ภาคีฯ วางดอกไม้ไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ฯ จี้แก้ พ.ร.บ.สถานบริการ-ทบทวนขายเหล้าถึงตี 4
วันที่ 15 กรกฎาคม ที่บริเวณหน้าโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ภาคีเครือข่ายร่วมกับเครือข่ายพลังผู้สูญเสีย ร่วมกันวางดอกไม้ไว้อาลัยต่อผู้สูญเสียเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว พร้อมอ่านแถลงการณ์ แสดงความเสียใจและส่งพลังให้ผู้บาดเจ็บ และเรียกร้องการจัดระเบียบสถานบริการ สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการทั่วประเทศ จัดระบบโซนนิ่งใหม่ที่สอดคล้องความเป็นจริง ปิดการรับส่วย ด้วยการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานบริการ พ.ศ.2509 ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และทบทวนการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงตี 4
นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า ตนขอแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และครอบครัวทุกครอบครัวจากเหตุการณ์เหตุเพลิงไหม้ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 เมื่อวันกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและเสียชีวิตแล้วกว่า 30 ราย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก แต่มีการเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วอย่างน้อย 2ครั้ง คือไฟไหม้ซานติก้าผับ กรุงเทพฯ เมื่อปี 2552ในคืนเคาท์ดาวน์ ที่มีการจุดพลุหน้าเวที ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้และคนวิ่งหนีเหยียบกันและโดนไฟคลอกจนเสียชีวิต 67 ราย และเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงเมาน์เทน บี จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 มีผู้เสียชีวิต 22 ราย ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือทางหนีไฟที่น้อยและไม่เปิดใช้งานด้วยความประมาท
นายธีระ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ยังได้สะท้อนถึงช่องว่างของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ดำเนินสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ โดยใช้ใบอนุญาตร้านอาหาร แต่ให้บริการในรูปแบบร้านอาหารกึ่งผับ มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแสดงดนตรีสด ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่หากเป็นสถานบริการประเภทผับบาร์ จะมีมาตรฐานความปลอดภัยเข้มงวดกว่า รวมถึงมีการกำหนดโซนนิ่งด้วย ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีร้านอาหารลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีหน่วยงานใดระบุจำนวนที่แน่นอนได้
“แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแลสถานประกอบการที่เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ ทุกครั้งที่เกิดเหตุ เรามักได้ยินคำว่าจะตรวจสอบ, จะดำเนินคดี และจะถอดบทเรียน จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่สุดท้าย ความสูญเสียก็ยังเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รัก ผู้บาดเจ็บจำนวนมากต้องเผชิญผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และภาระทางเศรษฐกิจไปตลอดชีวิต” นายธีระ กล่าว
นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 5 ประการ ได้แก่ ตรวจสอบความรับผิดของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตและกำกับดูแลสถานประกอบการ แก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 เพื่อปิดช่องโหว่การกำกับดูแลและป้องกันการทุจริต ทบทวนนโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงเวลา 04.00 น. เร่งตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการทั่วประเทศ โดยเฉพาะระบบป้องกันอัคคีภัยและทางหนีไฟ รวมถึงจัดระบบเยียวยาผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
ด้าน นายมหาโภคัย ขำกระแสร์ บิดาของ ด.ช.ณัฐพงศ์ ขำกระแสร์ (น้องปูอัด) ผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนปัญหามาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกับเหตุรถบัสไฟไหม้ โดยเฉพาะเรื่องประตูฉุกเฉินและการบังคับใช้กฎหมาย จึงขอให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยปละละเลย พร้อมเร่งดูแลเยียวยาทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้สูญเสีย ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรม




