เปิดร่างกฎใหม่ ราชทัณฑ์ โทษประหารชีวิต 25 ปี ดัดหลังคดีหนัก สกัด ติดคุกไม่จริง

25.08.26 | 12:08 น.

เปิดร่างเกณฑ์ใหม่ ราชทัณฑ์ ล็อกโทษประหาร ติดจริง 25 ปี คุกตลอดชีวิต 20 ปี สกัด “ติดคุกไม่จริง”

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ การบริหารโทษ กรมราชทัณฑ์ โดยเฉพาะกรณี ผู้ต้องขังคดีร้ายแรง อย่างเล่าต๋า แสนลี่ อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด  ได้รับการลดวันต้องโทษ หรือเลื่อนชั้น จนเข้าสู่กระบวนการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนด


ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรง “ติดคุกจริง” นานเท่าไหร่ และระบบปัจจุบันสามารถสร้างหลักประกัน ด้านความปลอดภัยให้สังคมได้มากน้อยแค่ไหน 

ประเด็นนี้กำลังถูก นำกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง  24 สิงหาคม พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ออกระบุว่า ภายหลังประชุม คณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

ประชุมเพื่อสรุปผลการหารือ วางกรอบ หลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่…) พ.ศ.

Advertisement

พ.ต.ท.ประวุธ บอกว่า การประชุมวันนี้ยังไม่มีผลสรุปเป็นที่ยุติ เนื่องจากการพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ ส่วนกรณีผู้ต้องขังที่ในอนาคตต้องคำพิพากษาโทษประหารชีวิต เบื้องต้นมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่า จะต้องรับโทษจริงมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี จึงจะมีสิทธิได้รับการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่ยุติ..

ท้ังนี้ หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการ “ล็อก” ระยะเวลารับโทษจริงขั้นต่ำสำหรับนักโทษคดีร้ายแรง ก่อนจะมีสิทธิได้รับการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด   

ข้อเสนอเบื้องต้นชัดเจน โทษประหารต้องติดจริง 25 ปี ส่วนจำคุกตลอดชีวิต 20 ปี

ทั้งนี้มีรายงานศึกษาวิจัย ทางวิชาการด้านทัณฑวิทยา นำเสนอ ถึงแนวทางการกำหนด “Minimum Served” หรือระยะเวลารับโทษจริงขั้นต่ำ โดยเสนอว่า นักโทษเด็ดขาดที่ศาลพิพากษา ประหารชีวิต ต้องถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด จึงจะมีสิทธิได้รับการเลื่อนชั้น ทั้งกรณีปกติและกรณีมีเหตุพิเศษ

ส่วนผู้ต้องขังที่ ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำไว้ที่ 20 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

พูดให้เข้าใจง่ายคือ ต่อให้ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมดี เข้าเกณฑ์เลื่อนชั้น หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามระบบราชทัณฑ์ ก็จะไม่สามารถข้าม “กำแพงเวลา” ที่กำหนดไว้ได้ หากยังรับโทษจริงไม่ครบระยะเวลาขั้นต่ำ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 25 ปี และ 20 ปี ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอในชั้นพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายและยังไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้

ข้อเสนอ ไม่ได้หยุด อยู่แค่ คดีประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต แต่ยังพุ่งไปที่ผู้ต้องขังที่กระทำความผิดหลายกรรมหลายกระทงตามมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

แนวทางที่เสนอคือ แบ่งระยะเวลารับโทษขั้นต่ำออกเป็น 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี ตามระดับความหนักเบาของโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้การลดวันต้องโทษหรือการเลื่อนชั้นทำให้ระยะเวลาที่ต้องรับโทษจริงสั้นลงจนไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงและจำนวนความผิดที่เกิดขึ้น

นี่ถือเป็นการแก้โจทย์สำคัญของระบบเดิม เพราะในคดีที่มีหลายกรรมหลายกระทง ความหนักของโทษไม่ได้สะท้อนออกมาเพียงตัวเลขโทษจำคุกสุดท้ายเท่านั้น แต่ต้องมองถึงพฤติการณ์และจำนวนความผิดประกอบด้วย  

อีกจุดที่น่าสนใจคือข้อเสนอให้เพิ่มเงื่อนไข การชดใช้ เยียวยา หรือบรรเทาผลร้ายตามคำพิพากษาของศาล เข้าไปเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาพักการลงโทษ

นี่คือการขยับจากระบบราชทัณฑ์ที่เคยมอง “ตัวนักโทษ” เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การมอง “ผู้เสียหาย” มากขึ้น เพราะการที่นักโทษมีความประพฤติดีในเรือนจำ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพิจารณา แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อหรือครอบครัวจะหายไป

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลัก Restorative Justice หรือความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่พยายามให้กระบวนการยุติธรรมคำนึงถึงการเยียวยาผู้เสียหายควบคู่กับการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงอยู่ที่คำถามง่าย ๆ แต่มีน้ำหนักทางสังคมอย่างมากว่า  “โทษที่ศาลพิพากษา กับเวลาที่ผู้กระทำผิดต้องอยู่ในเรือนจำจริง ควรห่างกันได้แค่ไหน?”

หลักทัณฑวิทยาสมัยใหม่ ไม่ได้มองการจำคุกเพียงเพื่อแก้แค้นทดแทน แต่มีทั้งการยับยั้งการกระทำผิด การตัดโอกาสไม่ให้กลับไปก่อเหตุ และการแก้ไขฟื้นฟูเพื่อคืนคนสู่สังคม

แต่สำหรับคดีร้ายแรง ความปลอดภัยของสังคมก็เป็นอีกโจทย์ที่ไม่สามารถละเลยได้

ดังนั้น แนวคิด Minimum Served จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็น “เส้นขั้นต่ำ” ที่ผู้ต้องขัง ต้องผ่านให้ได้ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการได้รับสิทธิประโยชน์ แม้จะมีพฤติกรรมดีหรือผ่านการประเมินด้านอื่นแล้วก็ตาม  ในต่างประเทศ หลายระบบไม่ได้ปล่อยให้การลดโทษเป็นเพียงการคำนวณจำนวนวัน แต่ใช้ระบบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำควบคู่กับการประเมินความเสี่ยง 

โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ศาลกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ที่ผู้กระทำผิดต้องรับโทษไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการพิพากษา ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาปล่อยตัว

ขณะที่สหรัฐอเมริกา ให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยง ด้านพฤติกรรมและโอกาสกระทำผิดซ้ำ ผ่านกลไกคณะกรรมการพักการลงโทษและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนสำคัญ จึงไม่ใช่เพียง “ติดคุกกี่ปี” แต่คือ ติดคุกครบขั้นต่ำแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะกลับไปก่อเหตุอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากเกณฑ์ใหม่ เดินหน้ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ จำนวนผู้ต้องขังโทษสูงจะอยู่ในเรือนจำนานขึ้น การระบายผู้ต้องขังออกจากระบบจะช้าลง และอาจกระทบปัญหาความแออัดที่กรมราชทัณฑ์เผชิญอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น การ “ล็อกเวลา” อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมาพร้อมกับระบบจำแนกผู้ต้องขัง การประเมินความเสี่ยง การบำบัดฟื้นฟู และการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม   หากคนที่ครบกำหนดขั้นต่ำแล้วยังมีความเสี่ยงสูง ก็ต้องมีระบบประเมินที่ตอบคำถามได้ว่า “ปล่อยแล้วปลอดภัยหรือไม่”

จากการทบทวนครั้งนี้คือ ราชทัณฑ์ กำลังพยายาม เปลี่ยนโจทย์จากเดิม ที่ถามว่า “นักโทษมีความประพฤติดีพอที่จะได้รับสิทธิหรือยัง?” ไปสู่คำถามที่เข้มข้นขึ้นว่า  “นักโทษรับโทษจริงมานานพอหรือยัง และหากปล่อยออกไป สังคมปลอดภัยแค่ไหน?”

หากข้อเสนอ 20-25 ปี ผ่านความเห็นชอบและถูกบรรจุเป็นหลักเกณฑ์ใหม่จริง ย่อมถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบบริหารโทษไทย  โดยเฉพาะคดีที่มีโทษสูงสุด เพราะจะทำให้คำว่า “ติดคุกจริง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลดวันต้องโทษ หรือการเลื่อนชั้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องผ่าน “กำแพงเวลาขังจริง” ที่กำหนดไว้ก่อนด้วย !!!