แม้ว่าหลายคนยังคงมั่นใจในความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง 3 ป.จะต้อง Forever
เหมือนกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยืนยันมาโดยตลอด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งจากพฤติกรรมและคำให้สัมภาษณ์ต่างๆ
เชื่อว่าหลายคนเริ่มลังเลว่าความสัมพันธ์เริ่มง่อนแง่นแล้วหรือไม่
หรือว่าเป็นเพียงการเล่นละครตบตา เป็นหมากกลทางการเมือง “แยกกันเดิน รวมกันตี”
ไม่ว่าฝ่ายไหนชนะการเลือกตั้ง เครือข่าย 3 ป.จะยังคงเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
แต่เมื่อมี “จดหมายเปิดใจ” จาก พล.อ.ประวิตรเขียนถึง พล.อ.ประยุทธ์
ด้วยความหมายในทำนองว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรและ พปชร.สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้ถึงฝั่งฝัน
แต่ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ก็เลือกทางเดินออกจากพรรค ไปอยู่กับพรรคสำรองที่เตรียมเอาไว้
ไปไม่ไปเปล่า แถมยังใช้พลังดูด ส.ส.จาก พปชร.ออกไปอีกจำนวนมาก
แทนที่จะไปดูดจากพรรคอื่น จะทำให้เข้าสูตรสำเร็จ “โตแล้วแตก” เพื่อขยายสาขาให้เกิดความแข็งแกร่ง
แต่ทำแบบนี้เปรียบเหมือนการตกปลาในบ่อเพื่อน
และเมื่อเพื่อนพายเรือมาส่งถึงฝั่ง เสร็จแล้วก็ถีบหัวเรือส่ง
ถ้ามองจากมุมนี้ ภาพของความขัดแย้งย่อมปรากฏให้เห็นชัดขึ้น
บรรดา ส.ส.ที่ย้ายพรรคไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กับ พล.อ.ประยุทธ์
คงมั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง จึงแห่แหนย้ายตามกันไป
แม้ว่าจะยังมีเงื่อนไขนายกฯ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์
ถ้า พล.อ.ประยุทธ์สามารถกลับมาเป็นนายกฯได้ ก็จะเหลือเวลาอีกแค่ 2 ปีเท่านั้น
แต่เชื่อว่าบรรดา ส.ส.และนักการเมืองเหล่านี้ คงเห็นสัญญาณอะไรบางอย่าง
หรืออาจจะมีความหวังจาก “มือที่มองไม่เห็น”
อาจจะติดใจ เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
เช่น เกิดการปฏิวัติ หรือเกิดการยุบพรรค หรือมีอำนาจบางอย่างที่ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน
จึงทำให้เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาได้อีกครั้ง
ถึงขั้นยอมตีจาก พล.อ.ประวิตรที่ ส.ส.หลายคนเคยเทิดทูนในความดีมีน้ำใจ ใจถึงพึ่งได้ของ พล.อ.ประวิตร
แต่เมื่อถึงเวลาจริง ต่างเอาตัวรอด หนีไปอยู่กับ พล.อ. ประยุทธ์ เพื่อหวังผลทางการเมืองกลับมาเป็นรัฐบาล
เป็นการสะท้อนสัจธรรมทางการเมืองชัดเจนได้อีกครั้ง ที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร”
การที่ พล.อ.ประวิตรเขียนจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นเหมือนการแสดงท่าทีให้เห็นชัดเจนขึ้น
แม้จะดูเหมือนว่าไม่ได้เป็นการทะเลาะเบาะแว้งกัน 2 ป. ยังรักกันดี เพียงแต่แยกกันทำงาน
แต่อย่างน้อยเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
หลังจากเคยร่วมหอลงโรงมาด้วยกันยาวนาน
แต่เมื่อถึงเวลา ความรักความผูกพันฉันพี่น้อง
ย่อมมิอาจต่อสู้ได้กับความหลงใหลในอำนาจอันหอมหวน
มีคนเคยถามว่า ทำไมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ. ประวิตรยังไม่ยอมหยุด
ทำไมถึงยังไม่ยอมลงจากตำแหน่ง ทั้งที่หากลงในเวลานี้น่าจะสง่างามไม่น้อย
เป็นนายกฯ เป็นรัฐบาลที่อยู่ครบเทอม เท่ไม่หยอก แม้ว่าจะได้มา เริ่มจากการเอาปืนจี้คนอื่นก็ตาม
คงเป็นเรื่องของความไม่รู้จักพอ อยากมี อยากได้อยากเป็น กิเลสเกิดขึ้นในใจ อะไรๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น
หรือจริงๆ แล้วมีอำนาจบางอย่างใหญ่กว่าที่เราเห็น
คอยกดปุ่มอยู่ข้างหลัง เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงทำให้มั่นใจขนาดนี้
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง น่าเป็นห่วงอนาคตประเทศ เพราะอาจเกิดสิ่งไม่คาดคิด และอาจรุนแรงกว่าที่คิด
ขอภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
อ่านข่าวน่าสนใจ
- แบงก์ชาติเช็กแล้ว ถูกดูดเงินจาก ‘สายชาร์จมือถือ’ ไม่จริง แต่ถูกลวงให้โหลดแอพพ์แฝงมัลแวร์
- ไวรัลเฉย! คนญี่ปุ่นแห่ชมโฆษณา ‘จน เครียด กินเหล้า’ ในตำนาน ถกมันส์ ยอดวิวพุ่ง 6 ล้านครั้ง
- ช่างเสื้อ เปิดปากเล่าถึง ชุดเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ ปมขัดแย้งระหว่างเมแกน-เคท
- รวยไม่เกรงใจใคร! กองสลากพลัสแตก 54 ล้าน สาวสายไหมไม่รู้ตัว ถูกคนเดียว 6 ใบ
- เด้ง ‘ครูคลิปฉาว’ พ้นราชการ เครียดปลิดชีพหนีความผิด แต่ช่วยทัน พบเคยก่อเหตุมาแล้ว (คลิป)
- นายกฯ ต้อนรับ ‘นริศ’ ประชุมครม.นัดแรก รมต.สามมิตร คุยนาน หลังมีภาพ ‘ธรรมนัส’ ไหว้บิ๊กป้อม

