ถอดรหัส ชิงปธ.กมธ. ‘2 พ.ร.ป.’ สงครามตัวแทนปะทุ

3.03.22 | 06:36 น.

ถอดรหัส ชิงปธ.กมธ.’2 พ.ร.ป.’ สงครามตัวแทนปะทุ

เกมการเมืองระหว่างผู้มีอำนาจของพรรคแกนนำรัฐบาล อย่าง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พปชร. กับผู้กุมอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างสภาผู้แทนราษฎร เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้มีอำนาจจากฝั่งรัฐบาลเสียเหลี่ยม พ่ายเกมการเมืองให้กับกลไกในสภาอีกครั้ง

เมื่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. … และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. … นัดแรก ที่มีนายมหรรณพ เดชพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งมีอาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว เพื่อคัดเลือกตำแหน่งต่างๆ ใน กมธ. ทั้ง 49 คน

ที่ประชุม กมธ. มีมติออกมาพลิกล็อก 22 ต่อ 21 เสียง โหวตให้ “สาธิต ปิตุเตชะ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส.ส.ระยอง และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ปาดหน้าคว้าเก้าอี้ ประธาน กมธ.วิสามัญฯ ชนะตัวเต็ง อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ผู้มีอำนาจทางฝั่งรัฐบาล

โดยเฉพาะ “พล.อ.ประวิตร” ส่งตรงมาเพื่อหวังให้ “ไพบูลย์” มานั่งคุมกำกับ คุมทิศทางการออกกติกา อย่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 2 ฉบับ เพื่อมารองรับการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป

ด้วยกติกาบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ให้กติกาการเลือกตั้ง ทั้งตัวรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง ออกมารองรับให้กลุ่มผู้มีอำนาจ กุมความได้เปรียบผ่านกติกาไว้ทั้งหมด

Advertisement

ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เมื่อครั้งจัดตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ให้กลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทางผู้มีอำนาจก็ส่ง “ไพบูลย์” เข้ามาคุมบังเหียน

ในเก้าอี้ “ประธาน กมธ.วิสามัญ” ได้สำเร็จมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่มาในครั้งนี้เก้าอี้ประธาน กมธ. ในการพิจารณาร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับ

เก้าอี้ประธาน กมธ.วิสามัญ กลับพลิกล็อก มาเป็น “สาธิต” หนึ่งใน กมธ.สัดส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในฐานะตัวแทนของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรค ปชป. ที่ได้รับความไว้วางใจ

จากพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นๆ ยกเว้น พรรค พปชร. รวมทั้งพรรคร่วมฝ่ายค้าน และ ส.ว.บางส่วน เลือกให้เป็น ประธาน กมธ. ดูแลการออกกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ

ถามว่า เหตุอะไรที่ทำให้ชื่อของ “สาธิต ปิตุเตชะ” สามารถสอดแทรกขึ้นมามีชัยเหนือ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” คนที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร ส่งมาได้นั้น

ทั้งนี้ ต้องยอมรับ สัดส่วน กมธ.ทั้งคณะ จำนวน 49 คน แบ่งเป็นของคณะรัฐมนตรี 8 คน ส.ว. 14 คน และ ส.ส. 27 คน ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคพลังประชารัฐ 6 คน พรรคภูมิใจไทย 3 คน พรรคก้าวไกล 3 คน พรรคประชาธิปัตย์ 3 คน พรรคเศรษฐกิจไทย 1 คน พรรคเสรีรวมไทย 1 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน และพรรคประชาชาติ อีก 1 คน

ฉะนั้น หากนับเฉพาะจำนวน กมธ.จากฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว หรือเสียงของฝ่ายค้าน รวมเสียงจากซีกพรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะเสียงของฝ่ายรัฐบาลได้

เพราะยังมีสัดส่วนของ ครม. และที่สำคัญ ยังมี “ด่านหิน” สำคัญอยู่ที่เสียงของ ส.ว. ที่มีสูงถึง 14 คนด้วย

อีกทั้งการประชุม กมธ. เพื่อเลือกประธาน กมธ. มี กมธ.เข้าร่วมประชุมเพียง 43 คน จากทั้งหมด 49 คน ไม่เข้าร่วมประชุม 6 คน แบ่งเป็น กมธ.ที่มาจากตัวแทนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คน ส.ว. 1 คน ส.ส.พรรคก.ก. 1 คน ส.ส.พรรค ปชป. 1 คน และนายสาธิตที่อยู่ระหว่างการประชุม ครม.

ทำให้เสียงฝั่งผู้มีอำนาจหวังว่าจะลงคะแนนเลือก “ไพบูลย์” เป็นประธาน กมธ. แบบไม่แตกแถว หายไปถึง 3 คน เกมนี้จึงเป็นไปเข้าทางพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรค พปชร. และพรรคร่วมฝ่ายค้าน และ ส.ว.บางส่วน ที่ผนึกกำลังกัน ลงคะแนนลับเลือก “สาธิต” เฉือนชนะ นั่งเป็นประธาน กมธ.

อีกเหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง ที่พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผนึกกำลังกันเลือก “สาธิต” มาเป็นประธาน กมธ. นั้น ด้วย “ท่าที” และ “ตัวตน” ของ “สาธิต” ที่ กมธ.ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคร่วมฝ่ายค้าน มองว่าสามารถพูดคุยและต่อรองได้ในบางเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบเนื้อหาในกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดการยอมรับ

อีกทั้งจุดยืนของ “สาธิต” ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของพรรค ปชป. ที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขและข้อเสนอของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

รวมทั้งพรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรค พท. ยังสามารถการันตรีได้ว่า ประธาน กมธ. ที่ชื่อ “สาธิต” จะคุมบังเหียนทิศทางการยกร่างกฎหมายลูกให้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ

เดินหน้าได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เจอกับอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด จนทำให้กติกาการเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ ต้องสะดุดล้มลง

อีกทั้งตำแหน่ง ประธาน กมธ. ไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่ควบคุมการประชุม กมธ. ให้มีเกิดความราบรื่นเป็นไปตามกรอบเวลาการพิจารณาของ กมธ.

แต่ยังมีประเด็นสำคัญ คือ เมื่อการประชุมในประเด็น หารือเรื่องที่สำคัญ ในที่ประชุม กมธ.จะต้องใช้เสียงข้างมากชี้ขาด หากตัว “ประธาน กมธ.” ลงมติชี้ขาด ไปในทิศทางใด ย่อมมีผลต่อเนื้อหาของร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับอย่างแน่นอน

สงครามตัวแทนผ่านเก้าอี้ต่างๆ ใน กมธ.กฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ปะทุขึ้น

บทสรุปสุดท้ายเกมนี้ ใครจะชนะ คงต้องติดตามในห้วง 2 เดือนนับจากนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง