ณพลเดช หนุนจัดการเงินกฐิน ผ้าป่า เข้าบัญชีวัด ตามหลักพระธรรมวินัย ชงรบ.เพิ่มงบฯ สร้างเครือข่ายคนดี ปกป้องพุทธศาสนา
เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ออกมาชี้แจงกระแสข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตในวัดเพิ่มเติมว่า เห็นด้วยกับแนวทางการทำให้การบริหารเงินของวัดมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเงินกฐิน เงินผ้าป่า หรือเงินบริจาคที่ผู้มีจิตศรัทธาถวายให้แก่วัด ก็ควรเข้าสู่บัญชีของวัดอย่างเป็นระบบ เพราะเป็นแนวทางที่สอดคล้องทั้งกับหลักการบริหารศาสนสมบัติและการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พุทธศาสนิกชน
นายณพลเดช กล่าวว่า ตามกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 กำหนดเรื่องการเก็บรักษาเงินของวัดไว้โดยชัดเจน โดยเงินของวัดส่วนที่เกินจำนวนที่กำหนดต้องฝากไว้ในนามของวัด และกำหนดให้มีการจัดทำบัญชีรับ–จ่าย ขณะเดียวกันกฎกระทรวงก็วางหลักสำคัญว่า การดูแลรักษาและจัดการเงินการกุศลที่มีผู้บริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค ดังนั้น การนำเงินที่ประชาชนถวายแก่วัดเข้าสู่ระบบบัญชีของวัดจึงเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน และไม่ได้ขัดกับหลักพระธรรมวินัย แต่กลับเป็นกลไกที่ช่วยให้การบริหารจัดการมีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้
“ผมเห็นด้วยว่าเงินกฐินและผ้าป่าที่ประชาชนตั้งใจถวายให้แก่วัด ควรเข้าสู่บัญชีของวัดอย่างถูกต้อง ไม่ควรไปอยู่ในบัญชีส่วนตัวของบุคคลใด เพราะเมื่อผู้ถวายมีเจตนาถวายแก่วัด เงินนั้นก็ควรถูกบริหารจัดการตามวัตถุประสงค์ของผู้ถวาย และต้องมีหลักฐานทางบัญชีให้ตรวจสอบได้ การทำบัญชีไม่ได้เป็นการทำลายศรัทธา แต่เป็นการปกป้องศรัทธา” นายณพลเดช กล่าว
นายณพลเดช กล่าวต่อว่า ในส่วนของหลักพระธรรมวินัย กฐินมีสถานะพิเศษแตกต่างจากการบริจาคทั่วไป เพราะพระวินัยกำหนดให้ผ้ากฐินเกิดแก่สงฆ์ และสงฆ์จึงดำเนินการมอบผ้ากฐินแก่ภิกษุผู้กรานกฐินตามขั้นตอนของสังฆกรรม โดยพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงการที่สงฆ์มอบผ้ากฐินแก่ภิกษุผู้กรานกฐินด้วยญัตติทุติยกรรมไว้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน คำถวายผ้ากฐินตามธรรมเนียมพระพุทธศาสนาใช้ถ้อยคำว่าเป็นการถวาย “แก่พระสงฆ์” สะท้อนให้เห็นว่ากฐินมีรากฐานอยู่บนการถวายทานแก่สงฆ์ มิใช่การมอบทรัพย์สินให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการส่วนตัว และในปัจจุบันเมื่อมีเงินบริวารกฐินหรือปัจจัยที่ผู้ถวายมีเจตนาเพื่อบำรุงวัดหรือดำเนินกิจการของวัด เงินส่วนดังกล่าวก็ควรเข้าสู่ระบบบัญชีของวัดอย่างชัดเจน
“ผมจึงเห็นว่าเราสามารถเดินสองทางพร้อมกันได้ คือ รักษาหลักพระธรรมวินัย และรักษาหลักธรรมาภิบาลทางการเงิน เงินที่ถวายวัดก็ควรเข้าวัด เงินที่ผู้ถวายกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะก็ต้องใช้ตามเจตนานั้น ส่วนการถวายแก่พระสงฆ์หรือการดำเนินการตามพระธรรมวินัยก็ต้องแยกให้ถูกประเภท ไม่ควรนำทุกอย่างมาปะปนกันจนเกิดความเข้าใจผิด” นายณพลเดช กล่าว
นายณพลเดช กล่าวถึงกรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผนดำเนินการทางกฎหมายหรือปฏิบัติการปราบปรามการทุจริตต่อวัดใดเพิ่มเติมตามกระแสข่าว และย้ำว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลและเฉพาะกรณี ไม่ใช่ภาพรวมของคณะสงฆ์ พร้อมระบุว่าจะดำเนินงานโดยยึดหลักกฎหมาย พระธรรมวินัย ความเป็นธรรม และพยานหลักฐาน รวมถึงคุ้มครองพระภิกษุ สามเณร และวัดที่ปฏิบัติโดยสุจริต
“เรื่องนี้ผมคิดว่าสังคมต้องเข้าใจทั้งสองฝ่าย สำนักงานพระพุทธศาสนามีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดูแลระบบและคุ้มครองพระพุทธศาสนา ส่วนวัดและพระสงฆ์ที่ประพฤติดีก็ไม่ควรถูกทำให้เกิดความหวาดระแวงว่าจะถูกตรวจสอบทั้งหมด เพราะ พศ.เองก็ยืนยันชัดว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล และการพัฒนาระบบดิจิทัล ระบบบัญชี และ e-Donation มีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้” นายณพลเดช กล่าวและว่า โดยแนวทางปัจจุบันของมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็มีการส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายรับ–รายจ่ายของวัดและระบบ e-Donation อยู่แล้ว
สำหรับกรณีอดีตพระโชติและสีกาเอ๋ นายณพลเดชกล่าวว่า ไม่ควรนำพฤติกรรมของบุคคลบางรายไปเหมารวมกับพระสงฆ์ทั้งคณะ เพราะพระพุทธศาสนามีหลักในการพิจารณาความผิดตามพระธรรมวินัยและกฎหมายเป็นรายกรณี และในมิติทางธรรม เรื่องที่เกิดขึ้นสามารถมองเป็นบทเรียนเรื่อง “โลกธรรม ๘” ซึ่งประกอบด้วย ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข และทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ และเหตุการณ์เกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัยก็ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย
นายณพลเดช กล่าวว่า แม้แต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 ก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระราชาคณะที่ถูกกล่าวหาว่าประพฤติผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง จนมีการสอบสวนและลงพระราชอาญา ดังนั้น เหตุการณ์ในปัจจุบันจึงควรมองเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกฝ่ายช่วยกันเฝ้าระวัง มากกว่าการนำมาเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาทั้งระบบ
“สิ่งที่สำคัญกว่าการจับผิดเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้คนตั้งแต่ต้นทาง วันนี้เรามีทั้งปัญหายาเสพติด คนล้นเรือนจำ อาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจสีเทา และแก๊ง Call Center ปัญหาเหล่านี้สะท้อนว่าสังคมไทยต้องลงทุนกับการสร้างคน ไม่ใช่ลงทุนเฉพาะการปราบปรามเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว” นายณพลเดช กล่าว
นายณพลเดช เสนอว่า รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มงบประมาณให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในมิติการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรม ศีลภาวนา การพัฒนาเยาวชน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายวัด โรงเรียน ชุมชน และภาคประชาชน เพื่อสร้าง “เครือข่ายคนดี” ให้เข้มแข็งขึ้น เพราะการปกป้องพระพุทธศาสนาในระยะยาวไม่ควรมีเพียงระบบตรวจสอบหลังเกิดปัญหา แต่ต้องสร้างคนที่มีศีลธรรม มีสติ และมีภูมิคุ้มกันต่ออบายมุขและการกระทำผิดตั้งแต่ต้น
“ผมเห็นว่างบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในมิตินี้ยังน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับภารกิจที่ประเทศกำลังเผชิญ หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการปราบยาเสพติด แก้ปัญหาคนล้นคุก ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ และจัดการแก๊ง Call Center ก็ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อการป้องกันด้วย โดยใช้พลังของพระพุทธศาสนาในการสร้างศีล สร้างสติ และสร้างเครือข่ายคนดีให้มากขึ้น”นายณพลเดช กล่าว
นายณพลเดช กล่าวด้วยว่า การสร้างเครือข่ายคนดีไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าไปควบคุมพระสงฆ์หรือกิจการคณะสงฆ์ แต่เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ คณะสงฆ์ วัด สถานศึกษา ครอบครัว และประชาชน เพื่อให้คนดีมีพื้นที่ มีพลัง และมีเครือข่ายในการช่วยกันป้องกันปัญหาสังคม พร้อมกับยืนยันว่า การนำเงินกฐินและผ้าป่าที่ถวายแก่วัดเข้าสู่บัญชีวัดอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน และควรดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาหลักพระธรรมวินัยและเจตนาของผู้ถวายอย่างเคร่งครัด เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาศรัทธาของประชาชนและความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในระยะยาว




