‘จุลพันธ์’ ลงนาม MOU ศรีลังกา เตรียมนำเข้าแรงงานล็อตแรก ม.ค.70 รับมือขาดแคลนก่อสร้าง-เกษตร

14.09.26 | 18:26 น.

‘จุลพันธ์’ ลงนาม MOU ศรีลังกา เตรียมนำเข้าแรงงาน 1 หมื่นคน คาดเริ่มล็อตแรก ม.ค.70 รับมือขาดแคลนก่อสร้าง-เกษตร

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายวิจิตา เหรัต (H.E. Vijitha Herath) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การจ้างงานต่างประเทศ และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) และบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย (Agreement) เพื่อวางกรอบความร่วมมือด้านการจัดหาและนำเข้าแรงงานศรีลังกาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลัง คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบความร่วมมือดังกล่าว


นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยและศรีลังกามีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและยาวนานหลายศตวรรษ โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นสายสัมพันธ์สำคัญที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และขยายไปสู่ความร่วมมือในหลากหลายมิติ เราได้ขยายความร่วมมือในมิติด้านแรงงานและการจ้างงานอย่างเป็นรูปธรรม

“การลงนามบันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลง ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสารระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการเป็นหุ้นส่วนด้านแรงงานระหว่างไทยและศรีลังกาในระยะยาว ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการของความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความปลอดภัย และการเคารพสิทธิของแรงงาน“ นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ภายใต้ความตกลงร่วมมือนี้ ประเทศไทยจะเปิดช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาเข้ามาทำงานในประเทศไทย จำนวน 10,000 คนในต้นปีหน้า เพื่อสนับสนุนความต้องการกำลังแรงงานในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคส่วนที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เช่น ภาคก่อสร้างและภาคเกษตรกรรม

Advertisement

“สำหรับการนำร่องแรงงานจำนวน 10,000 คน เป็นผลจากการสำรวจจำนวนแรงงานที่ขาดแคลนในเบื้องต้น โดยมีหลักการเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังการลงนาม MOU และ Agreement คนต่างด้าวสัญชาติศรีลังกาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย จะสามารถทำงานได้ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องการกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ซึ่งเป็นงานที่มีนายจ้างและได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ภายใต้บันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ” นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า โดยสามารถทำงานในกิจการต่างๆ เช่น ประมง ก่อสร้าง เกษตร ปศุสัตว์ เป็นต้น ตามความต้องการของนายจ้าง ความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ กล่าวคือ ประเทศไทยจะได้รับกำลังแรงงานที่มีศักยภาพเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่แรงงานชาวศรีลังกาจะได้รับโอกาสในการเข้ามาทำงานและสร้างรายได้ ภายใต้การจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายและได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม

“กลไกดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการลดการพึ่งพาในช่องทางหรือปิดช่องทางการจัดหางานที่ผิดกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงการบังคับใช้แรงงาน

สำหรับรัฐบาลไทย การนำเข้าแรงงานต่างชาติไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่เติมเต็มตำแหน่งงานที่ขาดแคลนเท่านั้น แต่เรายึดมั่นว่าแรงงานทุกคนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี และได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมาย

ประเทศไทยจึงเชื่อมั่นว่าแรงงานชาวศรีลังกาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ มีความรับผิดชอบ มีพื้นฐานการศึกษาที่ดี และมีทักษะที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานไทยได้เป็นอย่างดี” นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เชื่อมั่นว่าการลงนามในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะแรงงาน การยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน การคุ้มครองสิทธิแรงงาน ตลอดจนการสร้างกลไกความร่วมมือเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ภายหลังจากการลงนาม MOU สามารถนำเข้าแรงงานได้เลย หรือต้องดำเนินการอย่างไรต่อ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยังมีกระบวนการและขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอยู่อีกบางส่วน กรมการจัดหางานคงต้องเดินทางไปที่ศรีลังกา ประมาณช่วงปลายปี หรือภายในสองเดือนข้างหน้า เพื่อดำเนินการในรายละเอียดให้แล้วเสร็จ ทั้งเรื่องกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการต่างๆ

หน้าที่สำคัญ คือ การไปดำเนินการเรื่องที่เรียกว่า การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง โดยจะมีการฝึกฝีมือแรงงานก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อดูว่าแรงงานแต่ละคนจะมีทักษะฝีมือที่ตรงกับความต้องการของนายจ้างไทยได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นกระบวนการที่ทางกรมการจัดหางานต้องไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก็คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายปี

“ในส่วนของตัวเอกสาร โดยหลักๆ ทั้ง MOU และ MOA เราได้ลงนามภายในวันนี้แล้ว เพราะฉะนั้นกระบวนการทางด้านเอกสารเรียบร้อย เพราะฉะนั้น เรื่องทางกฎหมายก็เดินหน้าครบถ้วน หลังจากนี้ก็จะเป็นเรื่องของรายละเอียดต่างๆ โดยคาดว่าจะสามารถนำเข้าแรงงานล็อตแรกได้ประมาณช่วงต้นปี หรือเดือนมกราคม ปี 2570 เราก็จะดำเนินการนำเข้าแรงงานกลุ่มแรก และจะให้ทางผู้ประกอบการไทยเข้ามาดูว่าแรงงานกลุ่มนี้จะมีโอกาสเข้าไปอยู่ในกลุ่มใด” นายจุลพันธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ทำไมถึงเลือกนำเข้าแรงงานศรีลังกาเป็นประเทศแรกที่จะเข้ามาแทน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มติครม. ให้ไปหาแรงงานเพิ่มเติม และเราก็ดูอยู่ประมาณ 3-4 ประเทศ เช่น ศรีลังกา เนปาล และบังกลาเทศ 1.กระบวนการเจรจาทั้งหมดเดินหน้าในเวลาเดียวกัน ดำเนินการคู่ขนานกันไป ไม่ได้มีประเทศไหนเร่ง หรือไม่ได้มีประเทศไหนชะลอไปกว่ากัน เพียงแต่ว่าศรีลังกาเสร็จก่อนในข้อแรก

2.จากการหารือและการพิจารณาในเรื่องต่างๆ ด้วยการที่มีศาสนาเดียวกันเป็นข้อแรก คือมีศาสนาพุทธเป็นพื้นฐาน และแรงงานศรีลังกาที่ไปทำงานในแต่ละประเทศ หรือในที่อื่นๆ ในโลก เราก็ติดตาม ตรวจสอบ และดูแล โดยเราจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีประเด็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง วัฒนธรรมและประเพณีไม่ได้แตกต่างจากเรานัก ฉะนั้นก็มีความเชื่อได้ว่ากลุ่มนี้จะเป็นแรงงานที่เข้ามาแล้วจะไม่ค่อยก่อให้เกิดปัญหาหรืออะไร

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นเราต้องการที่จะเริ่มทดสอบการนำร่องประมาณ 10,000 คน แต่ไม่ได้จบอยู่แค่นี้ เมื่อกลุ่มแรกเข้ามาแล้ว และสามารถดำเนินภารกิจการทำงาน รวมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ ในอนาคตหากเรายังมีความจำเป็นต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ศรีลังกา ก็ยังคงสามารถส่งแรงงานเพิ่มเติมเข้ามายังประเทศไทยได้

“เพราะว่า MOU นี้ มีอายุ 5 ปี และสามารถต่อได้อีก 5 ปี โดยจะต่ออัตโนมัติ ก็จะเป็นเหมือนกับ MOU กับประเทศอื่น และแรงงานที่เข้ามาจะสามารถได้รับการจ้างงานแบบ 2+2 คือสามารถทำสัญญาการจ้างงานได้ถึง 2 ปี และต่อได้อีก 2 ปี เพราะฉะนั้น ก็เป็นกลุ่มแรงงานซึ่งเราเชื่อว่าจะเข้ามาตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานในปัจจุบัน“ นายจุลพันธ์ กล่าว

สำหรับอัตราค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แรงงานศรีลังกาจะได้รับค่าตอบแทนในมาตรฐานเดียวกับแรงงานไทย และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งนี้ ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจา MOU กับประเทศใกล้เคียงอีก 2–3 ประเทศ เช่น เนปาล ซึ่งคาดว่าจะสรุปรายละเอียดจำนวนแรงงานในระยะถัดไป