โซเชียลขยี้สุจิตต์ ปมที่มาคำสยาม เจ้าตัว ยก จิตร ภูมิศักดิ์ ทั้งบท บอก ถ้ายังข้องใจ ไปอ่านเอง

9.10.25 | 18:50 น.

โซเชียลขยี้สุจิตต์ ปมที่มาคำสยาม เจ้าตัว คัดหนังสือ จิตร ภูมิศักดิ์ ให้อ่านทั้งบท บอกถ้ายังข้องใจอีก ต้องไปอ่านเองแล้ว  

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม คอลัมนิสต์เครือมติชน เขียน “สยาม” ของ จิตร ภูมิศักดิ์” ตอบคอมเมนต์ ผู้อ่านในเพจมติชนออนไลน์ ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น บทความเรื่อง ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ “แตกหัก” ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 6 วันอังคารที่ 7 และวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568 มีเนื้อหาทั้งหมดดังนี้

Ashanti Mysha Latinfah

ลุงไม่ท้อ ดิชั้นก็ไม่ถอยเหมือนกันค่ะ จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่า “สยาม” มาจากคำว่า “ซำ” ซึ่ง จิตร เองก็บอกเองด้วยว่า สยาม ไม่มีในสารบทคำศัพท์ในภูมิภาคนี้ (อ่านนะคะ ถึงได้เอ๊ะ) ซึ่งมันก็เป็นเพียงการสันนิษฐานโดยการเชื่อมโยงของ จิตร  ภูมิศักดิ์ เอง ถึงได้บอกไง มันหาที่มาที่ไปไม่ได้ สยาม หรือ เสียม หรือ เสียน เป็นคำที่ต่างชาติเขาเรียกเรา เราไม่ได้เรียกตัวเองว่า สยาม หรือ เสียม หรือ เสียน เราเรียกตัวเองว่า ไท (ชื่อพระนามเจ้านายสุพรรณภูมิ ขุนหลวงพ่องั่ว ก็เป็นภาษาไท)

เพราะฉะนั้นในเมื่อต่างชาติเขาเรียกเรา เขาจะไปเอารากศัพท์ที่เป็นภาษาพื้นถิ่นทางเหนือ “ซำ” มาได้อย่างไรก่อน!? (และที่ต้องเอ๊ะหนักไปมากกว่านั้น ถ้ามาจากคำว่า “ซำ” จีนต้องออกเสียงนี้ได้ จะไปเพี้ยนไปเป็น เสียม เสียน เสี้ยน ไม่ได้)

Advertisement

Saifuddeen Muhammad

Ashanti Mysha Latinfah ทางกัมพูชาเรียกเสียม ทางใต้หรือมาเลย์ก็เรียกเสียม

คำถามคือ จะซำ เสียม หรือสยามตามสำเนียงภาคกลาง แล้วมันมีปัญหาตรงไหนหรอครับ ผมไม่เข้าใจ

ถ้าบอกมาจากคำว่า เสี้ยม ก็ว่าไปอย่าง

แต่ถ้ามีคนตั้งข้อสงสัยว่าก่อนหน้านี้ เรียกไทยว่าเสี้ยม ในทฤษฎีก็อาจจะเป็นไปได้

สยาม เสียม หรือซีแย (สำเนียงทางภาคใต้ของไทยกับทางตะวันออกของมาเลย์จะเรียก ซีแย) เนื่องด้วยภาษาถิ่น สระอำ จะกลายเป็นสระแอ เสียม เลยกลายเป็นสีแย (ซีแย)

อย่างไรก็ตาม ทุกๆ คำที่ยกมา ไม่ได้ให้ความหมายเชิงดูถูกแต่อย่างใดเลย

Ashanti Mysha Latinfah

Saifuddeen Muhammad ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครจะเรียกเราว่าอะไร และก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด เพราะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการดูถูกแต่อย่างใด ปัญหาอยู่ที่การตั้งข้อสันนิษฐานของ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ดิชั้นไม่ให้ความเชื่อถือในข้อนี้ เพราะมี “เอ๊ะ” เต็มไปหมด

อย่าเข้ามาแทรกเลยค่ะ เพราะที่เท่าดิชั้นอ่านคอมเมนต์ของคุณ คุณพี่ไม่เข้าใจ ว่าดิชั้นคุยอะไรกับลุงแกอยู่ ปล่อยให้ดิชั้นคุยกับลุงแกนะคะ

Saifuddeen Muhammad

Ashanti Mysha Latinfah อ่อครับ ผมตีความหมายผิดเอง

ส่วนตัว คำว่าซำ ไม่น่าจะมีน้ำหนักเพียงพอครับ

ตอบ จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบอกไว้เกือบทั้งหมดที่สงสัยในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ (พิมพ์ครั้งแรก 2519) มีสารบัญ ดังนี้

ภาคเหนึ่ง พื้นฐานทางนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์ไทย

1.ร่องรอยของ “สยาม” ในปัจจุบัน 2. ชานและชาม 3. ชานและสยาม 4. ร่องรอยของสยามในจารึกพะม่า 5. สฺยามฺ ในจารึกจามปา 6. สฺยํ ในจารึกเขมร 7. สฺยํ และ เสียม 8. จะตามหา สฺยํกุกฺ อย่างไร? 9. ชาวเสียนแห่งลุ่มแม่น้ำกก แหล่งอารยธรรมไทยสมัยก่อนยุคสุโขทัย 10. นี่เสียมกุก! 11. สฺยํ ในจารึกสมัยก่นอนครหลวง 12. สยาม และ อัสสัม 13. โกสามพี และ ลาวเฉียง 14. สยามในความรับรู้ของจีน 15. ที่มาของสยาม สมมุติฐานทางนิรุกติศาสตร์และทางสังคม 16. ที่มาและความหมายของสยามตามความเห็นในอดีต 17. สยาม-ความเป็นมาในภาษาไทย

คำอธิบายอย่างละเอียดของ จิตร ภูมิศักดิ์ หนักไปทางนิรุกติศาสตร์และภาษาศาสตร์ ที่คนทั่วไปเข้าถึงยากมาก ผมเองอ่านหลายเที่ยวยังไม่ “กระดิก” ดังนั้นของยกบทสรุปของ จิตร ภูมิศักดิ์ มาแบ่งปันเผยแพร่ ต่อไปนี้

“ข้าพเจ้ายังไม่ปรารถนาจะยืนยันแน่นอนในสมมุติฐานข้างต้น. ยังเชื่อว่าอาจจะมีทางศึกษาค้นคว้าอื่นที่ท่านผู้สนใจศึกษาค้นพบ. แต่อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าขอเสนอข้อคิดไว้บางประการ ดังนี้ :

คําดั้งเดิมของ สยาม นั้น จะต้อง

1) เป็นคําคล้ายคลึงกับ *ซาม-เซียม ที่ได้ไว้เป็นสมมุติฐานทางนิรุกติศาสตร์.

2) ความหมายของมัน, ถ้าเชื่อว่าพงศาวดารราชวงศ์หยวนจดไว้ถูกต้อง, มันก็ต้องแปลว่าลุ่มแม่น้ำหรือเกี่ยวกับน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพชีวิตของสังคมชมรมกสิกรรมในที่ราบลุ่มของชนชาติไต.

3) ภาษาของคํานี้ คือภาษาหนานเจ้า, ตามที่ระบุไว้ในพงศาวดารราชวงศ์หยวน. เรารับไว้พิจารณาได้ว่าต้นกําเนิดของคําเป็นภาษาพื้นเมือง, ไม่ใช่คําภาษาจีน. แต่ภาษาพื้นเมืองหนานเจ้ามิได้มีเฉพาะภาษาไตและหลอหลอ, ยังมีภาษาละว้า, กะฉิ่น ซึ่งล้วนเป็นชาติดึกดําบรรพ์, และเฉพาะละว้านั้นครองเขตรัฐชานมาก่อนที่ไตจะเข้ามายึดครอง.

4) ที่เกิดของคํา สยาม ต้องอยู่ในบริเวณพะม่าเหนือ ดังที่สืบสวนกันมาแล้ว การศึกษาหาต้นกําเนิดของมันต้องไปศึกษาค้นหาจากภาษาและประวัติสังคมของชนชาติต่างๆ ที่นั่น, ไม่ใช่จากที่อื่น เป็นต้นว่า จากหน้ากระดาษของหนังสือพจนานุกรมสันสกฤต!

5) เปิดโอกาสสําหรับความผิดพลาดของจีนผู้จัดพงศาวดารราชวงศ์หยวน เช่น แปลคําว่า ส่าน โดยเข้าใจผิดในถ้อยคําภาษาพื้นเมืองที่คล้ายคลึงกัน เพราะเมื่อจดคําแปลของส่านใน พ.ศ.1800 นั้น ห่างไกลจาก พ.ศ. 650 ที่ปรากฏชื่อประเทศส้านถึงกว่าพันปี.

6) ข้อนี้เป็นข้อสําคัญ กล่าวคือไม่ควรไปเสาะหาคําที่คล้ายคลึงกับ ซาม-เซียม ในภาษาอื่นๆ โดยละเลยการพิจารณาพัฒนาการของชีวิตทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมตลอดจนสังคมของคนไต และไม่จําเป็นจะต้องเลือกหาแต่คําที่มีความหมายที่ดีวิเศษด้านเดียวเสมอไป เพราะถ้าเราดําเนินตามแนวทางนั้น เราก็จะได้คํามากมายจากหลายภาษา เช่น ในภาษาข่าสี หรือกะสี (ตระกูลมอญ-เขมร) ในอัสสัม ก็มีคํา เซียม แปลว่า เจ้า, ประมุขชาติกุล ; ในภาษาจามมีคํา เซียม แปลว่า ประเสริฐ, ดีงาม เป็นต้น, และเราจะไม่ได้ความจริงที่ปรากฏขึ้นภายในวิถีทางพัฒนาแห่งประวัติศาสตร์และสังคมเลย.

อนึ่ง ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า สมมุติฐานที่ข้าพเจ้าเสนอเกี่ยวกับ ซำ-ซาม-สยาม นี้ ข้าพเจ้ายังไม่ยืนยัน เพราะยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาสภาพชีวิตของไตที่นั่นอย่างจุใจ และที่สําคัญก็คือยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาภาษา วรรณคดี และเอกสารประวัติศาสตร์ของไตแถบนั้น ที่เป็นต้นฉบับภาษาพื้นเมืองอย่างรอบคอบ และกว้างขวาง จึงยังต้องถือเป็นสมมุติฐานที่ ตั้งขึ้นชั่วคราว เท่านั้น.”

ผมทำได้แค่นี้ เพราะเรียนรู้จากหนังสือของ จิตร ภูมิศักดิ์ บางทีผมอาจอ่านแล้วเข้าใจผิดก็ได้ ถ้ายังข้องใจอีกต้องไปอ่านเอง เพราะถามมาก็ตอบไม่ได้แล้ว 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง