กลุ่ม ‘Save อโยธยา’ ลั่น มันคนละเกณฑ์ มูลค่าอยู่ใต้ดิน แนะย้ายรถไฟไฮสปีด ไปสร้าง ‘สายเอเชีย’ กระจายความเจริญ เลี่ยงสูญเสีย คุ้มเพิ่มอีก 18,000 ล้าน ขนาดเรือดำน้ำยังกล้าซื้อ
สืบเนื่องจากกรณี กลุ่ม ‘Save อโยธยา’ ยื่นหนังสือถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ทบทวนการศึกษาผลกระทบรถไฟความเร็วสูงผ่านพื้นที่เมืองเก่าอโยธยา ในการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 ในการจัดทำรายงานผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตามโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา
- อ่านข่าว : นักวิชาการ รุดยื่น ‘Saveอโยธยา’ กลางวงประชาพิจารณ์ ค้านรถไฟ สร้างผ่าเมืองเก่า
- สปาฟา ติงประเมิน HIA ไฮสปีดเทรนอยุธยา ‘ไม่สามารถทำให้คนรับฟังเชื่อได้’ อ.โบราณฯแจงติด 2 กรอบ
- นักผังเมืองแนะประเมินทุกทางเลือก ปมไฮสปีดเทรนอยุธยา อดีตคณบดีโบราณฯ รับหนักใจ เวลาจำกัดแค่ 6 เดือน
นายฆนัท นาคถนอมทรัพย์ หรือ ไปป์ กลุ่ม save อโยธยา ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์มติชนถึงกรณีดังกล่าวว่า ในหนังสือเขียนบอกไว้ว่า ให้ย้ายไปตรงเส้นเลียบถนนสายเอเชีย ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ทางออกอยู่แล้ว หากย้ายไปตรงนั้นอาจต้องเพิ่มเงินอีก 18,000 ล้านบาท แต่ตนเชื่อว่าจะยั่งยืนกว่าเส้นทางที่ผ่านอโยธยาแน่นอน
“เรายังไม่ได้ทำการขุดค้นแบบจริงจังเลย มันสำคัญมาก ถ้าเกิดลงตอม่อแล้วไปรบกวนชั้นดิน ก็อาจจะทำให้หลายหลักฐานทางโบราณคดีโดนทำลายไปโดยที่เราไม่รู้เลย” นายฆนัทชี้
นายฆนัทกล่าวต่อว่า โครงการฯ มีการทำ TOD คือการสร้างย่านเศรษฐกิจรอบสถานีรถไฟ ซึ่งการย้ายออกไป 30 กิโลเมตรที่เส้นเอเชีย ก็จะใกล้กับทางไปจังหวัดอ่างทอง ทำให้การกระจายความเจริญของอยุธยาดีขึ้นแน่นอน เพราะต้องสร้างย่านเศรษฐกิจรอบบริเวณนั้น
“ตรงนั้นจะสร้างโรงแรมให้ใหญ่กว่า สูงกว่าก็ได้ มันคนละกฎเกณฑ์กับเขตรอบเกาะที่ทำโรงแรมสูงไม่ได้ คิดว่าการสร้างย่านเศรษฐกิจตรงนั้นจะทำให้ความเจริญกระจายออกไป แล้วมันก็ใกล้ศูนย์ราชการใหม่ของอยุธยาด้วย ส่วนความกังวลเรื่องการขนส่งระหว่างสถานีที่ไกลออกไป ตรงจุดนี้รัฐบาลสามารถลงทุนทำระบบขนส่งให้ดีได้” นายฆนัทระบุ
นายฆนัทอธิบายเพิ่มว่า การท่องเที่ยวของอยุธยาโตขึ้นมาจากความเป็นเมืองเก่า จากแหล่งโบราณสถาน แต่อยู่ๆ จะไปทำลายสิ่งที่เป็นเหมือน Core Value หรือแกนกลางของคุณค่าของความเป็นอยุธยาเสียอย่างนั้น ซึ่งตนไม่ได้บอกไม่ให้สร้าง เพียงแต่เห็นว่าควรออกไปสร้างบริเวณถนนสายเอเชีย
“แม้ต้องเพิ่มเงิน 18,000 ล้านบาท แต่เทียบกับงบประมาณที่ใช้ไม่ถือว่าเยอะ เมื่อเทียบกับว่าเราต้องเสียหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งไม่รู้จะเสียอะไรไปบ้าง อาจจะประเมินค่าไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ฝั่งนักวิชาการหลายท่านก็บอกว่า หากจะเข้าใจความเป็นมาของอยุธยาได้ ก็ต้องขุดค้นทางฝั่งอโยธยาอยู่ดี การซื้อเรือดำน้ำ ลำละ 14,000 ล้านบาท ไม่มีเครื่องยนต์ยังซื้อได้ กับการเพิ่มเงิน 18,000 ล้านบาท ที่เทียบกับงบประมาณก็ไม่ได้เยอะ แต่เราจะมั่นใจว่าไม่เสียอะไรไป” นายฆนัทกล่าว

ในประเด็นที่มีผู้กล่าวว่า การค้านเท่ากับถ่วงความเจริญ นายฆนัทชี้ว่า ตรงกันข้าม การขยับออกไปไม่ใช่การถ่วงความเจริญของอยุธยา แต่คือการรักษาความเจริญที่อาจจะมาในอนาคต จากการขุดค้นฝั่งอโยธยาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างล่างบ้าง
“มันเป็นความเจริญที่เราไม่ได้ปฏิเสธอยู่แล้ว เพียงแต่ความเจริญแท้จริงของอยุธยา อยู่ที่ความเป็นแหล่งโบราณคดีต่างหาก และเป็นมาโดยตลอด ซึ่งเรามีอีกเยอะที่อยู่ใต้ดินฝั่งอโยธยา ผมถึงบอกว่านี่ตรงกันข้ามเลย การรักษาพื้นที่ตรงนั้นไว้ คือการสร้างความเจริญในอนาคต ที่อาจจะมีมูลค่ามากกว่าการสร้างไปโดยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างล่างมากกว่า” นายฆนัทเผย
เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับปรากฏการณ์ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน คณะโบราณฯ พร้อมใจกันค้าน ?
นายฆนัทกล่าวว่า ความเป็นอยุธยา คุณค่าอยู่ที่ฝั่งนั้นด้วย ไม่ใช่แค่ฝั่งตรงกรอบเมืองอย่างเดียว ถ้าดูในรายชื่อก็จะเห็นผู้เชี่ยวชาญอย่าง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, และคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ในรายชื่อที่เป็นศาสตราจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ และฝั่งคณะโบราณคดีทั้งศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน เป็นมติการเห็นพ้องต้องกันของชาวคณะโบราณคดี
“ผมคิดว่า มันทำให้ชาวโบราณคดีที่ถูกฝึกมาว่า อยุธยาคือพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ต้องตระหนักว่านี่เป็นคุณค่าที่เราจะต้องร่วมออกมาแสดงความเห็น เพื่อให้ทั้งประชาสังคมเห็นว่าเราไม่ได้ขัดขวางความเจริญ แต่มันคือคุณค่าสำคัญที่เราต้องรักษาไว้” นายฆนัทกล่าว
นายฆนัทกล่าวถึงประเด็นการรับงานของคณะโบราณฯ ว่า ที่การรถไฟฯ จ้างคณะโบราณคดีนั้นถูกต้องแล้ว และคิดว่าถูกแล้วที่รับงาน เพราะมีผู้เชี่ยวชาญ มีนักวิชาการมากพอ การประเมินตามหลักการและฟังเสียงจากประชาสังคมทุกภาคส่วน ไม่มีอะไรที่เป็นข้อครหา เพราะเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอยู่แล้ว

