จังหวะ การเมือง จังหวะ ธรรมนัส พรหมเผ่า ณ พลังประชารัฐ

18.01.23 | 12:00 น.

คอลัมน์หน้า 3 : จังหวะ การเมือง จังหวะ ธรรมนัส พรหมเผ่า ณ พลังประชารัฐ

การหวนคืนพรรคพลังประชารัฐของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ณ เบื้องหน้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก่อคำถามตามมามากมาย

1 นี่เป็นปฏิบัติการทำนองเดียวกับ “มิ่งขวัญ” หรือไม่

ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งแหลมคมเป็นลำดับก็คือ ปฏิบัติการนี้จะส่งแรงสะเทือนอย่างไรต่อ “ภายใน” พรรคพลังประชารัฐ

มิได้เป็นคำถามต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

หากเป็นคำถามต่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ต่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ต่อ นายอนุชา นาคาศัย

Advertisement

เป็นคำถามต่อ นายสันติ พร้อมพัฒน์

เป็นคำถามต่อ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ว่าจะรับได้เพียงใดต่อบทบาทใหม่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

นี่เป็นจุดตัด จุดหักเลี้ยว

ในที่สุดแล้ว เหตุผลการกลับพรรคพลังประชารัฐของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็อนุมานสู่เหตุผลเดียวกันกับ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

นั่นก็คือ เมื่อไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เท่ากับการตัดสินใจของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยืนยันถึงลักษณะใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ

เป็นพรรคพลังประชารัฐซึ่งแยกขาดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เป็นการเน้นย้ำบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับบทบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ออกจากกัน

นี่ย่อมเป็นสีสันใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ

คำถามอยู่ที่ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายอนุชา นาคาศัย นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เห็นด้วยหรือไม่

“ปฏิกิริยา” ที่ตามมาจึงทรง “ความหมาย”

จําเป็นต้องมองการดำรงอยู่ของพรรคพลังประชารัฐภายหลังจากการเปิดยุทธการ “ขับ” กลุ่ม 4 กุมารออกไป

ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค

ในเบื้องต้นตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นของ นายอนุชา นาคาศัย แต่อีกไม่นานต่อมาตำแหน่งนี้ก็ตกอยู่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

นี่ย่อมเป็น “รอยร้าว” อันเกิดขึ้นแล้ว

ขณะเดียวกัน คนที่มาดหมายต่อตำแหน่งเลขาธิการพรรคมิได้มีแต่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เพียงผู้เดียว

หากแต่มี นายสันติ พร้อมพัฒน์ หากแต่มี นายสุชาติ ชมกลิ่น

วันนี้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ อาจอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ขณะที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ออกไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ

ความอ่อนไหวในตำแหน่ง “เลขาธิการ” พรรคจึงยังดำรงอยู่

หากจับตาท่วงท่าและอาการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ว่าจะเป็นที่ลำปาง ก็เห็นได้ชัดเจน

ใครเป็น “นาย” ใครเป็นเหมือน “บิดา”

ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เห็นอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร และยังสามารถแผ่ “บารมี” ได้อย่างเต็มเปี่ยมหรือไม่

ก่อนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ จึงระทึกเป็นอย่างสูง

 

อ่านข่าวน่าสนใจ