รพ.กรุงเทพจับมือ Straumann เปิด CoDE แห่งแรกในไทย ดันประเทศสู่ ‘Dental Hub’ ดึงคนไข้ทั่วโลกทำรากฟันเทียม
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ (รพ.) ศูนย์ทันตกรรมกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ ร่วมกับ Straumann Group ผู้เชียวชาญด้านระบบรากฟันเทียม จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดแถลงข่าวเปิดตัว Straumann Center of Dental Excellence Education (CoDE) ศูนย์การศึกษาด้านทันตกรรมรากเทียมแห่งแรกของประเทศไทย และแห่งที่ 60 ของโลก ภายใต้เครือข่ายศูนย์การศึกษาด้านทันตกรรมของ Straumann ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางคลินิกเพื่อสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยจริง
มร.มาร์คัส คอฟมันน์ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายพัฒนาการศึกษาด้านการแพทย์ระดับสากล Straumann Group กล่าวว่า Straumann ให้ความสำคัญกับการ ศึกษาและการพัฒนาทักษะของทันตแพทย์ เพื่อสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานการรักษา โดย Straumann Center of Dental Education หรือ CoDE มีพันธกิจ คือการรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานสูงสุด และการเปิดพื้นที่ให้ทันตแพทย์จากที่อื่นได้เรียนรู้จากสถานการณ์ทางคลินิกจริง ผ่านการฝึกอบรม สัมมนา และกิจกรรม วิชาการในหลากหลายรูปแบบ
ปัจจุบันเครือข่าย CoDE มี 60 แห่ง ใน 28 ประเทศ ทั่วโลก การจัดตั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ ณ ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพนี้ จะได้รับการยอมรับในระดับเดียวกับศูนย์ชั้นนำอื่นๆ ในทั่วโลก จึงเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงทันตแพทย์ไทยกับเครือข่ายการศึกษาระดับโลกของ Straumann พร้อมสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และ ประสบการณ์ทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและนานาชาติ
พญ.บุญธิดา เจริญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ในหลากหลายสาขา โดยให้ความสำคัญกับ ทีมแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสถานที่ที่พร้อมรองรับการรักษาและการเรียนรู้ ควบคู่กัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การได้รับเลือกเป็น Straumann Center of Dental Education (CoDE) แห่งแรกของประเทศไทยและนับเป็นแห่งที่ 60 ของโลก สะท้อนถึงมาตรฐานทางคลินิกขั้นสูงและความพร้อมของโรงพยาบาลกรุงเทพในการเป็นแหล่งเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านทันตกรรมในระดับภูมิภาค และต่อยอดสู่การพัฒนาคุณภาพการรักษาและผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วย
ทพญ.วลัยลักษณ์ เกียรติธนากร ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ กล่าวว่า เราใช้ Straumann มาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก ก็เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้และทันตแพทย์ของเราทุกๆ ท่านก็ชื่นชอบในผลิตภัณฑ์นี้ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก มีการทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน รวมถึงมีการสนับสนุนทางคลินิกหรือข้อมูลสนับสนุนทางคลินิกเป็นจำนวนมาก
“คนไข้มักจะถามว่า การปักรากเทียม 1 ครั้ง หรือรากเทียม 1 ตัว จะสามารถใช้งานได้นานเท่าไหร่ เราก็สามารถบอกคนไข้ได้เลยว่า หากเป็นผลิตภัณฑ์ของ Straumann เราค่อนข้างมั่นใจ เพราะมีข้อมูลจากทั่วโลกสนับสนุนว่า สามารถใช้งานได้เป็นเวลานาน โดยทั่วไป 10-15 ปี หรือในบางเคสสามารถอยู่ได้ถึง 20 ปีเช่นกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลของแต่ละบุคคล” ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าว
ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า เมื่อเราใช้ผลิตภัณฑ์นี้มาเป็นเวลานาน เราก็มีความชำนาญในการใช้งานมากขึ้น และทำให้เราไม่ได้ใช้ยี่ห้ออื่นเลย ทันตแพทย์ส่วนใหญ่มีความคุ้นชินและมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์นี้เคยนำยี่ห้ออื่นเข้ามาใช้เหมือนกัน แต่ทันตแพทย์ของเราก็รู้สึกว่ายังไม่สามารถตอบโจทย์ได้เท่ากับยี่ห้อนี้ จึงคิดว่าทันตแพทย์เองมีทั้งความคุ้นชินและความชื่นชอบในแบรนด์
“เรามีทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เหล่านี้ค่อนข้างเยอะ เราจึงคิดว่าในส่วนของการเรียนรู้มีความสำคัญมาก เพื่อที่จะต่อยอดให้องค์กรของเราได้รับการพัฒนาเรื่องงานรากเทียมอย่างเป็นระบบ” ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าว
ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า ทาง Straumann สนับสนุนในเรื่องการเรียนรู้หรือการเรียนการสอนในลักษณะนี้ แม้ว่าเราจะสอนเป็นหลักสูตรนานาชาติ ซึ่งหมายถึงมีนักเรียนหรือนักทันตแพทย์จากต่างชาติเข้ามาเรียนก็ตาม คนที่เป็นผู้สอนก็จะยิ่งเก่งและมีการพัฒนาตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ ที่ทำให้เราตัดสินใจที่จะร่วมมือในข้อตกลงครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ศูนย์แห่งนี้จะสามารถสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายทั่วโลกของทันตแพทย์ไทยได้อย่างไรบ้าง? ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า เนื่องจากเราได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Straumann CoDE โดยคำว่า CoDE ย่อมาจาก Center of Dental Education ซึ่งเป็นเครือข่ายของสถาบันในต่างประเทศ หรือเป็นเครือข่ายระดับ Worldwide ทั่วโลก เพราะฉะนั้นเราจะเปิดโอกาสให้ทันตแพทย์ทั่วโลกได้มีโอกาสมาเรียนรู้ร่วมกับทันตแพทย์ไทยได้ด้วยเช่นกัน และทันตแพทย์ไทยเองก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้ในคอร์สต่างๆ ที่เราจะจัดขึ้น
“เกณฑ์ของการเป็นศูนย์ในครั้งนี้ คือ เราจะต้องจัดคอร์สทั้งหมดปีละ 2 ครั้ง ฉะนั้นจะมีการพัฒนาในเรื่องการสอนอย่างต่อเนื่อง หรือหากในปีถัดไปมี AI หรือมีเทคโนโลยีอะไรที่ใหม่กว่านี้ เราก็สามารถนำเข้ามาปรับใช้ได้ เพราะตัวสตรอมแมนเองไม่ได้ผลิตเฉพาะด้านรากเทียมเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาช่วยในเรื่องของดิจิทัลอย่างมาก รวมถึงเรื่องงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่างๆ ด้วย ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ในส่วนนี้มีความสอดคล้องและมีคุณค่ามาก” ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าว
ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าทันตแพทย์ไทยไม่แพ้ใครในโลก ทั้งในเรื่องฝีมือ ความเชี่ยวชาญ และการดูแลคนไข้ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาออกมาดีมากๆ ฉะนั้นสิ่งนี้เราอยากทำให้ทั่วโลก หรือต่างประเทศได้รับทราบ สิ่งสำคัญมากๆ คือ เราต้องการให้คนไข้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะคนไทย ได้เข้ามารักษาและทำรากเทียมที่รพ.กรุงเทพ
“เนื่องจากเราเป็นศูนย์การเรียนการสอนด้วย และเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่มีเครือข่ายรากเทียมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และยังมีความสะดวกหรืออุปกรณ์เครื่องมือมากมาย ตั้งแต่หน่วยทันตกรรม ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงห้องผ่าตัด เราอยากเป็นศูนย์กลางภูมิภาคและมองไปถึงการเป็น Dental Hub” ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าว และว่า ถ้าคนไข้ทั่วโลกคิดถึงการทำรากเทียมสักครั้งหนึ่งในชีวิต เราอยากให้เขาคิดถึงและเดินทางมาที่บ้านเราหรือประเทศไทยทั้งหมด อยากให้ประเทศไทยเติบโตและเป็นสถานที่ที่ได้รับความไว้วางใจจากคนต่างชาติทั่วโลก นี่เป็นสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น




