการเจรจา “ทวิภาคี” ระหว่างกันอยู่”
3.มรดกยุคอาณานิคม อันได้แก่ แผนที่ 1:200,000 และยุคสงครามเย็น อันได้แก่ แผนที่ 1:50,000 ซึ่งล้วนไม่เป็นคุณต่อไทย จะคง อยู่ต่อไป ไม่ถูกทดแทนด้วยแผนที่ฉบับใหม่
“เพราะแม้กระทั่งว่าเส้นเขตแดนที่แสดงอยู่บนแผนที่ L7018 (หมายถึงแผนที่ 1:50,000 ) จะลากไปตามแนวสันปันน้ำ ก็ไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้เพราะไม่มีความผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยเหตุผลว่า แผนที่ชุดนี้ จะมีข้อความสีแดงระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “แนวแบ่งเขตไม่ถือกำหนดเป็นทางการ” และขอเตือนว่า เส้นเขตแดนที่ปรากฎในแผนที่ชุด L7016, L7017 หรือ L7018 มาตราส่วน 1:50,000 ไม่เป็นคุณกับฝ่ายไทยเท่าใดนักในกรณีปราสาทตาเมือนธม ดังนั้น เราจึงต้องเร่งดำเนินการตามข้อกำหนดใน MOU43 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ได้แผนที่ปักปันชุดใหม่ตามข้อ 2.3 (ฉ) ข้อ 3.2 (จ) และข้อ 6.2 ที่ถูกต้องแม่นยำตรงตามความเป็นจริงซึ่งทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน”
4.ผลงานในการแสวงหาทางออกร่วมกันในเรื่องเส้นเขตแดนอย่างสันติวิธีที่มีความคืบหน้าตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความริเริ่มของฝ่ายไทยจะสูญเปล่าทั้งหมด กัมพูชาจะอยู่ในสถานะกำหนดเกมใหม่
5.ความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ดังที่ปรากฎ โดยอาศัยการสร้างกระแสอารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวตั้ง แทนที่จะดำเนินการโดยหน่วยงานที่ทำงานบนกรอบการเจรจา ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกัน
6.เอื้อต่อสถานการณ์ปะทะ และการใช้ความรุนแรง เพราะขาดกรอบข้อตกลงที่ห้ามการใช้กำลังปะทะ ที่ช่วยยับยั้งชั่งใจ
นี่คือสิ่งที่ย้ำว่า “การตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องนี้จะไม่สามารถแก้ไขได้อีก” และ “โปรดระมัดระวังความคาดหวังของตัวเอง ว่ามันจะทำร้ายตัวเราเอง”

