พบ ‘เงารูปฉัตร-เศษผ้า’ ระหว่างบูรณะ ‘ตำหนักทอง’ วัดไทร หลักฐานใหม่ หวังไขปมคลุมเครือ ใครสร้างกันแน่ ?

16.01.22 | 15:37 น.

เมื่อวันที่ 16 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า ‘โครงการบูรณะและอนุรักษ์ตำหนักทอง วัดไทร’ ริมคลองสนามชัย ซึ่งเป็นศาลา หรือเรือนไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง เดิมมีการลงรักปิดทอง โดยยังหลงเหลือภาพลายรดน้ำบนผนังด้านในฝั่งหนึ่ง มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าเคยเป็นที่ประทับของ “พระเจ้าเสือ” หรือพระเจ้าสรรเพชญ์ที่ 8 เมื่อครั้งเสด็จผ่านทางคลองด่าน ต่อมาทรงอุทิศให้แก่วัด (อ่าน เกาะติดบูรณะ ‘ตำหนักทองวัดไทร’)

นายพงศ์ธร เหียงแก้ว สถาปนิกชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร กล่าวว่า ปัจจุบันบูรณะไปแล้วราว 30 เปอร์เซ็นต์ โดยขยายเวลาออกไปจากกำหนดเวลาเดิมคือ 1 ธันวาคม 2564 ไปถึงราวเดือนพฤษภาคม หรือ มิถุนายน 2565 เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ประเด็นสำคัญคือ การพบหลักฐานใหม่ระหว่างสำรวจ เก็บข้อมูล และบูรณะ นอกจากนี้ยังเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ ด้วยวิธีถอดรื้อลงทั้งหลัง คล้ายระบบญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกของกรมศิลปากร

“ที่ผ่านมาใช้เวลาไปกับการเก็บข้อมูล สิ่งที่เจอมีรายละเอียดน่าสนใจเพิ่มจำนวนมาก เช่น ร่องรอยเงาของลายรดน้ำบนหน้าบันซึ่งเป็นสาระสำคัญที่เป็นตัวบ่งบอกว่า เป็นอาคารของใคร ใครสร้าง และพอจะบอกอะไรในเชิงวิชาการได้เพิ่มขึ้น ร่องรอยที่พบเป็นรูปฉัตร เดิมไม่เคยรู้ว่ามี คิดว่าหายหมดแล้ว

นอกจากนี้ยังเจอเศษผ้าที่ตกค้างบนหัวเสา จากการถอดส่วนประกอบการบูรณะครั้งนี้ทำโดยละเอียด ไม้ทุกชิ้นมีการทำฐานข้อมูลทั้งหมดว่าชำรุดเสียหายตรงไหน เกิดจากอะไร ทำรูปแบบ ทำผังความเสียหายทั้งหมด รวมถึงสแกนด้วยกล้อง 3 มิติ ตอนนี้ถึงขั้นการซ่อมเสาไม้และโครงหลังคา ต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้น่าจะประกอบตัวโครงสร้างหลักเข้าด้วยกันได้ ส่วนงานอนุรักษ์จิตรกรรม ลายรดน้ำ ซึ่งต้องใช้ผู้ชำนาญการ เริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน” นายพงศ์ธรกล่าว

Advertisement

นายพงศ์ธรกล่าวด้วยว่า สำหรับเป้าหมายใน 3 ประเด็นหลักของโครงการ ได้แก่

1.การทำให้กลับมามั่นคงแข็งแรง โดยคงลักษณะเดิมไว้

2.จัดทำฐานข้อมูลที่ได้จากการอนุรักษ์ให้เป็นระบบ เนื่องจากรอบ 200 ปี มีการบูรณะมาแล้ว 4-5 ครั้งแต่ยังไม่เคยมีการจัดทำฐานข้อมูลใดๆ

3.หาหลักฐานเพื่อตอบคำถามที่คลุมเครือทางวิชาการ เช่น อาคารหลังนี้สร้างสมัยอยุธยาจริงหรือไม่ จุดประสงค์การก่อสร้างคืออะไร บางตำนานบอกเล่าว่าเป็นพลับพลาที่ประทับของพระเจ้าเสือ บางตำนานบอกว่ามีการรื้อย้ายมาจากพระราชวังหลวงอยุธยา แล้วนำมาประกอบที่นี่

นาย ธีระยุทธ์ สุวลักษณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ด้านอนุรักษ์โบราณสถาน กรมศิลปากร ให้ข้อมูลเสริมในประเด็นลายรดน้ำว่าเกือบครึ่งชำรุดไปตามกาลเวลา ทั้งตัวไม้ที่ผุกร่อน “สมุก” (ถ่านทําจากใบตองแห้ง ใบหญ้าคา ฯลฯ ป่นผงผสมรักนํ้าเกลี้ยง สําหรับทารองพื้น) ที่หลุดล่อน ทำให้ลวดลายหลุดหายไป ในขณะที่บางส่วนซึ่งยังมีชั้นสมุกอยู่ ลวดลายทองก็ลบเลือนเช่นกัน ระหว่างการบูรณะจึงต้องพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการถอดฝาปะกน

“หากฝาปะกนขยับจะทำให้ตัวรักสมุกขยับ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลายรดน้ำ ดังนั้น สิ่งสำคัญมากคือการป้องกันก่อนถอดรื้อ โดยใช้กาวผนึกกับแผ่นผ้าใยสังเคราะห์ที่นำเข้ามาผนึกไว้ก่อนในส่วนที่บอบบางมากๆ เพื่อให้แข็งแรง ไม่แยกตัว จากนั้นจึงค่อยๆ ถอดฝาออกมา โดยไม่ให้ไม้ขยับเขยื้อน หรือขยับเขยื้อนน้อยที่สุด ขั้นตอนต่อไปคือการเสริมความมั่นคงชั้นสมุกเพื่อให้มั่นคงมากขึ้น แต่ตัวลายทองที่ลบเลือนมีการพูดคุยกันว่าจะไม่เติม เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอ หากเติมเข้าไปสุนทรียภาพอาจไม่สอดคล้อง เราเน้นการสงวนรักษาในแง่มรดกความทรงจำ” นายช่างกรมศิลป์กล่าว พร้อมระบุว่ามีการพบข้อมูลจากภาพถ่ายฟิล์มกระจกสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทำให้ทราบว่าปูนปั้นรูปครุฑที่ประดับบนยอดจั่วปรากฏมาแล้วตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอย่างน้อย และคาดว่ามีตั้งแต่แรกสร้าง โดยอยู่ระหว่างการพิสูจน์

(อ่านข่าว อธิบดีมาเอง! สั่งบูรณะ ‘ตำหนักทอง วัดไทร’ เจ้าอาวาสดีใจมาก มอบ ‘ลิ้นจี่บางขุนเทียน’ ให้กินทั้งคณะ)

อ่าน คอลัมน์สุจิตต์ วงษ์เทศ: ตำหนักทอง วัดไทร บนเส้นทางประวัติศาสตร์)

ตำหนักทองวัดไทร ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ.2561 มีสภาพโย้เอียงก่อนบูรณะครั้งล่าสุด