รุมร้องร้านเสริมความงามดัง โยงนักธุรกิจยิว เช่าพื้นที่ห้างดัง ใช้กลยุทธ์ขายของพิสดาร ลูกค้าขอเงินคืน ขอต่อรอง เกิดปัญหาปิดร้านหนี แล้วใช้ชื่อใหม่ไปเปิดร้านใหม่ห้างอื่น
เมื่อวันที่ 13 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความกับตำรวจและร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หลังได้รับความเดือดร้อนจากร้านจำหน่ายเครื่องสำอางและให้บริการเสริมความงามที่เปิดอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง โดยผู้เสียหายตั้งข้อสังเกตว่า ร้านเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันผ่านบริษัทหลายแห่ง ซึ่งมีกรรมการเกี่ยวพันกัน และมีกลุ่มนักธุรกิจชาวอิสราเอลถือหุ้น 49% พร้อมกล่าวอ้างว่าเมื่อเกิดปัญหากับลูกค้า บางร้านจะทยอยปิดกิจการ ก่อนใช้ชื่อใหม่ไปเปิดในห้างแห่งอื่น
ผู้เสียหายรายแรกระบุว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ได้ซื้อสินค้าและบริการจากร้านเสริมความงามแห่งหนึ่ง รวม 6 รายการ เป็นเงิน 225,800 บาท ก่อนเข้ารับบริการร้อยไหมตามนัดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม โดยทางร้านแจ้งว่าจะนัดแพทย์มาทำหัตถการ แต่เมื่อถึงเวลากลับแจ้งว่าแพทย์เดินทางกลับแล้วและได้สอนผู้ให้บริการไว้แล้ว
ภายหลังทำหัตถการ ทางร้านเสนอเครื่องสำอางอีก 3 รายการ ราคา 70,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายชำระเงินไปแล้ว แต่ต่อมาต้องการคืนสินค้าที่ยังไม่ได้ใช้ กลับถูกปฏิเสธและให้ติดต่อบริษัท เมื่อโทรศัพท์ไปตามหมายเลขที่ได้รับ ระบบกลับแจ้งว่ายังไม่เปิดใช้บริการ
ผู้เสียหายจึงสอบถามพนักงานถึงคุณสมบัติของผู้ที่ทำหัตถการให้ และได้รับแจ้งว่าเป็น “นักบำบัด” โดยอ้างว่าหัตถการดังกล่าวเป็นการร้อยไหมโปรตีนคอลลาเจนจากธรรมชาติ ทำให้ผู้เสียหายตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสม เนื่องจากเห็นว่าการทำหัตถการลักษณะดังกล่าวควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเข้าแจ้งความ ขณะที่ร้านดังกล่าวปิดตัวลงแล้ว
ส่วนผู้เสียหายรายที่ 2 ระบุว่า ขณะเดินอยู่ภายในห้างแห่งหนึ่ง ถูกพนักงานร้านเครื่องสำอางชักชวนให้ทดลองครีม ก่อนเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีราคาหลักแสนและมีคุณสมบัติช่วยยกกระชับใบหน้า จากนั้นเสนอคอร์สนวดหน้าราคา 150,000 บาท แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธ แต่กล่าวอ้างว่าพนักงานยังคงยื้อและเสนอส่วนลดพร้อมของแถม รวมถึงดึงบัตรเครดิตจากมือ จนรู้สึกกดดันและยอมชำระเงิน 70,000 บาท
ผู้เสียหายรายดังกล่าวระบุว่า ร้านแจ้งว่าเงินจำนวนนี้เป็นค่าบริการนวดหน้า 36 ครั้ง แต่ในใบเสร็จกลับระบุเป็นค่าสินค้า ส่วนบริการเป็นของแถม วันรุ่งขึ้นจึงติดต่อธนาคารเพื่อขอระงับการชำระเงิน พร้อมร้องเรียน สคบ.และห้างสรรพสินค้า
ต่อมาร้านยินยอมทำบันทึกข้อตกลงคืนเงิน แต่ผู้เสียหายระบุว่าในข้อตกลงมีเงื่อนไขห้ามร้องเรียนต่อ สคบ.และห้าง เมื่อครบกำหนด 30 วันกลับยังไม่ได้รับเงินคืน ขณะที่ธนาคารไม่สามารถติดต่อร้านได้ และร้านสาขาดังกล่าวได้ปิดตัวลงหลังเกิดเรื่อง
นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายอีก 2 รายเข้าแจ้งความ โดยระบุว่าเข้าไปใช้บริการร้านเสริมความงาม ก่อนถูกเสนอขายสินค้าและคอร์สต่างๆ และมีการนำบัตรเครดิตไปชำระเงิน 2 ครั้ง จำนวน 84,000 บาท และ 48,000 บาท รวม 132,000 บาท เมื่อทั้งคู่ขอยกเลิกสินค้าและบริการเพื่อรับเงินคืน กลับได้รับแจ้งว่าไม่สามารถคืนเงินได้
กลุ่มผู้เสียหายระบุว่า หลังตรวจสอบข้อมูลพบว่าร้านเสริมความงามที่ถูกร้องเรียนเปิดดำเนินการในนามบริษัทหลายแห่ง โดยมีรายชื่อกรรมการบางส่วนเกี่ยวพันกัน และมีกลุ่มนักธุรกิจชาวอิสราเอลถือหุ้น 49% จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันอีกหลายราย เนื่องจากที่ผ่านมาเคยปรากฏข่าวร้องเรียนร้านเสริมความงามที่มีพฤติการณ์คล้ายกันมาแล้วหลายครั้ง



