หน้าแรก การเมือง ‘บัณฑิต’ ทึ่ง...

‘บัณฑิต’ ทึ่ง กกต. ทำงาน 4 ปีครั้ง ยังสร้างความตื่นเต้น-เชื่อ ชนะยากมาก ลุ้นโอกาสเกิด ส.ส.เอื้ออาทร

9.05.23 | 19:14 น.

‘บัณฑิต’ ทึ่ง กกต.ทำงาน 4 ปีครั้ง ยังสร้างความตื่นเต้น – เชื่อ เลือกตั้ง 66 ชนะฝ่ายกุมอำนาจยากมาก ลุ้นโอกาสเกิด ส.ส.เอื้ออาทร

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 พฤษภาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดงานรัฐศาสตร์เสวนา โดย ภาควิชาการปกครอง ในหัวข้อ “การเลือกตั้งทั่วไป 2566 : เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่าน หรือเป็นต่อ ?”
โดยมีนักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น อาทิ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจน์กิจ, รศ.ดร.ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์, อ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง, รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, ศ.ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา และ รศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจน์กิจ กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งใน ปี 2562 ตนมองว่าพรรคการเมืองไทยในรอบนั้นมีพฤติกรรมอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ แบบแรกคือ เน้นที่ผลิตภัณฑ์ เน้นมีของขายและทำอย่างไรถึงจะขายของนี้ได้ แบบที่ 2 คือ มีผลิตภัณฑ์แต่ไปถามก่อนว่าคนต้องการอะไร แล้วค่อยมาปรับผลิตภัณฑ์เพื่อขาย แบบที่ 3 คือเน้นการตลาดถามตลาดก่อนเลยว่าตลาดอยากได้อะไรแล้วค่อยไปสร้างผลิตภัณฑ์ แต่พรรคที่ประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็วมากที่สุด คือ พรรคที่เน้นการตลาดในรูปแบบที่ 3

“กลุ่มที่ 3 ผมคิดว่าเป็นกลุ่มที่มาเร็ว แรงในรอบนั้น คือ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตอนเราพูดกันประเมินก่อนเลือกตั้งในครั้งนั้น เราคิดว่าอนาคตใหม่น่าจะได้ สัก 30-40 ที่นั่งแต่พรรคอนาคตใหม่กลับได้ถึง 80 ที่นั่ง อีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในการตลาดกลุ่มที่ 3 คือพรรคเศรษฐกิจใหม่ของคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ซึ่งคุณมื่งขวัญในเวลานั้นพูดเรื่องเดียวเลยว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร กลับเป็นพรรคการเมืองที่ได้เสียงในสภาถึง 6 ที่นั่ง” ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว

ผศ.ดร.บัณฑิตชี้ว่า ปรากฏการณ์ของพลังอนาคตใหม่เป็นผลจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้มีพื้นที่เปิดโล่งจำนวนหนึ่ง ซึ่งผลกติกาของรัฐธรรมนูญปี 60 ก็คือจำนวน ส.ส. พึงมี ทำให้ ส.ส.ที่อยู่ในสภาต้องไปคำนวณกันว่าแต่ละพรรคเอาคะแนนเสียงมารวมกันจะสามารถมี ส.ส.พึงมีได้เท่าไหร่ ซึ่งปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยในเวลานั้นไม่สามารถมี ส.ส.ในระดับบัญชีรายชื่อได้แม้แต่คนเดียว เพราะว่ามี ส.ส.พึงมีเกินกว่าที่คะแนนที่ตนเองมีอยู่แล้ว

Advertisement

“อันนี้ก็เป็นระบอบการเมืองซึ่งออกแบบมาเพราะกลัวพรรคเสียงข้างมาก กลัวการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เลยกำหนดว่ามันต้องมี ส.ส.พึงมี ทำให้โอกาสของพรรคอนาคตใหม่เองก็ขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางการตลาดในรอบนั้นเราก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันคล้ายกับที่ท่านรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม พูด ก็คือว่าจัดตั้งเสียงข้างน้อยไปก่อน แล้วเดี๋ยวก็เป็นเสียงข้างมากเอง

แต่ว่ามันมีพรรค ที่เรียกว่าได้ครึ่งคน คนไม่เต็มคน คือไม่ถึง 7 หมื่นคะแนน แต่สามารถมี ส.ส.ได้ 1 คน สามารถที่จะมี ส.ส. เพิ่มขึ้นได้เพราะว่าไปปัดเศษกัน ในกลุ่มนี้ขออนุญาตเอ่ยชื่ออย่างพรรคประชาชนปฏิรูป พรรคไทยศรีวิไลย์ และพรรคพลังธรรมใหม่ คือเป็นการคำนวณแบบเอื้ออาทร” ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว และว่า

ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า จะมีโอกาสที่จะเกิด ส.ส.เอื้ออาทรไหม ข่าวดีก็คือน่าจะมีน้อยลง เพราะว่าคะแนนตัวหารเปลี่ยนจาก 500 เป็น 100 ก็เท่ากับว่ารอบนี้จะต้องมีคะแนนอย่างน้อย 3.5 แสนคนโดยประมาณ ถึงจะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน แต่นั่นก็ยังอยู่ภายใต้กติกา ส.ส.พึงมีเช่นเดียวกัน

“มันคือเผด็จการอำนาจนิยมแบบแข่งขัน คือ ให้มีการแข่งขัน แต่ฝ่ายค้านหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ชนะฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐเอาไว้ยาก ถึงยากที่สุดหรือไม่มีโอกาสเลย ส่วนในเรื่องของ กกต. ซึ่ง 4 ปีทำงานครั้งเดียวแต่ยังสร้างความน่าสนใจตื่นเต้นได้ขนาดนี้สิ่งสำคัญ คือ ต้องออกมาใช้สิทธิให้มากและพยายามที่จะทำความเข้าใจและใช้วิจารณญาณให้ถึงที่สุดและไปกาอย่างมั่นใจ” ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว