หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา สแกมเมอร์ล็อก...

สแกมเมอร์ล็อกเป้านศ. หลอกสูญนับล้าน ประเสริฐ เสนอ Campus Anti-Scam Protocol หยุด

12.09.26 | 18:57 น.

“ดร.ประเสริฐ” ชี้เคสนักศึกษาสูญเงินหลักล้าน สะท้อนสแกมเมอร์ล็อกเป้ารั้วมหาวิทยาลัย เสนอ “Campus Anti-Scam Protocol” หยุดเหตุในชั่วโมงแรก


เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่อาคารรัฐสภา ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร แสดงความห่วงใยต่อกรณีนิสิตนักศึกษาตกเป็นเป้าหมายของขบวนการสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยชี้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเร่งจัดระบบป้องกันและช่วยเหลือที่ทำงานได้จริงตั้งแต่ “ชั่วโมงแรก”

กรณีล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประสานตำรวจในพื้นที่เข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิงอายุ 22 ปี หลังถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ กล่าวหาว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าและคดีฟอกเงิน ก่อนกดดันให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์

คนร้ายยังบงการให้ผู้เสียหายแต่งเรื่องกับครอบครัวว่าได้รับทุนเรียนต่อประเทศสหรัฐอเมริกา และต้องใช้เงินแสดงสถานะทางการเงิน ทำให้ครอบครัวโอนเงินให้ ก่อนที่ผู้เสียหายจะถูกสั่งให้โอนต่อรวม 6 ครั้ง เป็นเงินกว่า 1.78 ล้านบาท พร้อมเปลี่ยนช่องทางติดต่อและแยกตัวไปพักในโรงแรม กระทั่งบิดาตรวจพบความผิดปกติของข้อมูลผู้ให้ทุนและแจ้งตำรวจ จึงนำไปสู่การติดตามและช่วยเหลือได้สำเร็จ

Advertisement

ดร.ประเสริฐกล่าวว่า เมื่อพิจารณาร่วมกับกรณีนักศึกษาแพทย์ที่สูญเงินกว่า 10 ล้านบาทภายใน 3 วัน จะเห็นรูปแบบอาชญากรรมที่ชัดเจนขึ้นว่า สแกมเมอร์ไม่ได้ใช้กลลวงเพียงเรื่องเดียว แต่ผสมผสานการสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดี การใช้โอกาสทางการศึกษาเป็นข้ออ้าง การดึงเงินจากครอบครัว และการตัดผู้เสียหายออกจากบุคคลที่อาจช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง

ข้อมูลจากตำรวจยังระบุว่า กลุ่มอายุ 21–30 ปีเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยมักตกเป็นเหยื่อการหลอกซื้อขายสินค้า การแอบอ้างบุคคลหรือหน่วยงาน และการหลอกสมัครงาน สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักศึกษาที่ใช้ชีวิตและทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลจำนวนมาก บางส่วนพักอาศัยห่างจากครอบครัว และอยู่ในช่วงแสวงหาทุน การฝึกงาน งานพิเศษ หรือโอกาสศึกษาต่อต่างประเทศ

“สแกมเมอร์ไม่ได้เลือกเหยื่อจากระดับสติปัญญา แต่เลือกจังหวะที่ความกลัว ความเร่งด่วน หรือความหวัง ทำให้เหยื่อไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูล นักศึกษายังเป็นช่องทางที่คนร้ายใช้เข้าถึงเงินของครอบครัวได้ เพราะเมื่อเป็นเรื่องอนาคตและการศึกษา ผู้ปกครองมักพร้อมช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว” ดร.ประเสริฐกล่าว

ดร.ประเสริฐจึงเสนอให้กระทรวง อว. และสถาบันอุดมศึกษาจัดทำ “Campus Anti-Scam Protocol” เป็นแนวปฏิบัติกลาง 4 ด้าน ดังนี้

ด้านแรก สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลและ AI Literacy ให้นักศึกษาทุกชั้นปี ผ่านกรณีจำลองที่ครอบคลุมการแอบอ้างเจ้าหน้าที่ ทุนการศึกษา การฝึกงาน สมัครงาน และการลงทุน โดยยึดหลัก “หยุด–ตรวจสอบ–ติดต่อกลับ” พร้อมย้ำว่า ตำรวจจริงไม่สอบสวนผ่านวิดีโอคอล และไม่มีหน่วยงานรัฐใดสั่งให้ประชาชนโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

ด้านที่สอง สร้าง “เครือข่ายเตือนภัยใกล้ตัว” เชื่อมอาจารย์ที่ปรึกษา ฝ่ายกิจการนักศึกษา เพื่อน และครอบครัว ให้สามารถสังเกตสัญญาณผิดปกติ เช่น นักศึกษาหายจากการติดต่อ ถูกบังคับให้เปิดวิดีโอคอลต่อเนื่อง ย้ายไปพักตามลำพัง ขอเงินหรือเอกสารทางการเงินอย่างเร่งด่วน หรืออ้างว่าได้ทุนโดยไม่มีหนังสือยืนยันจากมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ต้องดำเนินการภายใต้หลักความเป็นส่วนตัวและไม่ตีตราผู้เสียหาย

ด้านที่สาม จัดตั้งช่องทางช่วยเหลือแบบจุดเดียวของมหาวิทยาลัย พร้อมกำหนดขั้นตอนใน “ชั่วโมงแรก” ได้แก่ ยุติการติดต่อและการโอนเงิน เก็บหลักฐาน ประสานธนาคาร โทร AOC 1441 แจ้งความผ่าน Thai Police Online และประสานตำรวจ–ครอบครัวทันที โดยเฉพาะกรณีที่นักศึกษาถูกหลอกให้แยกตัวหรือขาดการติดต่อ เพราะความรวดเร็วอาจเป็นตัวกำหนดว่าจะหยุดความเสียหายได้หรือไม่

ด้านที่สี่ เชื่อมข้อมูลและนวัตกรรมระหว่างมหาวิทยาลัย ตำรวจไซเบอร์ กระทรวงดิจิทัลฯ ETDA ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยที่ส่งถึงนักศึกษาอย่างรวดเร็ว รวมถึงสนับสนุนงานวิจัยและสตาร์ตอัปไทยในการตรวจจับ Deepfake การโคลนเสียง เอกสารปลอม และข้อความหลอกลวงรูปแบบใหม่

ดร.ประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุ มหาวิทยาลัยควรดูแลผู้เสียหายอย่างเป็นความลับทั้งด้านสุขภาพจิต กฎหมาย การเงิน และการเรียน เพราะการช่วยเหลือจะสมบูรณ์ไม่ได้หากหยุดเพียงการอายัดบัญชี แต่ต้องช่วยให้นักศึกษากลับมาเรียนและใช้ชีวิตได้โดยไม่ถูกกล่าวโทษหรือตีตรา

พร้อมกันนี้ จะเสนอให้คณะกรรมาธิการ อว. เชิญกระทรวง อว. ที่ประชุมอธิการบดี ตำรวจไซเบอร์ ศูนย์ ACSC และ AOC 1441 ธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตลอดจนตัวแทนนิสิตนักศึกษา มาร่วมกำหนดแนวปฏิบัติกลางและระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลเตือนภัยระหว่างมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

“กรณีล่าสุดพิสูจน์ว่า ครอบครัวที่สังเกตเห็นความผิดปกติและตำรวจที่ประสานงานรวดเร็วสามารถช่วยนักศึกษาออกจากการควบคุมของมิจฉาชีพได้ ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องเป็นมากกว่าสถานที่ให้ความรู้ แต่ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ทำให้นักศึกษามีคนปรึกษาได้ทัน ตรวจสอบได้ทัน และเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทัน”

“เราต้องไม่ปล่อยให้นักศึกษาคนใดเผชิญกับสแกมเมอร์เพียงลำพัง ระบบของมหาวิทยาลัย ครอบครัว สถาบันการเงิน และตำรวจต้องเชื่อมถึงกัน และต้องทำงานให้เร็วกว่ามิจฉาชีพ” ดร.ประเสริฐกล่าว