bg-single

MOU43 และ MOU44 เสียดินแดน เสียเปรียบ เสียความรู้สึก (จบ)

21.10.2025

บทความพิเศษ | ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ

MOU43 และ MOU44

เสียดินแดน เสียเปรียบ เสียความรู้สึก (จบ)

เรื่อง MOU44 หรือ ชื่อเต็มๆ ในภาษาอังกฤษ คือ Memorandum of Understanding between the Royal Thai Government and the Royal Government of Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims to the Continental Shelf หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” โปรดอ่านใหม่อีก 3 รอบ เขาคุยกันเรื่องอะไร? ใช่แล้ว ไหล่ทวีป ไหล่ทวีป ไหล่ทวีป หมายความว่า เราต้องสูบน้ำออกจนหมดทะเลเสียก่อน เราจึงจะมองเห็นไหล่ทวีป

ไหล่ทวีป (Continental Shelf) เป็นเรื่องของพื้นดินท้องทะเล seabed และดินใต้ผิวดิน subsoil ของบริเวณใต้ทะเล กฎหมายกำหนดไว้ว่า เราทำได้แต่เพียงแสวงประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นดิน/ดินใต้ผิวดิน และเราต้องยินยอมให้มีการวาง/บำรุงรักษาสายหรือท่อใต้น้ำของรัฐชายฝั่งอื่นด้วย เท่านั้นเลย ไม่ให้ทำอย่างอื่นอีก ถ้าไม่เคยอ่านกฎหมายฉบับนี้ ท่านจะเกิดความงุนงงสงสัยมากๆ ดังนั้น ขอให้ท่านพิจารณาศึกษาเรื่อง UNCLOS1982 ให้ดีเสียก่อน

บันทึกความเข้าใจ MOU44 ฉบับนี้ลงนามกันไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 โดยมีเนื้อหาว่า ให้ทั้งสองฝ่ายตกลงบนพื้นฐานที่ยอมรับได้ร่วมกันในการแสวงประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน โดยให้จัดทำความตกลงสำหรับการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมตามเอกสารแนบท้าย และยังกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งเขตร่วมกันในทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ในข้อ 5 ก็ได้กำหนดไว้ชัดว่า “ภายใต้เงื่อนไขการมีผลใช้บังคับของการแบ่งเขตสำหรับการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของภาคีผู้ทำสัญญาในพื้นที่ที่ต้องมีการแบ่งเขต บันทึกความเข้าใจนี้และการดำเนินการทั้งหลายตามบันทึกนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของแต่ละภาคีผู้ทำสัญญา”

หมายความว่า ถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงระหว่างการเจรจานี้ ก็ให้ถือว่า MOU44 จะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิ์ของทั้งสองฝ่าย คำถามคือ แล้วตัวเอกสารแนบท้ายที่หลายคนกังวลว่า มีการขีดเส้นไปคร่อม/อ้อมเกาะกูด จะทำให้เราเสียดินแดนหรือไม่ ขอตอบว่า ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด เพราะเส้นนั้น คือ เส้นไหล่ทวีป ของกัมพูชาที่ขีดขึ้นในปี 1972 (No.439-72/PRK) กัมพูชาถือว่า “เส้นไหล่ทวีป” ประกาศโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายทะเลฉบับปี 1958 โดยประกาศว่าเป็น “Ce point etant le point frontiere sur la cote (Traite de Bangkok du 23 mars 1907)” คือ อ้างว่า เป็นเส้นที่เกิดจาก “สนธิสัญญากรุงเทพฯ ปี 1907” หรือ ข้อ 1 ของ “สัญญาว่าด้วยปักปันเขตร์แดน” ติดท้ายสัญญา 23 มีนาคม 1907 และบทบัญญัติในกฎหมายทะเล 1958 ในยุคนั้น ก็กล่าวถึง “สิทธิทางประวัติศาสตร์” ตามข้อ 12(1) ของอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่องปี 1958 กัมพูชาจึงประกาศกำหนดทะเลอาณาเขต (KRET No.518-72/PRK) ปี 1972 เอาไว้อีกฉบับ

รัฐมีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขตมากกว่าไหล่ทวีป เราจึงคลายความกังวลได้หากมีการอ้างสิทธิ์ไหล่ทวีปทับซ้อนกับทะเลอาณาเขตของเรา เราย่อมมีศักดิ์และสิทธิ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เหนือกว่า และในความเป็นจริงแล้วคนเดินเรือทะเลเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนฝ่ายไทยเองก็มีการประกาศเส้นฐานที่ชัดเจนตั้งแต่ปี 1970 (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 87 ตอนที่ 52/12 มิถุนายน 2513) เอาไว้แล้ว โดย “เส้นฐาน (Baseline)” มีความหมายว่า วัดจากจุดนี้ออกไปเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล คือ อำนาจอธิปไตยสมบูรณ์ของพื้นที่ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) ทั้งบนผิวน้ำ ใต้น้ำ และในอากาศ ในทำนองเดียวกัน เส้นไหล่ทวีป ที่ไทยประกาศเอาไว้เมื่อปี พ.ศ.2516/1973 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 90 ตอนที่ 60/1 มิถุนายน พ.ศ.2516) ก็ทำได้เพียงแสวงประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียม

อีกประการหนึ่ง คือ เส้นเขตแดนทางบก (โดยเฉพาะหลักเขตที่ 73) ไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปของทั้งไทยและกัมพูชา เนื่องจากจุดค่าพิกัดเริ่มต้นการอ้างเขตไหล่ทวีปของทั้งสองฝ่าย ได้กำหนดเอาไว้แล้ว โดยฝ่ายไทยเริ่มที่พิกัดจุดหมายเลข 1 ณ ละติจูด 11 องศา 39 ลิปดา 0 พิลิปดาเหนือ และลองจิจูด 102 องศา 55 ลิปดา 0 พิลิปดาตะวันออก ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มที่พิกัด Point A ณ ละติจูด 11 องศา 38 ลิปดา 88 พิลิปดาเหนือ และลองจิจูด 102 องศา 54 ลิปดา 81พิลิปดาตะวันออก ดังนั้น ทั้งสองประเทศจึงต้องมาเจรจากันตามบทบัญญัติ UNCLOS1982 ข้อ 83 (1) “เพื่อให้บรรลุผลอันเที่ยงธรรม” แต่เมื่อยังตกลงกันไม่ได้ก็จึงต้องทำตามข้อ 83 (3) ซึ่งผลก็คือ MOU44 นั่นเอง เราจึงไม่สามารถปล่อยให้กัมพูชาไปขีดเส้นมาใหม่เองก่อนแล้วค่อยเจรจา เพราะ MOU44 เป็นกลไกที่จะทำให้กัมพูชายินยอมตกลงจะทำตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้ายกเลิกไปแล้ว เราจะเอากลไกหรือเอกสารอะไรไปบังคับกัมพูชา และเลิกพูดเสียทีเรื่องการเจรจาของไทยกับประเทศอื่นๆ ไม่มีการทำ MOU ก่อนการเจรจา หรือ เจรจากันเสร็จก่อนแล้วค่อยทำ MOU ทีหลัง เพราะการพูดเช่นนี้เป็นเรื่องโกหกมดเท็จอย่างน่าละอาย

ประเด็นสำคัญเรื่องแผนผังแนบท้าย MOU44 เป็นเพียงการแสดงขอบเขตของ “เขตไหล่ทวีป” ไม่ใช่เส้นทะเลอาณาเขตแต่อย่างใด โปรดเข้าใจให้ถูกต้องตามกฎหมายทะเล ดังนี้

1.UNCLOS1982 ข้อ 76 ไหล่ทวีป หมายถึง “พื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินของบริเวณใต้ทะเล” หมายความว่า ต้องสูบเอาน้ำออกให้หมด จึงจะสามารถมองเห็นและเข้าถึงเขตไหล่ทวีปได้ ในเมื่อน้ำทะเลทั้งหมดยังอยู่ภายในเขตอธิปไตยของไทย กัมพูชาก็ไม่สามารถเข้ามาได้ ยกเว้นสิทธิ์ที่จะผ่านโดยสุจริตตามกฎหมาย แต่จะมาขุดนั่นสำรวจนี่ไม่ได้เด็ดขาด เพราะยังไงก็ต้องผ่านน่านน้ำของไทย

2. กฎหมายทะเลบัญญัติว่า ข้อ 83 (1) ให้รัฐชายฝั่งไปตกลงกันเองโดย “การกำหนดขอบเขตของไหล่ทวีป…เพื่อให้บรรลุผลกันเที่ยงธรรม” ต่อมาในข้อ 83 (3) จึงได้บัญญัติว่า “ในระหว่างที่ยังไม่บรรลุความตกลง…รัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะจัดทำข้อตกลงชั่วคราว…” ซึ่ง “เส้นไหล่ทวีปของกัมพูชาปี 1972” และ “เส้นไหล่ทวีปของไทยปี 1973” จึงถูกนำมาแสดงไว้ใน “แผนผัง” แนบท้าย MOU44 ซึ่งก็คือ “ข้อตกลงชั่วคราว” ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทะเลข้อ 83 (3) นั่นเอง

3. ในข้อ 83 (3) ก็กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า “…ข้อตกลงเช่นว่าจะไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อการกำหนดขอบเขตขั้นสุดท้าย” ซึ่งตรงกับบทบัญญัติข้อ 5 ของ MOU44 อย่างชัดแจ้ง และสุดท้ายแล้วเมื่อตกลงกันได้แล้ว ก็จะได้ “แผนที่และรายการพิกัดทางภูมิศาสตร์” ฉบับใหม่ ที่เป็นไปตามที่กฎหมายทะเลสากลบัญญัติไว้ในข้อ 84 ให้เราทำตามต่อไป

สรุปว่า เพื่อให้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยตามบทบัญญัติในกฎหมายทะเล 1982 การทำลาย/ลบ/กำจัดเส้น “ไหล่ทวีป” ของกัมพูชาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการให้แล้วเสร็จไปตามบทบัญญัติของ MOU44 เพราะหากยกเลิก MOU44 ไปแล้ว ก็จะไม่มี “ข้อตกลงชั่วคราว” ให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจาตามบทบัญญัติของกฎหมายทะเลสากล ซึ่ง MOU44 ก็ได้บัญญัติบังคับเอาไว้ในข้อ 3 (ข) ที่ระบุเอาไว้อย่างชัดแจ้งว่า “การแบ่งเขตทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจำเพาะระหว่างเขตที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์อยู่ในพื้นที่ที่ต้องแบ่งเขตตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งใช้บังคับ”

และถ้าหากทั้งสองฝ่ายสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตาม MOU44 ก็ยิ่งจะทำให้เกิดประโยชน์และเกิดความชัดเจนของ “เขตทางทะเล (Maritime Zone)” ตามที่จะกำหนดให้ชัดเจนในข้อ 3 (ข) ดังที่กล่าวไปแล้ว และเมื่อมีการขุดก๊าซและน้ำมันขึ้นมาใช้จนหมดแล้ว ก็ไม่มีความกังวลอะไรอีกต่อไป เพราะ “ไหล่ทวีป” จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่งอีกแล้วและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิอธิปไตยก็ได้ใช้หมดลงไป ทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว

MOU43/44 คือ หนังสือสัญญาทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ หากไม่มี MOU43/44 องค์กรโลกบาล เช่น UNGA, UNSC หรือ ICJ สามารถเข้ามาแทรกแซงได้เลย อนึ่ง ท่านทราบหรือไม่ว่า เมื่อกัมพูชาส่งหนังสือ (A/79/952) ไป “ฟ้อง” สหประชาชาติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็มีหนังสือตอบโต้ (A/79/953) ในวันที่ 19 มิถุนายน 2568 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสหประชาชาติเช่นกัน โดยในเนื้อความหนังสือตอบโต้ฉบับดังกล่าวของฝ่ายไทย ก็ได้อ้างอย่างหนักแน่นถึงบทบัญญัติข้อ 5 และข้อ 8 ของ MOU43 เอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้สหประชาชาติเห็นคล้อยตามได้ว่า ทั้งสองประเทศยังคงมีกรอบการเจรจา “ทวิภาคี” ระหว่างกันอยู่

MOU43/44 เป็นกลไกควบคุมไม่ให้กัมพูชาและไทยทำตามที่ตัวเองต้องการโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การแก้ปัญหาระหว่างประเทศที่ยั่งยืน คือ “การบังคับใช้ให้เข้มข้น ไม่ใช่การยกเลิก” และผู้เขียนไม่ได้รอบรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับ MOU43/44 แต่เท่าที่ศึกษามา ขอลงความเห็นว่าเป็นกรอบการเจรจาที่เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ที่จัดทำขึ้น “เพื่อให้บรรลุผลอันเที่ยงธรรม” และสร้างสันติสุขให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง
ยุคสมัยอันว่างเปล่า เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (3)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)